ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้หายจากพระวิหารเชตวัน ไปปรากฏในเทวโลกชั้นดาวดึงส์ เทวดาชั้นดาวดึงส์จำนวนมากเข้ามาหาอภิวาท ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวกะเทวดาว่า
“ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่าแม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั่น ฯลฯ เป็นผู้จำแนกธรรม เป็นความดีแล เพราะเหตุที่ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า สัตว์บางพวกในโลกนี้เมื่อแตกกายตายไปย่อมเข้าถึงสุดติโลกสวรรค์ การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม .... ในพระสงฆ์..... เป็นความดีแล เพราะเหตุที่ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ....ในพระสงฆ์ .....สัตว์บางพวกในโลกนี้เมื่อแตกกายตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้วไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ เป็นความดีแล เพราะเหตุที่ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว สัตว์บางพวกในโลกนี้เมื่อแตกกายตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”
เทวดาทั้งหลายได้ฟังแล้วต่างก็อนุโมทนาสาธุการ ยินดีเห็นชอบตามคำกล่าวของท่านพระมหาโมคคัลลานะ ต่างกล่าวตามว่า
“ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นในพระพุทธเจ้า....ในพระธรรม...ในพระสงฆ์เป็นความดีแล การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้วไม่ขาด....เป็นไปเพื่อสมาธิเป็นความดีแล ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เพราเหตุที่ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ...ในพระธรรม....ในพระสงฆ์....การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว สัตว์บางพวกในโลกนี้เมื่อแตกกายตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”
เมื่อแตกกายตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ คือตายแล้วไปเกิดในสวรรค์หรือในชั้นพรหมก็ล้วนแต่แตกกายตายไปเกิดทั้งนั้นเพราะเป็นการตายในวัฏสงสาร ขันธ์ 5 แตกแยกสลายทั้ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แตกทั้งสิ้น แต่กิเลสอันเป็นตัวเชื้อแห่งกรรมมิได้ดับไป ไปเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณใหม่ปฏิสนธิในภพใหม่อีกตามกรรมดีกรรมชั่วที่จะชักนำ ถ้ามีกรรมดีชักนำก็จะเกิดในมนุษย์ สวรรค์พรหม ถ้ากรรมชั่วชักนำก็จะเกิดเป็นเดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์ นรก วนไปเวียนมาอยู่เช่นนั้นมิรู้จบจนกว่าจะหลุดพ้นออกไปจากวัฏสงสารด้วยวิธีการที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำสั่งสอนไว้เป็นจำนวนมากเมื่อนั้นจึงจะเรียกว่าดับขันธ์ หรือขันธ์ดับ คือดับกิเลสหมดสิ้นแล้วจึงดับขันธ์ในที่สุด ฉะนั้น ดับขันธปรินิพพานจึงไม่ใช่ความหมายที่แปลว่าตาย
ทรงดับขันธ์ น่าจะแปลได้ว่าทรงทำให้ขันธ์สูญสิ้นไปเหมือนกับที่ทรงทำให้กิเลสสูญสิ้นไปก่อนหน้านี้แล้วเมื่อตอนตรัสรู้ซึ่งเป็นการดับอวิชชาด้วยปัญญา เป็นความหลุดพ้นแห่งใจอันไม่กลับกำเริบขึ้นมาอีก เป็นการดับกิเลสภายในตนซึ่งทำได้ด้วยจิตตน แต่ขันธ์ 5 อันเป็นกองมารเปรียบเทียบกิเลสภายนอกที่มาปรุงแต่งให้ไว้ตอนที่ยังไม่หลุดพ้น (ตั้งแต่เกิด) จะดับยังไม่ได้ ต่อเมื่อถึงเวลา (แก่)อันเป็นไปตามธรรมชาติแห่งมาร ความเจ็บป่วย (เจ็บ) อันเป็นเครื่องมือมารเข้าบีบคั้นเพื่อจะให้ตายแล้วเกิดใหม่อีก ตรงนี้พระพุทธองค์ทรงรู้เท่าทันล่วงหน้าอยู่แล้วจึงทรงดับขันธ์เสียแทนที่จะให้ขันธ์แตกไปตามอำนาจมัจจุราช เป็นดับขันปรินิพานไม่ไปสู่การเกิดในภพตามที่มารต้องการ มารไม่อาจตามหาได้ ทรงพ้นอำนาจมารไปทั้งหมดแล้ว ฉะนั้นในสมัยพุทธกาลตั้งแต่พระพุทธองค์ได้ประสูติทรงอยู่ในเงื้อมมือมารทั้งหมด จนกระทั่งถึงตรัสรู้แล้วทรงอยู่ในเงื้อมมือมารครึ่งหนึ่ง เมื่อดับขันธปรินิพพานแล้วทรงพ้นเงื้อมมือมารอย่างสิ้นเชิง ถ้าจะเรียกภาวะ 4 ของพระพุทธเจ้าภาคแรกก็น่าจะเรียกได้ว่า ทรงเกิด ทรงแก่ ทรงเจ็บ และปรินิพพาน ไม่ชอบที่จะเรียกว่า ทรงเกิด ทรงแก่ ทรงเจ็บ ทรงตาย มิใช่หรือ...