"อารยะขัดขืน"กับระบบการเมืองส่วนรวม

"อารยะขัดขืน" การเมืองส่วนรวม

"อารยะขัดขืน"กับระบบการเมืองส่วนรวม


Civil disobedience หรือคำซึ่งเป็นที่รู้จักกันในภาษาไทยว่า "อารยะขัดขืน" หมายถึงปฏิบัติการทางการเมืองที่เป็นการฝ่าฝืนหรือละเมิดต่อกฎหมาย โดยเป็นการกระทำต่อสาธารณะในลักษณะที่ปราศจากความรุนแรง โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในกฎหมายหรือนโยบายบางประการของรัฐบาล

เป็นที่ยอมรับกันว่าการกระทำในลักษณะเช่นนี้เป็นกระบวนการทางการเมืองอันหนึ่งที่พลเมืองมีสิทธิที่จะกระทำได้แม้จะเป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมแบบเสรีประชาธิปไตย แต่ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวก็มิได้เป็นวางอยู่บนเหตุผลที่มุ่งคำนึงถึงสิทธิของผู้กระทำแต่เพียงด้านเดียว

อีกแง่มุมหนึ่งซึ่งไม่ค่อยได้ถูกให้ความสำคัญทั้งที่เป็นเงื่อนไขประการหนึ่งที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ ความสัมพันธ์กับระบบการเมืองของส่วนรวมที่ดำรงอยู่ในขณะนั้น

อารยะขัดขืนเป็นการกระทำที่จะเกิดขึ้นได้เฉพาะในสังคมที่มีความเป็นธรรมระดับอยู่ในระดับหนึ่ง (anearly just society) อันหมายถึงสังคมที่มีรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าอาจไม่เป็นรูปแบบการปกครองซึ่งเป็นที่พึงพอใจอย่างสมบูรณ์สำหรับคนในสังคมนั้นก็ตาม

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะอารยะขัดขืนเป็นการกระทำที่มุ่งแก้ไขความบกพร่องบางประการที่ดำรงอยู่ในสังคม แต่โดยที่ไม่ได้ปฏิเสธต่อระบบกฎหมายหรือการปกครองโดยรวมหากยอมรับว่าระบบการเมืองโดยรวมยังคงมีความยุติธรรมเป็นหลักพื้นฐานอยู่ การกระทำอารยะขัดขืนเกิดขึ้นก็เพื่อทำให้ระบบการปกครองที่มีอยู่นั้นมีความสมบูรณ์เพิ่มมากขึ้น

การกระทำเช่นนี้จึงต่างไปจากการก่อการร้ายหรือการก่อวินาศกรรมซึ่งกลุ่มผู้กระทำปฏิเสธต่อความชอบธรรมของระบบการเมืองการปกครองที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นเป้าหมายจึงเป็นการมุ่งล้มล้างระบบการเมืองให้เปลี่ยนไปจากเดิม

ด้วยการให้ความเคารพต่อระบบกฎหมายโดยรวมจึงเป็นหลักการสำคัญที่ทำให้ผู้ซึ่งกระทำการอารยะขัดขืนจำต้องยอมรับผลในทางกฎหมายจากการกระทำของตนเนื่องจากอารยะขัดขืนเป็นสิ่งที่ผิดต่อกฎหมายนับตั้งแต่เริ่มต้น แม้จะให้เหตุผลว่าการกระทำที่เกิดขึ้นมีความชอบธรรมรองรับแต่การแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายเป็น "การฝ่าฝืนโดยที่ยังเคารพต่อระบบกฎหมายส่วนรวม" ผู้กระทำจึงไม่ได้หลบเลี่ยงจากการลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม

การเผชิญหน้ากับบทลงโทษในทางกฎหมายมิใช่เพียงการแสดงถึงความเคารพต่อระบบกฎหมายโดยรวมเท่านั้น หากยังเป็นการกระตุ้นต่อความตระหนักในความยุติธรรม (sense of justice) ของเสียงข้างมากในสังคม ด้วยความเชื่อว่าการยอมรับผลในทางกฎหมายจะมีผลอย่างสำคัญต่อการให้เกิดความตระหนักขึ้นในสาธารณะว่าการกระทำของกลุ่มตนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนการใช้เหตุผลและมีความชอบธรรมเพียงพอในการเรียกร้อง

