ถ้าจำไม่ผิดเมื่อสักสามสี่วันก่อนมีข่าวๆ หนึ่งที่ออกเกือบทุกช่องเลย และวันนี้ก็มีการนำเสนออีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาบอกว่าเกี่ยวข้องพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นคือ ข่าวเกี่ยวกับความสำเร็จในการจัดทำพจนานุกรมมลายู-ไทย งานนี้ต้องยกนิ้วให้กับท่าน ผศ.วรวิทย์ บารู (สว.ปัตตานี คนปัจจุบัน) หัวหน้าโครงการวิจัยนี้ครับ แต่ที่ชวนผมสงสัยมากคือ รู้สึกว่าทุกสำนักข่าวระบุว่า นี้คือพจนานุกรมไทยมลายูเล่มแรก คำถามของผมคือ จริงหรือ? หรืออาจจะตั้งคำถามที่สุภาพกว่านี้หน่อย ทำไมจึงถือว่าเล่มนี้เป็นเล่มแรก?

เหตุที่ผมตั้งข้อสงสัยก็เพราะหลายปีก่อน ตอนที่ผมกำลังพัฒนาโครงการวิจัยระบบเขียนภาษามลายูปาตานี (มลายูถิ่น) ด้วยอักษรยาวีเพื่อขอรับการสนับสนุนทุนจาก สกว. อยู่นั้น โครงการพัฒนาพจนานุกรมก็ถูกเสนอขึ้นมาพร้อมๆ กัน จำไม่ได้ว่า ใครเป็นคนเสนอ จำได้เพียงว่าอาจารย์จากภาคภาษาตะวันออกนี้แหละครับ แต่สุดท้ายโครงการนี้ก็ไม่ได้เสนอขอทุนเนื่องจากท่านอาจารย์วรวิทย์บอกว่าท่านได้รับทุนวิจัยทำอยู่แล้ว เกือบจะแล้วเสร็จแล้ว ดังนั้นไม่จำเป็นต้องขอทุนใหม่ แค่ให้นักวิจัยไปทำร่วมกันให้เสร็จเป็นใช้ได้ (อะไรประมาณนี้แหละครับ)

ประเด็นก็คือว่า ในขณะที่เรากำลังพัฒนาโจทย์อยู่นั้น มีการพูดถึงพจนานุกรมภาษามลายูถิ่นอยู่เล่มหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นเล่มแรก และอาจารย์มลายูที่มอ.ทุกท่านยอมรับว่าทำได้ดีมาก (และรู้สึกว่า หลายท่านก็ได้ร่วมให้ความช่วยเหลือในการทำเล่มนั้นเหมือนกันครับ) ซึ่งสุดท้ายผมก็ได้เห็นเล่มนั้นครับ นำมาให้ดูโดย อ.สาเหะ อัลยุฟรีย์ พร้อมกับคำอธิบายจากท่านอาจารย์ว่า เล่มนี้รวบรวมและเขียนขึ้นโดยฝรั่งท่านหนึ่ง ผมจำชื่อไม่ได้แล้วครับ ผมเองก็จำได้ว่า มีโอกาสได้จับต้องพจนานุกรมเล่มนี้เหมือนกัน (แหม่ ยังกับของต้องห้าม)

แล้วผมก็ทราบต่อมาว่า โครงการวิจัยของสาขาภาษามลายูคือการนำเล่มนั่นแหละมาปรับปรุงใหม่ ไม่ใช่เขียนใหม่ ซึ่งผมก็เลยรู้สึกว่า การเขียนข่าวของทุกสำนักข่าวรอบนี้น่าจะไม่ถูก ออ. ยกเว้นว่า พจนานุกรมเล่นนี้มีความแตกต่างจากเล่มแรกในการนำเสนอรูปแบบอื่นอะไรทำนองนี้ อือ แต่ ผมว่า มันก็ไม่ใช่เล่มแรกอยู่ดีแหละครับ (ผมยังไม่ได้จับต้องพจนานุกรมเล่มนี้นะครับ)

ความจริงอย่างหนึ่งที่อยากบอกคือ ไม่ว่ามันจะเป็นเล่มแรกหรือเปล่า แต่ก็น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับหลายๆ คนครับ

