ชื่อเรื่อง การพัฒนาบทเรียนเครือข่าย เรื่อง การนำเสนอโฮมเพจด้วย HTML
รายวิชาการนำเสนอสื่อประสม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ผู้รายงาน นางนรินทร์ ศิรินุวัฒน์
ปีที่พิมพ์ 2551
บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างสื่อบทเรียนเครือข่ายในวิชา การนำเสนอสื่อประสม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การนำเสนอโฮมเพจด้วย HTML 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการนำเสนอสื่อประสม เรื่อง การนำเสนอโฮมเพจด้วย HTML ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยบทเรียนเครือข่าย 3. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนบทเรียนเครือข่ายเรื่อง การนำเสนอโฮมเพจด้วย HTML ที่ได้เรียนด้วยบทเรียนเครือข่าย
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนผดุงนารี จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 1 ห้องเรียน ใช้เป็นกลุ่มทดลอง โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยสื่อบทเรียนเครือข่ายวิชาการนำเสนอสื่อประสม เรื่อง การนำเสนอโฮมเพจด้วย HTML และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการนำเสนอสื่อประสม เรื่อง การนำเสนอโฮมเพจด้วย HTML ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น 0.45 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนเครือข่ายเรื่อง การนำเสนอโฮมเพจด้วย HTML
สถิติที่ใช้ในการวิจัยเพื่อสร้างบทเรียนเครือข่ายรายวิชา การนำเสนอสื่อประสม เรื่อง การนำเสนอโฮมเพจด้วย HTML ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1) ประสิทธิภาพของสื่อบทเรียนเครือข่าย เรื่อง การนำเสนอโฮมเพจด้วย HTML โดยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละของการทำแบบทดสอบระหว่างเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา การนำเสนอสื่อประสม เรื่อง การนำเสนอโฮมเพจด้วย HTML โดยใช้การทดสอบจากสูตรใช้ t-test แบบ (Dependent Samples) 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนบทเรียนเครือข่ายเรื่อง การนำเสนอโฮมเพจด้วย HTML โดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
1. สื่อบทเรียนเครือข่ายเรื่อง การนำเสนอโฮมเพจด้วย HTML ในรายวิชาการนำเสนอสื่อประสม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.39/83.79 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการนำเสนอสื่อประสม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4หลังได้รับการสอนโดยสื่อบทเรียนเครือข่ายเรื่องการนำเสนอโฮมเพจด้วย HTML t=19.42 สูงกว่าก่อนได้รับการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.02
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนบทเรียนเครือข่ายเรื่อง การนำเสนอโฮมเพจด้วย HTML มีความพึงพอใจ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 5.13)
โดยสรุปสื่อบทเรียนเครือข่ายเรื่อง การนำเสนอโฮมเพจด้วย HTML ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียน จึงสามารถนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ได้
ทำดีที่สุดแล้วค่ะ
ชื่อเรื่อง การสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนสะกดคำมาตราตัวสะกด
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนบ้านบัว
(สระพังวิทยา) อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
ผู้ศึกษา นางปรียา สอนสมนึก
บทคัดย่อ
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านการเขียน
สะกดคำมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 และเพื่อ
เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน
การเขียนสะกดคำมาตราตัวสะกด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนบ้านบัว (สระพังวิทยา) อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
ที่ศึกษาในปีการศึกษา 2550 จำนวน 17 คน วิธีการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือ แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนสะกดคำมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 8 ชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 30 คะแนน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนสะกดคำมาตราตัวสะกด จำนวน 18 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า IOC ค่า E.I. ค่าประสิทธิภาพ ( / ) และ t–test (Dependent Samples)
ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
1. แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนสะกดคำมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนบ้านบัว (สระพังวิทยา) อำเภอพรรณานิคม
จังหวัดสกลนคร มีประสิทธิภาพ 85.07/83.53 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 80/80 ที่ตั้งไว้
2. แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนสะกดคำมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนบ้านบัว (สระพังวิทยา) อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้นมีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0. 6500 หมายความว่า หลังจากเรียนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการอ่าน-การเขียนคำยากแล้ว ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.00
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนสะกดคำมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนบ้านบัว
(สระพังวิทยา) อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 52.94 ส่วนคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 83.53 สรุปได้ว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนสะกดคำมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้น มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนสะกดคำมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนบ้านบัว อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.46)
ชื่อเรื่อง การสร้างและพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่าน เรื่อง การอ่านและการเขียนคำควบกล้ำ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนท่าแร่วิทยา อำเภอ เมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร
ผู้ศึกษา นางชญานิษฐ์ กายราช
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ สร้างและพัฒนา หาดัชนีประสิทธิผล เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสือส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนท่าแร่วิทยา อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เป็นหนังสือส่งเสริม
การอ่าน เรื่อง การอ่านและการเขียนคำควบกล้ำ จำนวน 5 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ รวม 20 ข้อ 20 คะแนน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่าน จำนวน 18 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า IOC ค่า E.I. ค่าประสิทธิภาพ ( / ) และ t–test (Dependent Samples)
ผลการศึกษาพบว่า
1. หนังสือส่งเสริมการอ่าน เรื่อง การอ่านและการเขียนคำควบกล้ำ กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนท่าแร่วิทยา อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ 83.20/82.30 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้
2. หนังสือส่งเสริมการอ่าน เรื่อง การอ่านและการเขียนคำควบกล้ำ กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนท่าแร่วิทยา อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6417 หมายความว่า หลังจากเรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่านแล้ว ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 64.17
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่าน
