ผมขอเลื่อนต่อไปที่ อภิธรรม ๗ คัมภีร์ ในพระไตรปิฎกนั้นเป็นส่วนหนึ่ง ทีแรกมี ๖ คัมภีร์ เมื่อสังคายนาครั้งที่ ๓ เพิ่มกถาวัตถุเป็นคำถามคำตอบหลายร้อยข้อ เพื่อต้องการกำจัดลัทธิมิจฉาทิฏฐิ อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
-->> ขอย้ำตรงที่คนชอบพูดว่า “ไม่เรียนอภิธรรมแล้วไม่สามารถบรรลุธรรมได้ หรือแม้จะปฏิบัติธรรมก็ไม่ได้” อันที่จริงก็ไม่ควรจะพูดอย่างนั้น ลองดูในวิมุตตายตนสูตร ในปัญจกนิบาต อังคุตรนิกาย พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงว่า บ่อเกิดแห่งความหลุดพ้นมีอะไรบ้าง เช่น...
๑. ฟังธรรมก็หลุดพ้นได้ ก็มีเยอะคนที่ฟังธรรมแล้วหลุดพ้น อย่างพระยสะฟังอนุปุพพิกถา ฟังอริยสัจต่อก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
๒. บางท่านแสดงธรรมอยู่ก็บรรลุได้ บรรลุเป็นพระอริยบุคคลได้อย่างพระนาคเสนในประวัติว่า แสดงธรรมไปๆ ตัวเองก็ได้บรรลุธรรม อุบาสิกาผู้ฟังธรรมก็ได้บรรลุธรรม
๓. สาธยายธรรม คือได้ยินได้ฟังธรรมมาแล้วก็นำมาสาธยาย... สาธยายคือสวด ท่อง ทบทวน สมมติว่าเราสวดธัมมจัก ฯ หมายความว่า เราสวดแล้วต้องเข้าใจความด้วย ก็บรรลุธรรมได้
๔. ใคร่ครวญธรรม ก็บรรลุธรรมได้
๕. เจริญสมถวิปัสสนา เป็นข้อสุดท้ายในวิมุตตายตนสูตร คือบ่อเกิดของความหลุดพ้น
-->> อันนี้เป็นข้อความจาก อังคุตรนิกาย ปัญจกนิบาต พระไตรปิฎกเล่ม ๒๒ หน้า ๒๒ ข้อ ๒๖ ลองตรวจดูได้ว่าพระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงไว้อย่างไร ทรงแสดงว่าบุคคลสามารถจะบรรลุธรรมได้โดยไม่ต้องรู้อภิธรรมได้ แต่ใครที่รู้ก็ไม่ว่าอะไร
นอกจากนี้ยังมีธรรมอีก ๔ ประการ ที่จะบ่มวิมุติให้แก่กล้า เช่นว่า
๑. เป็นผู้มีศีล
๒. เป็นพหูสูต
๓. วิริยารัมภะ เป็นคนมีความเพียรสม่ำเสมอ
๔. มีปัญญา
-->> ธรรม ๔ ประการนี้บ่มวิมุติให้แก่กล้า และเธอนั้นประกอบด้วยธรรมมีวิมุติเป็นที่ ๕ อยู่ที่ใดจิตก็จะหลุดพ้นในที่นั้น ท่านจะเห็นว่ามีทางเยอะแยะที่จะบรรลุธรรมได้ เหมือนกับสระใหญ่ที่มีทางลงโดยรอบ สพฺพโตปพฺพํ ใครจะลงทางไหนก็ได้ แล้วแต่อัธยาศัยของแต่ละคนลองดูในพระไตรปิฎกเล่ม ๒๒ เหมือนกัน หน้า ๑๖๙ ข้อ ๑๓๔
-->> แล้วก็ยังมีธรรมเครื่องชูกำลังใจให้ปรารถนาความสิ้นอาสวะ มีแล้วทำให้มีกำลังใจในการที่จะให้ปรารถนาความสิ้นอาสวะ เช่น มีศรัทธา มีอาพาธน้อย เป็นคนไม่โอ้อวด ไม่มีมายา เป็นคนซื่อตรง มีความเพียรสม่ำเสมอ และมีปัญญา...