กลับมาเล่าชีวิตผมบ้างครับ วันนี้เป็นวันที่สองแล้วครับที่ไปทำงาน (แฮะแฮะ ยังไม่ได้โทรไปบอกพ่อเลยครับ) สองวันผ่านมา ผมยังไม่ได้จับงานบริหารวิชาการของคณะครับ ไปนั่งเขียนรายงานวิจัยเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะช่วงนี้ยังเป็นกิจกรรมวิชาการฉลอง 10 ปี ของมหาวิทยาลัยอยู่ และคนที่ทำงานอยู่ก็คือรองคณบดีฝ่ายบริหาร อ.คอเหล็ด แต่ที่สังเกตเห็นคือ อาจารย์หลายท่านเริ่มยิ้มออก พอเห็นหน้าผม พร้อมกับบอกว่า เดี๋ยวจะไปคุยเกี่ยวกับโครงการวิจัย อือ อาจารย์ครับกำลังจะหมดเขตรับสมัครแล้ว บางคนเพิ่งเริ่มเขียนโครงการ

งานสัมมนาช่วงนี้เยอะและน่าสนใจมากครับ แต่ผมไม่ได้เข้าร่วมเลย มีเหตุผลสำคัญสองข้อครับ คือ ถ้านั่งในห้องสัมมนานานๆ ผมคงแย่แน่ และอีกข้อหนึ่ง ต้องเคลียร์งานให้เรียบร้อยก่อน เสร็จการฉลองสิบปี ผมก็เดินหน้าต่อได้เลย

วันนี้ตอนเช้า ได้คุยผลการไปนำเสนอรายงานความคืบหน้างานวิจัยกลันตันที่โรงแรมซีเอ็ด ปัตตานี รอบนี้หัวหน้าทีมผมไปนำเสนอเองครับ กลับมาบอกกับผมว่า มั่นใจมากขึ้นแล้วที่จะนำเสนอเป็นภาษาไทย แฮะแฮะ อย่าตกใจครับ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้จบนอกตั้งแต่ป.ตรีจนถึงป.เอกเป็นส่วนใหญ่ครับ เลยไม่ค่อยจะถนัดภาษาไทย เวลาให้นำเสนอเป็นภาษาไทยแล้วความรู้และสิ่งที่จะพูดมันหายไปไหนก็ไม่รู้ แต่ถ้าเป็นภาษามลายูหรืออาหรับละก้อสามสี่ชั่วโมงก็ไม่พอ

นึกถึงเรื่องนี้แล้ว ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมอาจจะเป็นอาจารย์กลุ่มแรกก็ได้กระมั่งที่จบการศึกษาในประเทศ ตอนนั้นมาทำงานพร้อมกันสามคน จบ มอ.สองคน จุฬาฯ หนึ่งคน โอ่อย่างนี้ต้องบันทึกในจดหมายเหตุ มอย. ชีวิตทำงานผมที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ในปีแรก รู้สึกเหมือนทำงานต่างประเทศเลยครับ (เพราะทั้งมลายูและอาหรับไม่รู้เรื่องเลย) กว่าจะอ่านป้ายประกาศออกวันพรุ่งนี้วันหยุด ก็ต้องใช้เวลาหลายนาที ตอนนั้นป้ายประกาศมีแต่ภาษาอาหรับครับ ไอ้ผมมันก็มีปริญญาบัตรค้ำคอว่า ปริญญาตรีเอกอิสลามศึกษา โทภาษาอาหรับ ไอ้ครั่นจะไม่ถามคนอื่นก็ใช่เรื่อง ฮาฮา (ต้องอ่านจนออกนั่นแหละครับ ไม่เสียหน้า ออ.ที่สำคัญ ไปทำงานวันหยุดก็ไม่เห็นเป็นไรนิ ก็ใครจะไปรู้ละว่าเรามาทำงาน คนอื่นเขาอยู่บ้าน ฮาฮาฮา)

ฮิฮิ เล่าออกทะเลไปไกลเลยครับ จบเลยแล้วกัน