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนท่าแร่วิทยา อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 50.60 ส่วนคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 82.30 สรุปได้ว่า นักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่าน เรื่อง การอ่านและการเขียนคำควบกล้ำ ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสือส่งเสริมการอ่าน เรื่อง การอ่านและ
การเขียนคำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนท่าแร่วิทยา อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
( = 4.47)
ชื่อเรื่อง การสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการบวก การลบ และการคูณทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่ง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนบ้าน
โนนทรายคำ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
ผู้ศึกษา นางรัชนี กันบุรมย์
บทคัดย่อ
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาแบบดฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์การบวก การลบ และการคูณทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่ง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการบวกการลบ และการคูณทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่ง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านโนนทรายคำ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ที่ศึกษาในปีการศึกษา 2550 จำนวน 28 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือ ชุดฝึกเสริมทักษะการบวก
การลบ และการคูณทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่ง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 8 ชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน
และหลังเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 40 คะแนน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า IOC ค่า E.I.
ค่าประสิทธิภาพ ( / ) และ t–test (Dependent Samples)
ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
1. ชุดฝึกเสริมทักษะการบวกการลบ และการคูณทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่งกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านโนนทรายคำ อำเภอพรรณานิคม
จังหวัดสกลนคร มีประสิทธิภาพ 84.13 / 89.63 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 80/80 ที่ตั้งไว้
2. ชุดฝึกเสริมทักษะการบวก การลบ และการคูณทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่งกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านโนนทรายคำ อำเภอพรรณานิคม
จังหวัดสกลนคร ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้นมีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7260 หมายความว่า หลังจากเรียนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการบวก การลบ และการคูณทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่งแล้ว ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 72.60
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการบวกการลบ และการคูณทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่งกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านโนนทรายคำ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 57.05 ส่วนคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 84.65 สรุปได้ว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการบวกการลบ และการคูณทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่งกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้น มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกเสริมทักษะการบวกการลบ และการคูณทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่งกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบัว(สระพังวิทยา) อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.47 )
ชื่อเรื่อง การใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาไทยสำหรับเด็ก
ระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านถ่อน อำเภอพรรณานิคม
จังหวัดสกลนคร
ผู้ศึกษา นายภูษา ผลจันทร์
บทคัดย่อ
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาทักษะ
การพูดภาษาไทยสำหรับเด็กระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของพัฒนาการด้านทักษะการพูดภาษาไทยก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน
เพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาไทยสำหรับเด็กระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านถ่อน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ที่ศึกษาในปีการศึกษา 2550 จำนวน 17 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือ หนังสือส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาไทยสำหรับเด็กระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 9 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ของพัฒนาการด้านทักษะการพูดภาษาไทยก่อนเรียนและหลังเรียน ชนิดถามคำถามแล้วให้นักเรียนพูดตอบปากเปล่า (Oral test) จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย () ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า IOC ค่า E.I. และค่าดัชนีประสิทธิผล (E1 / E2) และค่า t-test (Dependent Samples)
ผลการศึกษาพบว่า
1. หนังสือส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาไทยสำหรับเด็กระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 86.27 / 84.31 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
ร้อยละ 80 / 80 ที่ตั้งไว้
2. หนังสือส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาไทยสำหรับเด็กระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านถ่อน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้นมีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7241 หมายความว่า หลังจากรับการจัดประสบการณ์โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาไทยสำหรับเด็กระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 แล้ว เด็กระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านถ่อน อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร
มีทักษะการพูดภาษาไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 72.41
3. ผลสัมฤทธิ์ของพัฒนาการด้านทักษะการพูดภาษาไทยของนักเรียน ที่รับการจัดประสบการณ์โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาไทยสำหรับเด็กระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านถ่อน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ของพัฒนาการด้านทักษะการพูดภาษาไทยของนักเรียนก่อนรับการจัดประสบการณ์
มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 43.14 ส่วนคะแนนผลสัมฤทธิ์ของพัฒนาการด้านทักษะการพูดภาษาไทยของนักเรียนหลังรับการจัดประสบการณ์ มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 84.31 สรุปได้ว่า นักเรียนที่รับการจัดประสบการณ์โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาไทยสำหรับ
เด็กระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านถ่อน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้น มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ของพัฒนาการด้านทักษะการพูดภาษาไทยของนักเรียนหลังรับการจัดประสบการณ์ สูงกว่าก่อนรับการจัดประสบการณ์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .01
ชื่อเรื่อง การสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง โรคติดต่อ
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
