..ผู้ร้ายกำลังจะเดินทางข้ามแดนแล้ว.. มาส่งฉันถึงหน้าประตูเครื่องบินเลยนะ...

ต้องขออภัยหลายๆท่านที่หนีไปโต้คลื่นแถวหาด Waikiki มาหนึ่งสัปดาห์..คิดถึงทุกๆคนค่ะ...พอได้พักผ่อนก็ทำให้เพิ่มพลังกลับมาเขียน tag ตามสัญญา..โปรดดูภาพความสดใส สวยงามจากเมืองHonolulu...เลยได้ทำตัวเหมือนนักท่องเที่ยว...เป็นเจ้าถิ่นที่ไม่เหมือนเจ้าถิ่นตัวจริง..5555

เหตุการณ์ที่จะเล่าก็เกี่ยวเนื่องก่อนจะได้มาอยู่...มากิน..มาเที่ยวอย่างอิสระได้อย่างนี้.. ก็ต้องไปเผชิญกับสิ่งที่เราไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน...อกสั่นขวัญหาย...เป็นเหตุการณ์ระทึกใจ..เรื่องของเรื่อง..เกิดขึ้นที่ Honolulu International Airport...เมื่อหลายปีก่อน..ขาเข้าประเทศอเมริกา...เช้าตรู่ประมาณเจ็ดโมงเช้า...อดหลับอดนอนมาบนเครื่องฯ ต้องมาเจอด่านตรวจคนเข้าเมืองของอเมริกา...โดยเฉพาะฮาวายนี่จะวุ่นวายสุดๆ เพราะต้องมีใบแจกแจงเอาของสด..ของแห้ง..พืชผัก..ผลไม้..เนื้อสัตว์มาด้วยหรือเปล่า..เมืองไทยนี่ขึ้นชื่อเรื่องชอบนำของที่ไม่อนุญาตมาด้วยเป็นประจำ..ทำให้พอเห็นพาสปอร์ตไทยก็กาหมายหัวสีแดงไว้เลย

แต่ก่อนจะถึงด่านตรวจกระเป๋าก็ต้องไปคุยกับเจ้าหน้าที่ประทับตราขาเข้า..พิจารณาว่าสมควรประทับตราให้เข้าหรือไม่..หรือจะอยู่ได้นานแค่ไหน..ฉันเข้ามาที่ฮาวายในตอนนั้นใกล้ๆจะคริสต์มาสเมื่อหลายปีก่อน..ตอนนั้นแต่งงานแล้วกับคนที่นี่..แต่ซ่าส์กลับบ้าน..เพื่อไปงานแต่งงานน้องสาว..แล้วฉันก็กลับมาฮาวายด้วยวีซ่าท่องเที่ยวอายุ 10 ปีที่มีอยู่..คิดเองว่าน่าจะใช้ได้..แต่พอเจ้าหน้าที่รู้ว่าเราแต่งงานกับคนที่นี่แล้วใช้วีซ่าท่องเที่ยวเข้ามาเท่านั้นแหล่ะ ...เป็นเรื่อง...

เจ้าหน้าที่ตม.ฮาวายบอกฉันว่า "คุณสร้างปัญหาใหญ่โต ทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อนแล้ว"...ฉันก็งง..อะไรกันเนี่ย..เค๊าก็ให้ฉันเข้าไปนั่งรอในห้องพิเศษเพื่อสืบสวนสอบสวน..ชักได้กลิ่นไม่ค่อยดีซะแล้ว..ยังไง..อะไรกันเนี่ย..นั่งรอไป..รอมา..หนึ่งชั่วโมงผ่านไป..สองชั่วโมงผ่านไป..โอ๋ย..อะไรกันนักกันหนา..แล้วหนุ่มที่บ้านมารออยู่ข้างนอกจะทำไงเนี่ย..สมองก็คิดสับสน..

เกิดปวดจะเข้าห้องน้ำ..เธอผู้เป็นเจ้าหน้าที่หน้าตาจีนๆ ก็ต้องพาไปเข้าห้องน้ำ แถมยืนเฝ้ารอฉันหน้าห้องน้ำซะด้วย สงสัยกลัวเราหนีมั๊ง...ทำไมต้องเว่อร์กันซะขนาดนี้..คิดเองในใจ

