การลงโทษทางกายเจ็บง่ายนัก แต่ที่หนักทางใจเจ็บยิ่งกว่า ต่อแต่นี้ไปครูจะพัฒนา เพื่อเชิดชูคุณค่าให้หนูเป็นเด็กดี

การสร้างวินัยเชิงบวก เป็นการดูแลช่วยเหลือเด็กที่มีความแตกต่างกันทางด้านปัจจัยพันธุกรรม สภาพแวดล้อมในชีวิต ความต้องการด้านจิตใจเฉพาะตัว  โดยการอดทนต่อความกดดัน ไม่รวบรัดในการแก้ปัญหาหรือการลงโทษอย่างรุนแรง เพื่อพยายามหยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็ก  ประกอบกับการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ที่ดี ให้นักเรียนมีส่วนร่วมและยอมรับฟังความคิดเห็นหรือข้อต่อรองของเด็กอย่างมีเหตุผล

       "ในเวลาที่เรามุ่งสอนแต่วิชาความรู้ เรากลับสูญเสียการสอนอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาความต้องการของมนุษย์  นั่นก็คือการสอนให้มีวินัยในตนเอง  มีความมุ่งมั่น อดทน และความไวต่อการรับรู้ความต้องการของผู้อื่น  ซึ่งการสอนเช่นนี้ เพียงมีผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะและมีความรักความเมตตาคอยอยู่ใกล้ชิดเท่านั้นก็ทำได้แล้ว.." (อิลิค ฟรอมม์ จากหนังสือ The Art Of Loving หรือศิลปะแห่งการรัก)

น้องแป๋มกับความเปลี่ยนแปลง

          เช้าวันหนึ่งของสัปดาห์แรกเดือนมิถุนายน 2551  ครูที่ปรึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มาหารือว่ามีผู้ปกครองมาขอพบผู้อำนวยการเพื่อจะขออนุญาตลานักเรียนออกเพื่อไปแต่งงาน  ในฐานะครูแนะแนวต้องรับทราบและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา  ยังไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดี  บังเอิญเป็นชั่วโมงว่าง  และน้องแป๋มเดินผ่านหน้าชั้นเรียนพอดี หยุดไหว้และทักทายด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเดิม

         ตั้งแต่เปิดเรียนปีการศึกษานี้ น้องแป๋มได้เปลี่ยนแปลงจากเด็กที่ค่อนข้างไม่ใส่ใจตัวเองมากนัก  กลับมาใส่ใจตังเองมากขึ้น ในเรื่องของการแต่งตัว  เสื้อผ้าจะมีรอยรีดเรียบ  กระโปรงมีกลีบเป็นสันตรง  มีกิ๊บติดผมสวยงาม  แอบผัดหน้า หวีผมบ่อย ๆ แถมด้วยทาปากบาง ๆ  รักสวยรักงามมากขึ้นกว่าเดิมที่ค่อนข้าจะเรียบง่ายธรรมดา  ถ้าจะพิจารณารวมไปถึงรูปร่าง หน้าตาแล้วน้องแป๋มไม่น่าจะมีปัญหาด้านความสนใจเพื่อนต่างเพศ

        เมื่อได้คุยกับน้องแป๋ม  ทำให้ทราบว่าการที่น้องแป๋มจะแต่งงานนั้น เป็นความประสงค์ของพ่อแม่มากกว่า ที่ฝ่ายชายมาสู่ขอด้วยสินสอดจำนวนตัวเองเพียง 4 หลัก ส่วนตัวน้องแป๋มไม่เต็มใจเพราะเมื่อสู่ขอแล้วต้องไปทำหน้าที่ภรรยา  โดยฝ่ายชายให้ออกจากโรงเรียนทันที  ต้องไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายชาย ซึ่งพ่อ แม่ก็มีความยินดียกน้องแป๋มให้  อีกอย่างหนึ่งน้องแป๋มอายเพื่อน ๆ และอยากจะเรียนต่อให้จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ผู้ชายที่จะมาสู่ขอน้องแป๋มอายุ 33 ปี มากกว่าน้องแป๋มถึง 18  ปีน้องแป๋มยังไม่ทราบรายละเอียดกับฝ่ายชายว่าทำงานอะไร มีอาชีพทำอะไรเป็นที่แน่นอน  เรียนจบชั้นไหนนั้นก็ยังไม่ทราบ  ทราบเพียงแต่มีพื้นเพอยู่คนละอำเภอ  และได้รู้จักกันมาเพียงเดือนกว่า ๆ

