ผู้ไม่ได้อบรมกาย..ศีล..จิต..ปัญญาให้ดี แล้วไปสนทนากันเรื่องอภิธัมมกถา เวทัลลกถา ก็จะพลัดไปสู่ธรรมดำโดยไม่รู้ตัว

ข้อมูลที่ใช้เรียบเรียง  :  "สิ่งที่ควรทำความเข้าใจกันใหม่ เพื่อความถูกต้อง"  โดย  วศิน  อินทสระ

ในพระไตรปิฎกบาลีเล่ม  ๒๒  หน้า  ๑๒๒  ข้อ  ๗๙  ว่า  ผู้ไม่ได้อบรมกาย  ไม่ได้อบรมศีล  ไม่ได้อบรมจิต  ไม่ได้อบรมปัญญาให้ดีแล้ว  ไปสนทนากันเรื่องอภิธัมมกถา  เวทัลลกถา  ก็จะพลัดตกลงไปสู่ธรรมดำโดยไม่รู้ตัว    อันนี้ดูภัยในอนาคต ๕  ประการของพระภิกษุ  ข้อนี้อยู่ในข้อ ๓  ของพระไตรปิฎกเล่ม ๒๒  หน้า ๑๒๒  ข้อ ๗๙  ท่านที่มีพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยก็ดูข้อ  ๗๙  โยธาชีวรรค  


ถ้าเผื่อไม่ได้อบรมกาย  ไม่ได้อบรมศีล  ไม่ได้อบรมจิต  และไม่ได้อบรมปัญญาให้ดีแล้ว  ไปสนทนาเรื่องอภิธัมมกถา  หมายความว่า  ถ้อยคำที่เกี่ยวกับปรัชญาลึกๆ จะสับสน  จะค่อยๆ ขยายความเทียบเคียงให้ดู…ดังนี้


เวทัลลกถา
   คือถ้อยคำที่เขาคุยกันในเรื่องธรรมลึกๆ เหมือนกัน  เคยเห็นอยู่  ๒  สูตร  เวทัลละเกี่ยวกับพระสารีบุตรคุยกับพระมหาโกฏฐิตะ  ปัญญาอย่างพระสารีบุตรคุยกับพระมหาโกฏฐิตะเวทัลลกถา  ท่านได้อบรมกาย  อบรมศีล  อบรมจิต  อบรมปัญญาดีแล้ว  ไม่เป็นไร  แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนี้  แล้วไปคุยกันเรื่องอย่างนี้  จะตกไปสู่ธรรมดำ  คือเป็นมิจฉาทิฏฐิโดยไม่รู้ตัว


-->>  เคยมีบุคคล  ๒  คน เป็นสามีภรรยากัน  ทีแรกก็ไปทำบุญให้ทานอยู่ที่วัดหนึ่ง  ต่อมาสามีไปฟังธรรมที่วัดหนึ่ง  ฟังธรรมลึก ๆ ไม่มีตัวไม่มีตน    ฟังไป ๆ ต่อมาก็ไม่ทำบุญสุนทาน  ไม่ทำแล้ว  ภรรยายังทำบุญอยู่  ยังรักษาศีลอยู่  ยังให้ทานอยู่  แต่สามีไม่ทำแล้ว  บอกว่าเรื่องตื้นๆ ไม่ทำแล้ว  อันนี้ก็เรียกว่าพลัดตกไปสู่มิจฉาทิฏฐิโดยไม่รู้ตัว

คราวนี้  ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้ดู    ในปรัชญามาธยามิก  ของท่านนาคารชุนที่ว่าด้วยสุญญตา  ท่านบอกว่าผู้ที่มาสนใจในเรื่องสุญญตานี้  จะต้องมีศีลและสมาธิดีแล้วจึงจะมาสนใจในสุญญตา  ถ้ายังไม่มีศีลและไม่มีสมาธิอย่างดีแล้ว  ก็จะพลัดไปในมิจฉาทิฏฐิ  ตกไปในมิจฉาทิฏฐิ  เพราะว่าไม่มีพื้นฐาน  อันนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัว  