โรงเรียนบ้านบัว(สระพังวิทยา) อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
ผู้ศึกษา นายวิชัย สอนสมนึก
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ สร้างและพัฒนา หาดัชนีประสิทธิผล เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบัว(สระพังวิทยา) อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เป็นบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง โรคติดต่อ จำนวน 6 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ รวม 40 ข้อ 40 คะแนน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 18 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า IOC ค่า E.I. ค่าประสิทธิภาพ ( / ) และ t–test (Dependent Samples)
ผลการศึกษาพบว่า
1. บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง โรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบัว(สระพังวิทยา) อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ 85.30/84.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้
2. บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง โรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบัว(สระพังวิทยา) อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6267 หมายความว่า หลังจากเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแล้ว ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 62.72
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง โรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบัว(สระพังวิทยา) อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 58.92 ส่วนคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 84.67 สรุปได้ว่า นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง โรคติดต่อ ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง โรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบัว(สระพังวิทยา) อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.27)
ชื่อเรื่อง การสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง มาตราตัวสะกด
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาขามผดุงวิทยา
อำเภอพรรณานิคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 2
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
ผู้ศึกษา อรพิน ทิลารักษ์
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ สร้างและพัฒนา หาค่าดัชนีประสิทธิผล เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาขามผดุงวิทยา อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง มาตราตัวสะกด จำนวน 8 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ชนิดเลือกตอบ -3 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ รวม 40 ข้อ 40 คะแนน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 18 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า IOC ค่า E.I. ค่าประสิทธิภาพ ( / ) และ t–test (Dependent Samples)
ผลการศึกษาพบว่า
1. บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง มาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาขามผดุงวิทยา อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนค ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ 85.25/83.44 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้
2. บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง มาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาขามผดุงวิทยา อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6667 หมายความว่า หลังจากเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแล้ว ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 66.67
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง มาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาขามผดุงวิทยา
อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 50.13 ส่วนคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 83.44 สรุปได้ว่า นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง มาตราตัวสะกดที่ผู้ศึกษาสร้างแลพัฒนาขึ้น มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง มาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาขามผดุงวิทยา อำเภอ
พรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.47)
ชื่อเรื่อง การสร้างและพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านการเขียนผันวรรณยุกต์คำที่มีตัวสะกด
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านถ่อน
อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
ผู้ศึกษา นางประกาย ตู้ไม้ป่า
บทคัดย่อ
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านการเขียน ผันวรรณยุกต์คำที่มีตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน
การเขียนผันวรรณยุกต์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 1 โรงเรียนบ้านถ่อน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ที่ศึกษาในปีการศึกษา 2550 จำนวน 15 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือ ชุดฝึกทักษะการอ่านการเขียนผันวรรณยุกต์คำที่มีตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับชั้นประถม ศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 ชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 40 คะแนน และแบบสอบถาม
ความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านการเขียนผันวรรณยุกต์คำที่มีตัวสะกด จำนวน 18 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า IOC ค่า E.I. ค่าประสิทธิภาพ ( / ) และ t–test (Dependent Samples)
ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
1. ชุดฝึกทักษะการอ่านการเขียนผันวรรณยุกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 83.69/82.00 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 80/80 ที่ตั้งไว้
2. ชุดฝึกทักษะการอ่านการเขียนผันวรรณยุกต์คำที่มีตัวสะกด กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านถ่อน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้นมีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 48.00 หมายความว่า หลังจากเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านการเขียนผันวรรณยุกต์คำที่มีตัวสะกดแล้ว ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 48.00
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน
การเขียนผันวรรณยุกต์คำที่มีตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านถ่อน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 57.05 ส่วนคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 84.65 สรุปได้ว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านการเขียนผันวรรณยุกต์คำที่มีตัวสะกด ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะการอ่านการเขียนผันวรรณยุกต์คำที่มีตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านถ่อน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.47)
ชื่อเรื่อง การสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง เศรษฐศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
โรงเรียนบ้านกุดน้ำขุ่น อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
ผู้ศึกษา นายประชุม ทิลารักษ์
