๑.

วันนี้ผมเข้าร่วมประชุมคณะทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว โดยทางมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นเจ้าภาพในการตั้งต้นคิด ที่ผ่านมาในการประชุมครั้งที่ ๒ ผมได้มีโอกาสเข้าไปร่วมที่ สถาบันวิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว มหิดลศาลายา ยังไม่ได้นำเสนออะไรมากนัก เพราะเป็นเพียงการเข้าไปสังเกตการณ์ผ่านการเชิญของ รศ.ดร.ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา ที่ท่านเป็นประธานคณะทำงาน โดยผมผ่านการเข้ามานั่งในเวทีโดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช มาอีกต่อหนึ่ง

ทราบเพียงคร่าวๆว่า ทางมหาวิทยาลัยมหิดล มีความคิดเห็นว่า ทางมหาวิทยาลัยมหิดลมีโอกาสและมีศักยภาพที่เพียงพอในการขับเคลื่อนประเด็นการท่องเที่ยวของประเทศไทย

ทำไมต้องเป็นมหิดล  และทำไมคิดจะขับเคลื่อนการท่องเที่ยว

หากเรามองภาพของมหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว เป็นภาพของมหาวิทยาลัยที่เน้นการแพทย์และด้านสาธารณสุข และมองโดยเผินๆว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการท่องเที่ยว

ผมผ่านเวทีระดมความคิดประเด็นการท่องเที่ยวมาส่วนหนึ่ง ก็พอมองเห็นปรากฏการณ์ของเมืองไทยได้ว่า เราขาด Think tank ด้านการท่องเที่ยวที่สามารถให้ข้อมูลเชิงวิชาการ ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศโดยใช้การจัดการความรู้ที่เข้มแข็ง โดยสรุปผมขอฟันธงตรงๆว่า องค์ความรู้ที่เรามีเกี่ยวกับด้านการท่องเที่ยวขณะนี้ มีไม่เพียงพอ และขาดการจัดการความรู้ จึงไม่มีพลังพอที่จะขับเคลื่อนงานพัฒนาได้

เวทีแรกที่เข้าร่วมพูดคุยประเด็นงานวิจัยเป็นส่วนใหญ่ ภาพของงานที่คิดเป็นลักษณะการทำงานร่วมกันของคณะต่างๆใน มหิดลเอง เรียกได้ว่าเป็นการบูรณาการทำงานที่ดึงเอาจุดแข็งแต่ละคณะ/สำนัก มาคิดงานแรกเริ่ม

ผมชอบบรรยากาศการทำงานแบบนี้ ความเชี่ยวชาญศาสตร์ในแต่ละด้าน ทำให้งานที่เกิดชัดเจน และตอบโจทย์ได้ตรงกับการใช้ข้อมูล

·         คณะเวชศาสตร์เขตร้อน เน้นประเด็น Travel and Tourism Medicine

·         คณะแพทยศาสตร์ เน้นประเด็นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

·         วิทยาลัยนานาชาติ นำเสนอในประเด็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกระแสหลัก คือ เน้นด้านธุรกิจ

·         ส่วนสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมชนบท นำเสนอโดย ผศ.เอี่ยม ทองดี เน้นการทำ Mapping ด้านวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์

·         และที่ผมสนใจอีกด้านที่เคยมีประสบการณ์ตรงคือ การท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community Based  Tourism)

ทั้งหมดผมมองว่า ล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นงานวิจัยเชิงบูรณาการที่สามารถตอบโจทย์การขับเคลื่อน “การท่องเที่ยวไทย” ได้ในหลายๆมิติ

จากการคิดโจทย์ที่จะรองรับการพัฒนาโดยใช้ฐานความพร้อมของมหาวิทยาลัยมหิดล และการประชุมครั้งที่ ๓ ในวันนี้ ประเด็นที่พูดคุยกันมาโพกัสที่ “แนวทางการพัฒนาจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยวมหาวิทยาลัยมหิดล” จากการพูดคุยระดมความคิดเห็นจากคณะผู้บริหารและนักวิชาการ ร่วมกันคุณภราเดช พยัฆวิเชียร ที่ปรึกษาและอดีตผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

จาก “งานวิจัย”  สู่ “การจัดตั้งสถาบัน”

ผมมองเห็นโครงสร้างที่เห็นอยู่ไกลๆ แน่นอนว่าระยะทางจากวันนี้ น่าจะอีกยาวไกลพอสมควรที่ มหิดลจะต้องนำเสนอความเข้มแข็งผ่านประสิทธิผลของงานวิชาการให้ได้ เรื่องการจัดตั้งสถาบันนั้น ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก

ทำจุดแข็งของมหิดล ให้เด่นชัดมากขึ้น การดำเนินงานวิจัยด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งโจทย์วิจัยควรมีความชัดเจน อยู่บนพื้นฐานที่เป็น Demand based หรือ Issue based และเป็น Policy oriented เน้นการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นด้านการท่องเที่ยวมิติสุขภาพ กาย ใจ และวัฒนธรรม

นอกจากนั้น การเชื่อมเครือข่ายเดิม สร้างเครือข่ายความร่วมมือ รวมถึงการสังเคราะห์งานวิจัยด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยทั้งหมดน่าจะเป็นการเคลื่อนองคาพยพการทำงานที่เป็น Road map ที่ชัดเจน เป็นการทำงานเชิงยุทธศาสตร์

ส่วนผมเองก็พยายามดูโจทย์ที่สามารถทำเป็น งานดุษฏีนิพนธ์ สอดคล้องกับแผนงานที่คิดกันอยู่ตอนนี้ ไม่รู้ว่าจะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด...ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ผศ.เอี่ยม ทองดี รอง ผอ.สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท ไว้แล้วบ้าง เพราะความสนใจของผมโพกัสไปที่ ประเด็นวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยว

ข้อคิดเห็นและเนื้อหาทั้งหมด ผมคิดขึ้นภายใต้การเข้าร่วมประชุมร่วมกับคณะทำงาน  ๒ ครั้ง ในมุมมองของผมเอง และคิดว่าน่าจะมีแนวทางที่เป็นไปได้

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
อาคารมิว วิทยาลัยการจัดการ
มหาวิทยาลัยมหิดล
๑๕ ก.ย.๕๑

 

 

๒.


บันทึกเพิ่มเติม ที่ผมนำเสนอในการประชุมครั้งที่ ๒ ที่อาคารมิว วิทยาลัยการจัดการ มหิดล

 

ผมมองว่าจุดแข็งของ มหิดล คือ ประเด็น  health  และ การขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยว น่าจะมีเป้าหมายระดับ การสร้าง "สุขภาวะ" ในระดับประเทศ  หากทำได้ขนาดนั้น ผมมองว่า ประสบความสำเร็จ ยั่งยืนด้วย

หากมองการท่องเที่ยว ผมมองออกเป็น ๒ ส่วนหลัก คือ การท่องเที่ยวกระแสหลัก และ การท่องเที่ยวทางเลือก  ต้องขับเคลื่อนทั้งสององค์ประกอบอย่างสมดุล

เราตั้ง "สุขภาวะ" เป็นเป้าหมายใหญ่ มองออกไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับผลกระทบงานพัฒนาส่วนใหญ่ คือ ประชาชน 

โจทย์ที่จะต้องทำให้ถึงคือ ทำอย่างไรการท่องเที่ยวจะช่วยสร้างสุขภาวะให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ ความสุขมวลรวมสำคัญกว่า GDP. ที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะผลิตภัณฑ์มวลรวมที่สูงไม่ได้เป็นหลักประกันว่า เรามีความสุข

หากเราคิดเรื่องงานวิจัยเพื่อวิจัย ประเด็นการท่องเที่ยว ที่ไหนๆก็ทำ ไม่จำเป็นต้องมหิดล  แต่หากคิดใหม่ งานวิจัยที่สามารถตอบโจทย์ของประเทศได้ งานวิจัยที่จะนำพาสังคมไปสู่ สุขภาวะได้ต่างหากที่เป็นโจทย์ที่ท้าทาย

บทบาทที่เป็นไปได้และมหิดลน่าจะทำได้ดี หากคิดจะสร้างสถาบันด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว ควรจะ

  • เชื่อมประสาน บูรณาการงานวิจัย สังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ๆ ประเด็นการท่องเที่ยวในทุกมิติ
  • เป็น Think tank ด้านการท่องเที่ยว มีศักยภาพในการพยากรณ์อนาคตของการพัฒนาการท่องเที่ยวได้แม่นยำ
  • เน้นการจัดการความรู้ ประเด็นการท่องเที่ยว (Knowledge management)
  • สร้างองค์ความรู้ใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง ที่เป็นนวัตกรรมการพัฒนาเชิงพื้นที่
  • เป็น Call center ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย

งานนี้เป็นงานใหญ่  หากจะเคลื่อนคงต้องมองให้ครบทุกมิติ ที่สำคัญใช้ "ทุน" ที่มหาวิทยาลัยมี รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือ ทัั้งระดับปัจเจก องค์กร และเครือข่ายที่เรามีอยู่แล้ว

 


บันทึกเพิ่มเติมที่สนามบินดอนเมือง ...
๑๖.๒๒ น.
๑๕ ก.ย.๕๑