-->>  เมื่อเราขึ้นต้นไม้เราต้องขึ้นทางโคนไม่ใช่ขึ้นทางปลาย  การไปสนใจธรรมะที่ละเอียดและกว้างขวางลึก  โดยที่ไม่มีพื้นฐานของจริยธรรมคุณธรรม มันทำให้เป็นมิจฉาทิฏฐิได้ง่ายๆ อันนี้น่ากลัวอยู่  คือละเลยจริยธรรมหมด  ไปมุ่งเอาปรมัตถธรรม  โดยไม่สนใจในเรื่องจริยธรรม   เพราะพุทธธรรมของพระพุทธเจ้าต้องอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม  มีทั้งสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ  จึงจะเข้าใจและปฏิบัติถูกต้องในพุทธธรรมหรือธรรมของพุทธศาสนา  ว่าการใดที่ควรประพฤติในจริยธรรมหรือสมมติสัจจะ  เมื่อใดควรจะประพฤติปรมัตถธรรมหรือปรมัตถสัจจะ


ในพระสุตตันตปิฎกมีเนื้อธรรมที่ลึกซึ้งเยอะแยะไปหมดเลย  ลองอ่านดูซี...  และเหมาะกับการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์อยู่มากมาย  ท่านลองอ่านดูจะเห็นเนื้อธรรม  ก็เห็นเนื้อธรรมอันเดียวกันกับอภิธรรม  อภิธรรมสอนเรื่อง  จิต  เจตสิก  รูป  นิพพาน  สอนเรื่องขันธ์ ๕  เรื่องอายตนะ  เรื่องกรรมฐาน  เรื่องจิต  เรื่องเจตสิก  เรื่องวิถีจิต  เรื่องวิถีมุตตกสังคหะ  มีรูปปัจจัย  กรรมฐานต่างๆ เหล่านี้  ซึ่งก็มีอยู่ในพระสุตตันตปิฎกเป็นเนื้อธรรมเดียวกัน  แต่พระสุตตันตปิฎกอธิบายน้อย  ใช้ภาษาชาวบ้านในภาษาธรรมดา ๆ  ทว่าอภิธรรมใช้ภาษายาก  


แม้จะเป็นเนื้อหาเดียวกัน  เหมือนผมพูดภาษาธรรมดา  คนธรรมดาก็เข้าใจ แต่ถ้าพูดภาษาทางปรัชญาก็ต้องคิดกันหน่อย  มันเป็นอาหารสมองของคนที่จะใช้สมอง  อย่างผมบอกว่ารถกำลังเคลื่อนที่ไป  อย่างนี้ใครก็เข้าใจ  ใครฟังก็รู้เรื่อง  ใครฟังก็เข้าใจว่ารถกำลังเคลื่อนที่ไป  ถ้าพูดภาษาทางปรัชญาบางส่วน  เขาจะบอกว่า การเคลื่อนไหวไม่มี...  Motion  ไม่มี...  มีแต่การหยุดอยู่ที่เปลี่ยนเทศะ...  


-->>  เป็นอย่างไรบ้างครับ  ฟังรู้เรื่องไหม  การเคลื่อนไหวไม่มี  มีแต่การหยุดอยู่ที่เปลี่ยนเทศะ  เปลี่ยน  Space  เท่านั้น    อย่างนี้เป็นภาษาปรัชญาซึ่งมีความหมายเดียวกัน  ว่ารถกำลังเคลื่อนที่ไปอยู่  แต่พอพูดภาษาทางปรัชญาเข้า  มันก็เข้าใจยาก  แต่ว่ามันเป็นอาหารสมอง  ทำให้คนได้คิด  พูดกันไปแล้วสนุก ยิ่งตรรกศาสตร์พุทธ  (Buddhist  Logic)  นี่ยิ่งสนุกกันใหญ่เลย  ใช้ภาษาที่สนุกกันใหญ่  มันเป็นอาหารสมอง  ความหมายเนื้อหาไม่ได้ยากอะไรหรอก  แต่ภาษามันยากเท่านั้น


สมมติว่ามีหนังสืออยู่  ๒  เล่ม  เล่มหนึ่งเป็นภาษาอังกฤษ  อีกเล่มเป็นภาษาไทย  เนื้อหาเดียวกัน  ท่านลองนึกดูคนที่รู้ภาษาอังกฤษน้อยเขาจะรู้สึกว่าเล่มที่เป็นภาษาอังกฤษมันยากแค่ไหน  แต่ถ้าเป็นภาษาไทยเขาอ่านปราดเดียวก็รู้เรื่อง  แต่มันไปยากตรงภาษาเท่านั้น