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ สร้างและพัฒนา หาดัชนีประสิทธิผล เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านกุดน้ำขุ่น อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เป็นบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง เศรษฐศาสตร์ จำนวน 6 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ รวม 40 ข้อ 40 คะแนน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 18 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า IOC ค่า E.I. ค่าประสิทธิภาพ ( / ) และ t–test (Dependent Samples)
ผลการศึกษาพบว่า
1. บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง เศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านกุดน้ำขุ่น อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนครที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ 83.20/82.30 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้
2. บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง เศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านกุดน้ำขุ่น อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6417 หมายความว่า หลังจากเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแล้ว ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 64.17
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนบ้านกุดน้ำขุ่น
อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 50.60 ส่วนคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 82.30 สรุปได้ว่า นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง เศรษฐศาสตร์ ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง เศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนบ้านกุดน้ำขุ่น อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนครพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.47)
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านรับสาร วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท๔๑๑๐๑
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔
ผู้ศึกษา นางสาวปทิตตา อุทัยดา
สถานศึกษา โรงเรียนผดุงนารี
ปีที่พิมพ์ ๒๕๕๑
บทคัดย่อ
แบบฝึกทักษะ เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่พัฒนาขึ้น โดยมุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
ด้วยตนเองตามความสามารถและความแตกต่างระหว่างบุคคล ในการศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมาย
คือ ๑) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านรับสาร วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท๔๑๑๐๑
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๒) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านรับสาร วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท๔๑๑๐๑ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ๓) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านรับสาร วิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔
และ ๔) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านรับสาร
วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท๔๑๑๐๑ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ ๔/๑ โรงเรียนผดุงนารี ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๑ จำนวน ๔๖ คน ได้มาโดยการ
สุ่มตัวอย่างแบบเป็นกลุ่ม (Cluster Sampling) จากห้องเรียนที่ผู้ศึกษาทำการสอนในปีการศึกษา ๒๕๕๑ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ มี ๓ ชนิด คือ ๑) แบบฝึกทักษะการอ่านรับสาร
วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท๔๑๑๐๑ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ จำนวน ๑๓ เล่ม ดังนี้ เล่มที่ ๑ การอ่าน
แปลความ เล่มที่ ๒ การอ่านตีความ เล่มที่ ๓ การอ่านขยายความ เล่มที่ ๔ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง คนบนต้นไม้ เล่มที่ ๕ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง ก่อกองทราย เล่มที่ ๖ การอ่าน
อย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง เขียดขาคำ เล่มที่ ๗ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง สัตว์มนุษย์ เล่มที่ ๘
การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง ขอบฟ้าขลิบทอง เล่มที่ ๙ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง
ไหมแท้ที่แม่ทอ เล่มที่ ๑๐ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง ภูกระดึง ตุลาคม ๒๕๑๑ เล่มที่ ๑๑
การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง ทุกข์ของชาวนาในบทกวี เล่มที่ ๑๒ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ
เรื่อง แม้จะล้มมามากเพียงใด ยังแพ้ใจที่ต้องการลุกขึ้น เล่มที่ ๑๓ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง
ขับพยาธิแผนโบราณกับผลมะเกลือ ๒) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่าน
รับสาร จำนวน ๔๐ ข้อ เป็นแบบปรนัย ๔ ตัวเลือก ๓) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน
ที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านรับสาร วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท๔๑๑๐๑ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔
เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า ๕ ระดับ จำนวน ๑๕ ข้อ เป็นแบบปรนัย ๔ ตัวเลือก สถิติที่ใช้
ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้
t- test (Dependent sample)
ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้
๑. ผลการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านรับสาร วิชาภาษาไทย รหัสวิชา
ท๔๑๑๐๑ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ มีประสิทธิภาพเท่ากับ ๘๑.๔๒/๘๐.๘๙ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ที่ตั้งไว้
๒. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านรับสาร วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท๔๑๑๐๑
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ มีค่าเท่ากับ ๐.๗๔๑๕ ซึ่งแสดงว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ ๗๔.๑๕
๓. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ
การอ่านรับสาร วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท๔๑๑๐๑ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านรับสาร วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท๔๑๑๐๑
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ มีคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน
สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕
๔. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่าน รับสาร วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท๔๑๑๐๑ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียน
ที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนโดยรวม อยู่ในระดับมาก ( )
โดยสรุป แบบฝึกทักษะการอ่านรับสาร วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท๔๑๑๐๑ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔
มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม ควรสนับสนุนให้ครูนำไปใช้ในการเรียนการสอนต่อไป
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
หัวข้อที่ศึกษา เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ การพัฒนาทักษะการฟังและการพูด
วิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ TGT
ชื่อผู้ทำการศึกษา นางสุขสราญ เข็มทอง
สถานที่ทำงาน โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน 2 (สมาน สุเมโธ) อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ปีที่ทำการศึกษา ปีการศึกษา 2551
บทคัดย่อ