         สภาพแวดล้อมของครอบครัวที่น้องแป๋มอยู่ จะมีบ้านเรือนไม่กี่ครอบครัว ปลูกอยู่กันในไร่เป็นกลุ่มเล้ก ๆ  เด็ก ๆ ส่วนใหญ่เรียนไม่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น  และนิยมมีครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่มีตัวอย่างที่ดีให้เห็น ส่วนพ่อแม่ยากจนมีอาชีพไม่เป็นหลักแหล่ง หาเช้ากินค่ำ ใช้แรงงาน  ดื่มสุรา เล่นการพนัน  เมื่อลูกพร้อมที่จะมีครอบครัว เห็นว่าหมดภาระหน้าที่ในการเลี้ยงดู

        ขั้นแรกให้น้องแป๋มเล่าเรื่องของตัวเองไปเรื่อย ๆ และพยายามสอบถามถึงคนที่อยู่รอบข้างน้องแป๋มเช่นน้องดา น้องอิง น้องได  น้องอ้วน น้องผอม น้องจอย  ที่แต่งงานเมื่ออายุยังน้อยว่าพวกเขาเป็นอย่างไร มีความสุขสบายดีกันไหม โดยไม่ให้น้องแป๋มรู้ตัวว่าเรานึกตำหนิเด็กที่กล่าวถึง  น้องแป๋มได้แสดงความคิดเห็นว่าทุกคนยังไม่สมควรที่จะมีครอบครัวกันนัก เพราะต้องทำงานลำบาก ถูกสามีทอดทิ้งไปมีแฟนใหม่บ้าง  หึงหวงบ้าง ต้องทำงานหนักบ้าง และแต่ละคนต้องการที่จะกลับมาเรียนหนังสือ  บางรายอยากจะไปเรียนต่อการศึกษานอกโรงเรียนก็ไปไม่ได้  สามีหรือทางครอบครัวของสามีไม่เห็นด้วย เพราะต้องช่วยเป็นแรงงาน

        ขั้นที่สองให้น้องแป๋มวิเคราะห์คนที่อยู่ร่วมกันมักจะขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่องใดบ้าง  น้องแป๋มคิดว่าอาจเป็นเพราะนิสัยต่างกัน  คิดเห็นไม่ตรงกัน  ไม่ศึกษานิสัยใจคอของกันและกันและในที่สุดน้องแป๋มก็เห็นด้วยกับการที่คนมีวัยแตกต่างกันมักจะคิดเห็นต่างกัน

       ขั้นที่สามเกี่ยวกับทรงผมที่ซอยและย้อมสี  ได้กล่าวชื่นชมว่าผมน้องของน้องแป๋มสวยเป็นเงา  น่าจะจัดทรงที่ต้องตัดให้ตรงจะดูดีกว่าเยอะเลย  และผิวพรรณของน้องแป๋มเหมาะสมกับผมสีธรรมชาติที่สุดเลย  ไม่ว่าจะเป็นริมขอบปาก  ผิวหน้าเป็นธรรมชาติอ่อนวัยมาก ๆ  ถ้าบังเอิญใช้เครื่องสำอางที่มีสารอื่น ๆ ผสมอาจทำให้หน้าเสียและอาจแก่เกินวัยได้  ตอนท้ายไม่ลืมกล่าวคำว่า "ไม่เป็นไรเพียงแค่ชี้แนะ  อยากเห็นน้องแป๋มสวยถูกใจ  น้องแป๋มชอบแบบไหนก็ย่อมทำได้ตามอิสระ คนเราชอบไม่เหมือนกัน" โรงเรียนได้คัดเลือกนักเรียนไปฝึกความสามารถทางวิชาการและศิลปหัตกรรม  อยากจะให้น้องแป๋มไปฝึกเย็บกระทงหรืองานดอกไม้ใบตอง เพราะสังเกตเห็นว่าเป็นคนมีฝีมือ เรียบร้อย แต่ติดตรงที่ทรงผมของน้องแป๋มไม่เหมือนนักเรียนทั่วไป  

         วันเวลาผ่านไปเพียง 1 สัปดาห์มีคุณครูหลายท่านบอกว่าน้องแป๋มตัดผมทรงนักเรียนแล้ว สวยน่ารักมาก หน้าตาเป็นปกติไร้แป้งและเครื่องสำอางอื่น ๆ เมื่อพบกับน้องแป๋มจึงกล่าวชื่นชมด้วยความจริงใจ และขอความคิดเห็นจากเพื่อน ๆ ว่าน้องแป๋มน่าจะทำทรงผมเช่นนี้มานานแล้ว  และได้นำน้องแป๋มไปฝึกซ้อมการประดิษฐ์งานใบตอง  ไปแข่งขันที่ศูนย์ ฯ ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของศูนย์ไปประกวดที่เขตพื้นที่ต่อไป 

        เมื่อมีเวลาว่างน้องแป๋มจะพยายามหารูปภาพและศึกษาเกี่ยวกับงานใบตองหลากหลายรูปแบบ  และหันมาสนใจกับงานประดิษฐ์จากใบตองมากขึ้น