บุคคลซึ่งเป็นต้นตำรับของการเคลื่อนไหวแบบอารยะขัดขืนล้วนแต่ไม่ปฏิเสธการลงโทษจากกฎหมายแต่อย่างใด มหาตมะ คานธี หรือมาร์ติน ลูเธอร์คิง ก็ล้วนต่างต้องเผชิญกับการลงโทษในทางกฎหมายมาแล้วทั้งสิ้น และด้วยการเผชิญกับการลงโทษเยี่ยงอารยะชนเช่นนี้ที่มีผลเป็นการเพิ่มความตระหนักของสาธารณะต่อสิ่งที่ตนเองได้ทำการเรียกร้อง

การปฏิเสธการลงโทษหรือหลบเลี่ยงต่อกระบวนการยุติธรรม จึงไม่ใช่เป็นเพียงการแสดงให้เห็นถึงการปฏิเสธระบบกฎหมายโดยรวมเท่านั้น หากที่สำคัญก็คือการไม่เชื่อว่าสังคมส่วนรวมมีปัญญาในการทำความเข้าใจต่อสิ่งที่เป็นความถูก/ผิดได้

ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการของอารยะขัดขืนอย่างสำคัญ เหตุผลที่การกระทำนี้ไม่ใช้ความรุนแรงก็เพราะเชื่อว่าการใช้เหตุผลจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารและการกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญในสิ่งที่ตนได้กระทำลง

แต่ถ้าหากไม่เชื่อว่าสังคมมีปัญญาในการพิจารณาและตัดสินถึงปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ก็ไม่มีความจำเป็นอื่นใดอีกที่จะต้องมีการให้เหตุผลผลกับการกระทำของตน หากใช้กำลังหรือจำนวนคนเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้ขาดแทน

อารยะขัดขืนจึงให้ความสำคัญกับเสียงข้างมากว่ามีความสำคัญในการสนับสนุนต่อการกระทำของตนและขณะเดียวกันการกระทำนี้ก็ตระหนักถึงระบบกฎหมายหรือระบบการปกครองโดยรวมด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ หากมีการกระทำอารยะขัดขืนเกิดขึ้นจากบุคคลหลายกลุ่มที่ต่างกล่าวอ้างถึงความชอบธรรมของตน หรืออาจกล่าวได้ว่าในสังคมที่มีการแบ่งแยกทางความคิดเห็นแบบเด็ดขาดของแต่ละกลุ่ม (strictly partitioned consensus) ซึ่งทำให้ยากที่จะหาหลักการที่มีความเป็นธรรมในระดับพื้นฐาน ในกรณีในทรรศนะของบางคน เช่น John Rawls เห็นว่าเป็นสถานการณ์ที่อารยะขัดขืนไม่อาจกระทำได้

เนื่องจากในกรณีที่มีความคิดเห็นแบ่งแยกกันแบบเด็ดขาดของแต่ละฝ่าย ทำให้การแสวงหาหลักการร่วมกันในสังคมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้ยากลำบาก การใช้อารยะขัดขืนก็อาจเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความวุ่นวายของสังคมมากกว่า เพราะท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากย่อมยากที่จะทำให้เกิดความเข้าใจหรือความตระหนักร่วมกันในความยุติธรรมพื้นฐานของสังคม ในกรณีเฉพาะเช่นนี้จึงทำให้ไม่มีเงื่อนไขในการรองรับการกระทำอันเป็นอารยะขัดขืน

ดังนั้น ในการพิจารณาถึงอารยะขัดขืนจึงไม่ได้มีแง่มุมในด้านของสิทธิของผู้กระทำแต่เพียงอย่างเดียว ตรงกันข้าม แนวคิดเรื่องอารยะขัดขืนให้ความสำคัญกับระบบการเมืองของส่วนรวมหรือระบบกฎหมายโดยรวมไม่น้อยไปกว่ากัน และถือว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการให้ความชอบธรรมกับอารยะขัดขืน

หากเมื่อใดที่การกระทำนี้อาจนำไปสู่ความล่มสลายของระบบสังคมโดยรวมแล้ว การกระทำที่เรียกว่าอารยะขัดขืน ก็อาจเป็นสิ่งที่ต้องถูกจำกัดเอาไว้ด้วยเช่นกัน

การฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือการต่อต้านรัฐบาลที่เป็นไปได้ในกรณีเช่นนี้จึงถือเป็นเรื่องอื่น เช่น การโค่นล้มระบบการปกครอง การรัฐประหาร หรืออื่นๆ ที่ไม่อาจจัดได้ว่าเป็นอารยะขัดขืนอีกต่อไป

เรื่องโดย สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ที่มา : มติชนออนไลน์