หลังจากผ่านวิกฤติแห่งช่วงงานยุ่งๆ ในภาระหน้าที่มาได้ แทบจะเอาตัวเองเกือบไม่รอด อยากตั้งข้อคำถามถามตนเองว่า "ทำไมตัวเองถึงได้ยอมเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทางความคิดและสมอง...กับงานได้มากมายขนาดนี้กันหนอ" แล้วแอบก็ให้คำตอบกับตัวเองเล็กๆ ว่า...ก็มันเป็นหน้าที่นี่นา คนเราเกิดมาก็ต้องมีหน้าที่ให้ปฏิบัติตามบทบาทแห่งตน เมื่อให้คำตอบกับตนเองได้แล้ว แอบรู้สึกดีเล็กๆ ที่เรามีโอกาสทำหน้าที่ของเราได้เต็มที่ที่เราพึงทำได้แล้ว เลยกำลังจะพาตัวเองออกไปพักผ่อน..เพื่อให้รางวัลกับชีวิต...เฉกเช่นที่เคยทำมา หลังจากกรำงานหนักมาแทบทั้งภาคเรียน ในสัปดาห์หน้าดีกว่า ....ฝันๆๆ....
แต่ทว่าในความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแทบจะท้อแท้กับงานแล้วนั้น ช่วงยุ่งๆ นั้นเองกลับพบว่ามีน้ำใจใสเย็นส่งมาให้ถึงประตูหน้าบ้านเลยทีเดียว ความเหน็ดเหนื่อยก็พลอยหายไปได้แยะอยู่เทียว
โดยปกติแล้วที่บ้านครูแอนมักจะได้รับโอกาสแห่งน้ำใจใสเย็นที่เพื่อนบ้านในหมู่บ้านหยิบยื่นมาให้เสมอๆ แต่นั่นก็เป็นช่วงเวลาที่เรากำลังสบายๆ เลยคิดได้แบบสบายๆ แต่ไม่ถึงกับฉุกคิดอะไรนักหนา แต่ ณ ช่วงเวลาที่แสนจะเหน็ดเหนื่อยกับชีวิต กับงานที่ยุ่งๆ ช่วงเวลาที่ชีวิตกำลังขมวดปมชนิดที่ไม่ได้รับการผ่อนคลายเลย เรากลับได้รับความเย็น...เย็นใจ...ชื่นใจ...เข้ามาในหัวใจ เย็น...ในความหมายนี้...จักหมายถึงน้ำใจไมตรีที่เพื่อนบ้านนำมาหยิบยื่นให้ถึงประตูบ้าน
พ่อและแม่ของครูแอนคงเป็นแบบอย่างให้กับชีวิตของครูแอนและพี่ๆ ได้มากอยู่อักโขทั้งชีวิตก็ว่าได้ แต่ทว่าคงจะหนักไปทางพ่อกระมังคะ
พ่อครูแอนเป็นหมอพื้นบ้านที่ทำยาสมุนไพรค่ะ พ่อช่วยคนมานักต่อนักแล้ว ใครๆ ในหมู่บ้านก็มักพากันมาหาพ่อเสมอๆ แทบจะทุกวัน พ่อทำเช่นนี้มาตลอดชั่วชีวิตจนกระทั่งแก่ตัวลง พ่อก็ยังคงช่วยเหลือชาวบ้านในหมู่บ้านอยู่จนถึงปัจจุบัน ภาพที่ครูแอนเห็นบ่อยๆ คือชาวบ้านมาหาได้ไม่เว้นแต่ละวัน บางครั้งพ่อก็ไม่ได้ทำตัวเป็นหมอสมุนไพรอย่างเดียวหรอกค่ะ ..คิคิ.. แต่บางครั้งพ่อครูแอนก็กลับกลายเป็นหมอจิตวิทยาแทน 5555 ก็ตามแต่โอกาสล่ะค่ะ เห็นใครมีปัญหา ไม่สบายใจกันก็พากันมาหาพ่อ มาพูดมาคุยแล้วก็กลับไปพร้อมความโล่งใจ สบายใจขึ้น แต่พ่อก็ไม่ค่อยจะเอาปัญหาของชาวบ้านมาโปะบนหัวพวกเราหรอกค่ะ พ่อกลับเป็นคนมีอารมณ์ขัน เมื่ออยู่กับลูกๆ หลาน โดยโยงแม่มาเป็นตัวโจ๊ก(เละ)บ้างในบางครั้ง แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นแทบจะต้องบอกว่าครูแอนกับพี่ๆ ไม่ได้เรียกพ่อว่าพ่อเพียงเฉพาะแต่พี่ๆ น้องๆ หรอกค่ะ มีคนในหมู่บ้านที่แก่กว่าเราบ้าง อ่อนกว่าเราอีกหลายคนนัก มาเรียกพ่อว่า "พ่อ" เหมือนกันกับพวกเราด้วย หลังๆ เราพี่ๆ น้องของครูแอน แอบเฉด้วยอารมณ์ขันกลับไปเรียก พ่อว่า "คุณเนียน" แทนซะงั้น เล่นๆ กันน่ะค่ะ เดี๋ยวนี้พ่อขับมอเตอร์ไซค์ไปทางไหน ผ่านบ้านใคร เด็กๆ ก็ออกมาเรียกปู่บ้างตาบ้างกันทั้งซอยที่พ่อผ่านไป