การศึกษาค้นคว้านี้เป็นการศึกษาในรูปแบบ Pre-Experimental Designs แบบ One-Shot Case Study มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในด้านทักษะการฟังและการพูดวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ TGT โดยนักเรียนร้อยละ 50 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในด้านทักษะการฟังและการพูด วิชาภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70โดยดำเนินการทดลองกับกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/6 โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน 2 (สมาน สุเมโธ) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่นเขต 1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นเครื่องมือที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นเอง ประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการฟังและการพูดวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ ร่วมมือกันเรียนรู้ TGT จำนวน 12 แผน (2) แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียน และ (3)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ประกอบด้วยแบบวัดผลสัมฤทธิ์ในด้านทักษะการฟังและแบบวัดผลสัมฤทธิ์ในด้านทักษะการพูด ซึ่งผู้ศึกษาได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง รวมระยะเวลา 14 ชั่วโมง โดยแบ่งระยะการเก็บรวบรวมข้อมูลออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงการเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น และช่วงทดสอบหลังเรียน โดยวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าสถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละ ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในด้านทักษะการฟังและการพูด วิชาภาษาอังกฤษโดยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ TGT เฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 73.20 ของคะแนนเต็ม ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 75 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์จำนวนนักเรียนที่กำหนดไว้ คือ ร้อยละ 50
ชื่อเรื่องศึกษา รายงานการใช้ชุดการเรียนรู้รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา ว20201
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อาหาร
ผู้รายงาน นางตวัญจ์ลักษณ์ พวงนิล
สถานที่ โรงเรียนผดุงนารี จังหวัดมหาสารคาม
ปีที่พิมพ์ 2553
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดการเรียนรู้รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา ว20201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อาหาร ที่มีประสิทธิภาพ
ตามเกณฑ์ 80//80 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา
ว20201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อาหาร 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยชุดการเรียนรู้รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา ว20201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อาหาร ระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนรู้รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา ว20201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อาหาร ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนผดุงนารี อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 297 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 11 แผน ชุดการเรียนรู้ จำนวน 9 ชุด 11 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 60 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้ รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา ว20201 ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อาหาร จำนวน 25 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ t-test (Dependent Samples) พบว่า
1. ชุดการเรียนรู้รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา ว20201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อาหาร มีประสิทธิภาพ 85.59/84.36
2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา ว20201 ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อาหาร มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.567528 แสดงว่านักเรียนมีค่าความก้าวหน้าทางการเรียนรู้เพิ่มขึ้นหลังเรียนร้อยละ 56.75
3. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนรู้รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา ว20201 ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ ที่ 1 อาหาร มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนรู้รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา
ว20201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อาหาร มีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 2.77 หมายความว่า ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
ชื่อเรื่องศึกษา รายงานการใช้ชุดการเรียนรู้รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา ว20201
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อาหาร
ผู้รายงาน นางตวัญจ์ลักษณ์ พวงนิล
สถานที่ โรงเรียนผดุงนารี จังหวัดมหาสารคาม
ปีที่พิมพ์ 2553
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดการเรียนรู้รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา ว20201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อาหาร ที่มีประสิทธิภาพ
ตามเกณฑ์ 80//80 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา
ว20201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อาหาร 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยชุดการเรียนรู้รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา ว20201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อาหาร ระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนรู้รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา ว20201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อาหาร ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนผดุงนารี อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 297 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 11 แผน ชุดการเรียนรู้ จำนวน 9 ชุด 11 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 60 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้ รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา ว20201 ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อาหาร จำนวน 25 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ t-test (Dependent Samples) พบว่า
1. ชุดการเรียนรู้รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา ว20201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อาหาร มีประสิทธิภาพ 85.59/84.36
2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา ว20201 ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อาหาร มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.567528 แสดงว่านักเรียนมีค่าความก้าวหน้าทางการเรียนรู้เพิ่มขึ้นหลังเรียนร้อยละ 56.75
3. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนรู้รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา ว20201 ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ ที่ 1 อาหาร มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนรู้รายวิชาอาหารและยา รหัสวิชา
ว20201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อาหาร มีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 2.77 หมายความว่า ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก