บุญบารมี การทำทาน การรักษาศีล การภาวนา

ช่วง๗เดือน กค.๕๑ถึง กพ.๕๒ ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมผู้บริหารระดับกลางโรงพยาบาลอุดรธานี จัดโดยวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรจ.ขอนแก่นร่วมกับรพ.อุดรธานี ณ ห้องประชุมชั้น๗รพ.ของเรา...วันนี้ ๒ตค. คณะผู้จัดได้เรียนเชิญท่านอาจารย์นพ.กวี ไชยศิริ ผอ.รพ.สรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานีมาบรรยายทั้งวัน หัวข้อการบรรยายเรื่อง บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของนักบริหาร/และการมอบหมายงาน... พวกเราผู้เข้าอบรมต่างรับความรู้อย่างเต็มอิ่มมากมาย หนึ่งในหัวข้อการบรรยายท่านได้นำเอาวิธีสร้างบุญบารมีของสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายกมาให้ชาวเราฟังโดยสรุปว่าด้วยเรื่อง..การสร้างบารมีในพระพุทธศาสนามี๓ ขั้นตอนคือ  ทาน ศีล และภาวนา

๑.การทำทาน

  กล่าวเฉพาะการทำทานผู้ทำทานได้บุญมากน้อยเพียงใด ย่อมแล้วแต่องค์ประกอบ ๓ ประการได้แก่

๑. วัตถุทานที่ให้ต้องบริสุทธิ์

๒.เจตนาให้ทานต้องบริสุทธิ์

๓.เนื้อนาบุญ บุคคลผู้รับการทำทานต้องบริสุทธิ์

และบุคคลผู้รับการทำทานต่างกัน จะทำให้ทานนั้นมีผลมากเป็นลำดับขั้น ๑๕ ขั้น โดยลำดับต้นจะได้ผลบุญน้อยไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ เท่า ของลำดับถัดไปดังตัวอย่างลำดับที่๑ ดังนี้

  ๑.ทำทานแก่ สัตว์เดรัจฉาน แม้จะมากถึง๑๐๐ครั้งก็ได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่มนุษย์แม้เพียงครั้งเดียวก็ตามแม้จะเป็นมนุษย์ที่ไม่มีศีลไม่มีธรรมเลยก็ตาม

ลำดับถัดไปเป็นบุญที่เกิดจากการทำทานมากขึ้นๆดังนี้

 ๒.ผู้มีศีล๕

 ๓.ผู้มีศีล๘

 ๔.ผู้มีศีล๑๐ ได้แก่สามเณร

 ๕.ผู้มีศีล๒๒๗ข้อได้แก่ พระสมมติสงฆ์

 ๖.พระโสดาบัน

 ๗.พระสกิทาคามี

 ๘.พระอนาคามี

 ๙.พระอรหันต์

 ๑๐.พระปัจเจกพุทธเจ้า

 ๑๑.สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 ๑๒.ถวายสังฆทานที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน

 ๑๓.วิหารทาน ได้แก่การสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ศาลาท่าน้ำ ที่พักอาศัยคนเดินทาง หรือการสร้างสิ่งสาธารณะเช่น โรงพยาบาล โรงรียน ฯลฯ เป็นต้น

 ๑๔.ธรรมทาน ได้แก่การเทศน์ฯ การสอนธรรมะ  วิทยาทาน  หนังสือที่ชักจูงผู้คนปฏิบัติธรรมมีสัมมาทิฐิ

๑๕.   อภัยทาน  จึงได้กล่าวว่า  ทำบุญถึง๑๐๐  ล้านบาท  ก็ไม่เท่า  อภัยทาน  การให้อภัยทานก็คือ  การไม่ผูกโกรธ  ไม่อาฆาต  ไม่จองเวร ไม่พยาบาท ไม่คิดร้ายผู้อื่นแม้ศัตรู  ซึ่งได้กุศลสูงมากในฝ่ายทาน  เพราะเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อละ  โทสกิเลส  และเป็นการเจริญ  เมตตาธรรมพรหมวิหารธรรม  อันเป็นข้อหนึ่งในพรหมวิหาร  ๔

๒.  การรักษาศีล  ศีล   แปลว่า  ปกติ  คือ  สิ่งหรือกติกาที่บุคคลจะต้องระวังรักษาตามเพศและฐานะของ  "มนุษย์"  คือผู้มีใจประเสริฐ  บุคคลที่ไม่มีศีล  ๕  ไม่เรียกว่า   มนุษย์  แต่เรียกว่า  "คน"

      การรักษาศีลเป็นการบำเพ็ญบารมีสูงกว่าการให้ทาน  ซึ่งมีลำดับดังนี้

๑.การถือศีล๕   ๒.การถือศีล๘  ๓.การถือศีลปาติโมกข์๒๒๗ข้อ

                     อานิสงส์ของการรักษาศีล

๑.  ผู้รักษาศีลข้อ  ๑  ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต  มีพลาอนามัยแข็งแรง  อายุยืน  ไม่มีศัตรู

๒.  ผู้รักษาศีลข้อ  ๒  ด้วยการไม่ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่น  ทำมาค้าขึ้นและมั่งมีทรัพย์สมบัติ

๓.ผู้รักษาศีลข้อ  ๓  ด้วยการไม่ล่วงประเวณีคนของผู้อื่น  ประสบโชคดีในความรัก  บุตรธิดาเป็นอภิชาตบุตร

๔.ผู้รักษาศีลข้อ  ๔  ด้วยการไม่กล่าวมุสา  เจรจาดี  มีไหวพริบ  มีคนเชื่อถือ  พูดจาไพเราะ  เป็นที่รักของบุคคลทั่วไป

.ผู้รักษาศีลข้อ  ๕  ด้วยการไม่ดื่มสุราเมรัย  มีสมองปัญญาความคิดแจ่มใส     

๓.การภาวนา   เป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงที่สุด  ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่า

      "แม้จะได้อุปสมบทรักษาศีล  ๒๒๗  ข้อ  ไม่เคยขาดไม่ด่างพร้อยถึง  ๑๐๐  ปี  ก็ยังได้กุศลน้อยกว่าผู้ที่ทำสมาธิ  เพียงให้จิตสงบนาน  เพียงชั่ว"ไก่กระพือปีก  ช้างกระดิกหู"  คำว่า  "จิตสงบ"ในที่นี้  หมายถึง  จิตที่เป็นอารมณ์เดียวเพียงชั่ววูบที่พระท่านเรียกว่า  ขณิกสมาธิ  คือ  สมาธิเล็กๆน้อยๆ  เป็นอารมณ์จิตที่ไม่ยั่งยืน  ไม่ตั้งมั่น  แม้กระนั้นก็ยังมีอานิสงส์มากมาย

        การเจริญภาวนา  มี๒อย่างคือ

        ๑.  สมถภาวนา   การทำสมาธิ  ทำจิตตั้งมั่นอารมณ์เดียว  ไม่ฟุ้งซ่าน

        ๒.  วิปัสสนาภาวนา  การเจริญปัญญา  เมื่อจิตตั้งมั่นในสมาธิจนมีกำลังดีแล้ว  ก็อยู่ในสภาพควรแก่การเจริญวิปัสสนา  คือ  คิดใคร่ครวญหาเหตุและผลในสภาวธรรมทั้งหลาย  และสิ่งที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา  มีเพียงอย่างเดียวคือ  "ขันธ์๕"

เรื่องราวดีๆวิธีสร้างบุญบารมีที่นำมาฝากวันนี้คงพอคลายความร้อนในจิตใจ..บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