ที่เกริ่นถึงเรื่องคุณเนียนมาทั้งหมดเห็นจะเป็นเพราะแบบอย่างเช่นนี้เอง ที่เป็นที่มาแห่ง...อาหารน้ำใจ... พวกเราเลยพลอยได้รับอานิสงฆ์จากพ่อที่ชาวบ้านในหมู่บ้านหยิบยื่นส่งผ่านมาถึงพวกเราพี่ๆ น้องๆ ด้วย เฉพาะช่วงวันสารทที่ผ่านมาพ่อแทบจะไม่ต้องไปไหน ต้องนั่งๆ นอนๆ ยืดหลังอยู่บนม้าโยกหน้าบ้าน(เท่านั้น) เพื่อรอรับข้าวต้ม/ขนม ที่ลูกๆหลานๆในหมู่บ้านนำมาให้ และเป็นที่รู้กันว่าทานกันไม่หมดซักที เราก็เลยแบ่งปันต่อไปยังชาวบ้านคนอื่นๆ ต่อไป ให้น้ำใจไหลต่อกันเป็นลำธารใสไหลเย็นต่อไปเรื่อยๆ
และในช่วงเวลาแห่งความยุ่งๆ ในชีวิตจากเรื่องของงาน ครูแอนกลับได้รับอานิสงฆ์แห่งน้ำใจกลับมาให้หายร้อนใจ เลยได้มาฉุกคิดแบบจริงๆ จังๆ เสียที " นี่ล่ะหนอ...น้ำใจ" นั่นคือช่วงที่ผ่านมาแค่ 2 วันเอง เราได้รับน้ำใจมามากมาย เย็นนึงที่บ้านได้รับถั่วลิสงถุงใหญ่ให้พวกเรามาต้มกินกันแบบสดๆ ถั่วที่ติดดินเปียกๆ หลังจากที่เค้าเพิ่งไปเก็บมาคงยืนยันความสด ความจริงใจได้เต็มเปี่ยมจากบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้าน (แต่เสียดายครูแอนไม่ได้เก็บภาพไว้ทัน...เสร็จท่านแม่ที่เอาไปต้มซะก่อน 555)
วันรุ่งขึ้นตอนสายๆ ข้าวโพด (ภาษาใต้สงขลา แถวๆ เทพา เรียกว่า "คง") จากชาวบ้านอีกหลังหนึ่งก็นำมาให้ถึงหน้าบ้านอีกเช่นกัน บอกว่าเพิ่งหักมา ครูแอนเลยมีหน้าที่จัดการเอามันไปทำให้สุกล่ะครานี้ ไม่เสร็จท่านแม่ เหมือนก่อนมา ฮาๆๆ

ตกเย็นมาอีกแล้ว...ต้มส้มปลาเล็กปลาน้อยอีกหนึ่งรายการ พี่ผู้หญิงที่เอามาบอกว่าสามีไปหามาจากอีกอำเภอนึง ตะลอนกันไปแบบทีเล่นทีจริง เพิ่งกลับมาจากหาปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติ เห็นว่าลุงชอบ (เป็นของโปรดเลย..ว่างั้น) เลยตักแบ่งมาให้แบบร้อนๆ ครูแอนเลยไม่ต้องทำกับข้าวของพ่อไปเลย ด้วยของโปรดมาแล้วอย่างอื่นไม่มีสนซะล่ะ นี่ค่ะหน้าตาปลาเล็กปลาน้อย ปลาซิวปลาสร้อยของโปรดท่านเทียว นำมาต้มกับน้ำส้มจากต้นตาลโตนดให้พอน้ำขลุกขลิก น้ำส้มเข้าไปเจือในเนื้อปลาเล็กๆ เหล่านั้น อร่อยของเค้าเลย

และนี่คือ " ...อาหารใจ..." ที่คนไทยในชนบทมักมีให้แก่กันเสมอๆ เลยแอบเอาน้ำทิพย์เหล่านี้มาชะโลมใจ พอให้ชื่นใจว่า เมืองไทย...บ้านเราน่าอยู่เสียนี่กระไร
จริงไหมคะ.....
+ สวัสดีค่ะ...ครูพี่แอน...ที่ล้าน ๆ คิดถึงค่ะ...
+ มาดื่มด่ำฉุ่มฉ่ำใจกับ "..อาหารใจ..."ค่ะ..
+ อ๋อยชอบวิถีแบบนี้มากที่สุดค่ะ...การแบ่งปัน..เอื้อเฝื้อ...ที่เรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่ดังขุนเขา...
+ วิถีแบบนี้หาได้มากมายจากสังคมชนบท..แบบเรา ๆ ค่ะ...
+ อ๋อยจึงมักบอกกับใคร ๆ ว่า...อ๋อยภูมิใจจังเลยที่เป้นคนบ้านนอก...
+ ขอบคุณพ่อพี่แอนมากมายค่ะ...ที่ทำให้ก่อนนอนคืนนี้...หลับได้อย่างสุขใจค่ะ
+ ความดีสถิตย์อยู่ตลอดไป...และแผ่ไพศาลไปยังลูกหลานด้วย...
+ ตอกย้ำให้เรารู้ว่า...ความดีมีค่าเยี่ยงนี้นี่เอง...
+ พี่แอนพักผ่อนบ้างนะค่ะ...ว่าแต่ คง ท่าจะหวาน ทั้งใจและปากน่าดูเลยใช่ไหมท่านพี่...
จ้า...หวัดดีจ้าน้องครูอ๋อย
อาหารน้ำใจ
เรียบง่าย แต่ได้รสชาติทางใจครับ
ปล.เล่าได้ดีจัง :-))
สวัสดีค่ะ น้องรัก
ขอบคุณค่ะ สบายดีนะคะ
สวัสดีครับครูแอน
ลูก คลัก คั่วเผ็ด น่ากิน
หรือต้มน้ำสม้โหนด ก็น่าหรอยน่ะ
น้ำใจและมิตรภาพแบบนี้ ยังมีให้เห็น น่าดีใจจัง พี่เห็นข่าวทางภาคใต้ พี่เป็นห่วงพี่น้องครูเราจังเลย
สวัสดีครับ มารับอาหารใจยามเช้าเลยครับ
น่ารับทานทั้งนั้นเลย ท่านบังหีมพูดเข้าท่า
น่าหรอย หมดเลยครับ
อืม....รู้อีกแล้วว่าไปหลงแถว ๆ เทพาฯ ต้องอาศัยชื่อคุณพ่อ (คุณเนียน) รับรอง "ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้" แต่ "ตกใจ" นี่ไม่รู้จะทำอย่างไร "ขวัญอ่อนค่ะ"
อิอิอิ
เป็นความผูกพันระหว่างครอบครัว เพื่อนบ้าน ที่ยังมีอยู่ในสังคมเรา เพียงแต่เราจะ เชื่อมสิ่งที่อยู่รอบตัวเราให้เป็น ความสุขกับการอยู่ร่วมกันได้อย่างไร...
ฝากการบ้านคุณครูค่ะ
(มาตอบวันที่ 8 พย. ด้วยนะคะ)
ดีครับ...
ผมว่าคนที่มีคนข้างตัวเป็นต้นแบบที่ดีนั้นถือว่าเป็นคนมี "บุญ" นะครับ
ผมเองเกิดมาก็เห็นแต่พ่อทำงานเพื่อสังคม ตัวเองก็เจริญรอยตามไปโดยปริยาย
ขอบคุณครับ