ซักพักใหญ่ก็จะขอสัมภาษณ์..ถามว่าต้องการล่ามแปลไทยหรือไม่..ฉันก็บอกว่าไม่ต้อง..ฉันแปลของฉันเองได้..ในใจก็ตื่นเต้นๆ..เอาไงเอากัน..เราต้องเป็นผู้กำหนดชะตาตัวเอง..รอไปมาจนเที่ยง...กลัวเราหิว..เจ้าหน้าที่ชายหนุ่มสั่ง plate lunch พร้อมชาร้อนมาให้กิน...กินก็ไม่ค่อยลง..ง่วงนอนจะแย่ Jetlag..จะกินยังไงไหวมาเกิดเรื่องวุ่นวายอีกไม่รู้จะออกหัวหรือก้อย..เค๊าก็ถามโน่นนี่ จำไม่ได้เท่าไหร่..เค๊าบอกว่ารู้ไม๊ว่าเข้าเมืองด้วยวีซ่าผิดประเภท..ผิดร้ายแรง ต้องถูกส่งกลับเมืองไทยวันรุ่งขึ้นทันที..แถมไปเรียกเจ้าหน้าที่สายการบินมาเตรียมจองตั๋วขากลับอีกต่างหาก...อะไรกันเนี่ย...ใครจะช่วยเราได้เนี่ย..ถ้าเราไม่ช่วยตัวเราเอง..คิดใหญ่เลย..ทำไงดีๆ..

กว่าจะถึงบางอ้อ..ก็เอาการอยู่..ทำให้เพิ่งรู้ว่า..เมื่อแต่งงานกับคนที่นี่แล้ว จะต้องยื่นหนังสือทำเรื่องอยู่ต่อ..แล้วทำหนังสือขออนุญาติออกนอกประเทศ.. แต่เราไม่รู้..หนูไม่รู้จริงๆ  ฉันก็บอกเค๊าว่าขออยู่แค่ช่วงคริสต์มาสกับครอบครัวแล้วค่อยกลับไทยจะได้ไม๊?...คิดในใจเสียตังค์ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับแล้วจะให้บินกลับวันรุ่งขึ้น..อย่างนี้ก็แย่น่ะสิ..(ยังมีการมาต่อรองอีกแน่ะ)..เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองผู้หญิงสองคน..คนหนึ่งเห็นใจว่าไม่รู้..ก็จะให้อยู่ต่อ 3 เดือน.. แต่อีกคนใจร้าย..จะให้กลับเลย..เค๊าก็พูดนั่นนี่และให้โอกาสเราข้อสุดท้ายก่อนจบแล้วส่งตัวกลับว่ามีอะไรจะถามไม๊? เราก็พูดว่า "การที่เราจะกลับมาใช้เวลาช่วงวันหยุดคริสต์มาสกับครอบครัว...มันผิดตรงไหนหรือ?..ฉันก็ยอมรับแล้วว่าทำไม่ถูกต้องเรื่องขั้นตอน เพราะไม่รู้จริงๆ..หากรู้ว่าเป็นวิธีที่ผิด..จะไม่ยอมทำหรอก..ฉันก็ยินดีจะกลับไทยอยู่แล้ว มีเรื่องที่ต้องทำอีกเยอะ...ทำไมจะให้ฉันอยู่จนผ่านพ้นเทศกาลคริสต์มาสไปก่อนเพื่อใช้เวลากับครอบครัวบ้างไม่ได้เชียวเหรอ..ฉันขอเพียงแค่นี้..จะได้ไม๊?"

เจ้าหน้าที่สาวสองคน..คิดไปมา..ปิดห้องถกเถียงกันเอง...คนหนึ่งให้..อีกคนไม่ให้...ตัดสินใจกันไม่ได้..เลยโทรถามหัวหน้า..ทางโทรศัพท์..แบบเปิดสปีคเกอร์..เราก็ได้ยินเสียงผู้ชายบอก"โอเค"ทันที..คนที่นี่เค๊าให้ความสำึคัญกับครอบครัวมากๆ ยิ่งเทศกาลสำคัญ..เราก็เลยโชคดี..เจ้าหน้าที่ผู้ชายก็พูดกับฉันว่า ..คุณโชคดีมากนะที่ได้อยู่ต่อ..ที่ี่ผ่านมา..มีแต่ถูกส่งกลับไทยวันรุ่งขึ้นหมด...(คิดในใจ เป็นเพราะยอมเค๊าหรือเปล่า?)...เค๊าก็โทรเรียกชายหนุ่มที่บ้านซึ่งรออยู่ให้มารับเรา...ปาไปบ่ายสามโมงแล้ว..แต่เค๊าก็ยึดพาสปอร์ตเราไว้..เฮ่อ..กลัวฉันหนีจริงๆนะเนี่ย...

เรื่องก็ไม่ได้จบเพียงเท่านี้..ออกมานั่งรอชายหนุ่มมารับ..อย่างหมดเรี่ยวแรง อย่างกับไปต่อสู้อะไรมามากมาย...นั่งรอตรงเก้าอี้ด้านนอกสนามบินจุดรับ-ส่งผู้โดยสารขาเข้า...เหนื่อยสุดๆ...อยากอาบน้ำจัง..ไม่ได้อาบน้ำมาเกินกว่า 24 ชั่วโมงแล้วมั๊ง...พอเค๊ามารับ..ดีใจสุดๆ...เราก็ช่วยกันขนกระเป๋าเดินทางขึ้นรถ..กลับมาบ้านนั่งเล่าเหตุการณ์ระทึกใจให้ฟังว่าเหมือนเป็นผู้ร้ายเลย...เค๊าก็ทำอาหารให้กิน..ผ่านไปเกือบชั่วโมง เพิ่งนึกได้จะเอากระเป๋าสะพายโชว์เอกสารให้ดู...หายไปไหนหว่า??? กระเป๋าสะพายหนังสาน พร้อมกระเป๋าสตางค์ ลืมทิ้งไว้ตรงม้านั่งที่สนามบิน..อะไรจะโชคร้ายขนาดนี้..เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ..รีบขับรถกลับไป..มันหายไปแล้วววว.....ทำไงดีๆๆๆ....อีกล่ะ

ทำไงดี...ไปเดินตามหาพนักงานรักษาความปลอดภัยแถวๆนั้น..เค๊าหายไปไหนกันหมดเนี่ย..ในที่สุดก็เจอคนหนึ่ง..ก็เลยเล่าให้ฟังว่ากระเป๋าฉันวางตรงนี้ คุณรู้เรื่องหรือเปล่า...มีใครมาแจ้งไม๊..??? 

ฟ้าหลังฝน ย่อมสดใสเสมอ..เค๊าบอกว่าเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเก็บได้ พร้อมให้เราตามไปแสดงตัวรับกระเป๋าคืน...โอ้โห..อะไรจะโชคดีขนาดนั้น..ที่นี่ยังมีคนดีๆอยู่...พอเข้าไปหาเค๊าในห้อง.. เค๊ากำลังง่วนกับการนับธนบัตรไทย..จากกระเป๋าฉัน...เพื่อทำหนังสือแจกแจงรายละเอียดของหาย..ฉันก็ดีใจสุดขีด..ขอบคุณเค๊ามากมาย.. แถมเสนอยกธนบัตรไทยให้เป็นที่ระลึก..เค๊าก็ไม่เอา ต่อมาภายหลังก็เขียนคาร์ดไปขอบคุึณส่งไปให้คนดีคนนั้น....

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วหลายสัปดาห์พร้อมๆกับคริสมาสจบลง...เราก็ได้เวลากลับบ้านเราตามสัญญา..ฉันก็ต้องมาหาสาวเจ้าหน้าที่หน้าจีนๆคนเดิม เธอก็นำทางฉันไป...ทำตั๋วให้...ไปนั่งรอกับฉัน เหมือนเป็นเพื่อนกัน...จนได้เวลาขึ้นเครื่อง..ก็นำทางฉันขึ้นเครื่องคนแรก..ผู้ร้ายกำลังจะเดินทางข้ามแดนแล้ว..เธอมาส่งถึงหน้าประตูเครื่องบินเลย เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวนะเนี่ย..(ไม่รู้จะภูมิใจดีไม๊เนี่ย??)  สาวเจ้าก็ส่งพาสปอร์ตให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องสายการบินญี่ปุ่นดูแลพาสปอร์ทแทนเรา..ถึงนาริตะก็ส่งต่อกัน..พนักงานหนุ่มสายการบินญี่ปุ่น ช่วงรอต่อเครื่องที่นาริตะ..เดินยิ้มๆเข้ามาถามฉันว่า เรื่องเป็นไงเหรอ? พอเล่าให้ฟัง..ก็ยิ้มกับฉันแบบขำๆ..พอมาถึงเมืองไทย.. เป็นคนแรกที่ได้ออกจากเครื่อง..แถมได้ไปนั่งในห้องทำงานของเจ้าหน้าตม.ของไทย..เค๊าก็ถามอีก..พอเราเล่าให้ฟังก็บอกว่า ..นึกว่าเรื่องอะไรซะอีก..ก็ประทับตราพาสปอร์ทส่งคืนให้ เราก็ไม่ต้องไปรอเข้าแถว..ในความโชคร้ายก็มีโชคดี...เป็นประสบการณ์ความน่าตื่นเต้นเร้าใจที่ยากจะลืมเลือน..

บทเรียนที่มีค่าครั้งนี้สอนอะไรมากมายตั้งแต่...

  • จำเป็นที่ต้องตรวจสอบ ศึกษาข้อมูลขั้นตอนให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ..ในเรื่องเอกสารสำคัญต่างๆที่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการเดินทางกฏระเบียบของแต่ละประเทศ ไม่ใช่คิดเอาเอง..
  • เมื่อเกิดเหตุการณ์คับขัน ต้องมีสติ ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อตัวเองอย่างมีเหตุผลและไม่ยอมแพ้หรือย่อท้อ หรือท้อถอยต่ออุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้น
  • สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนที่ดี ทำให้รู้ว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้
  • ในความโชคร้าย ก็สามารถมีความโชคดีเกิดขึ้นไ้ด้ แต่ก็จะไม่เกิดขึ้นบ่อยๆ ต้องมีสติรู้ตัวอยู่ตลอด