คอรัปชั่น

เตือนสติคนที่โกงแผ่นดิน

ชายหนุ่มคนหนึ่ง เมื่อจบการศึกษาระดับ ปว.ส.(เกษตรกรรม) จากนั้นใน                   วันที่ 1 มิถุนายน 2526 หลังจากจบการศึกษา จากสถาบันการศึกษา ที่มีชื่อเสียงปัจจุบัน ยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัย ของภาคอีสาน สอบบรรจุรับราชการในตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเกษตร 2 ที่อำเภอแห่งหนึ่งติดกับลำน้ำมูล จังหวัดศรีสะเกษ มีเกษตรอำเภอให้การต้อนรับด้วยไมตรีจิตรเพราะเป็นเลือดเขียวขาวเหลือง งานส่งเสริมการเกษตรคือหัวใจต่อประชาชน งบประมาณแผ่นดินที่รัฐบาลสนับสนุนงานด้านการผลิต พืชอาหาร พัฒนาสถาบันเกษตรกร ยุวเกษตรกร ภัยแล้ง น้ำท่วม หรือภัยพิบัติต่างๆที่เกิดขึ้น  รวมทั้งแผนพัฒนาเกษตรกร  ด้วยงบประมาณมหาศาล

เกษตรอำเภอ ในสมัยนั้นมาจากการซื้อตำแหน่ง ข่าววงในว่าเลข 6 หลัก หลายๆตัว ให้ความไว้วางใจ เกษตรตำบลมือใหม่เป็นอย่างมาก เข้าทำงานได้ 2 ปีเศษ เลื่อนระดับเป็นเจ้าพนักงานการเกษตร 3 เขาสามารถเป็นคณะกรรมการ จัดซื้อจัดจ้าง หรือตรวจรับงานรับเหมา จากเจ้าพนักงานการเกษตร กลายเป็นผู้ทำหน้าที่ด้านการเงิน การบัญชี พัสดุ งบประมาณ ผ่านมือ เงินทุกบาทมองเห็นในเนื้องาน เกษตรอำเภอไว้วางใจอย่างมาก ถึงขนาดมอบอำนาจให้เป็นผู้ดูแลงบประมาณ ในเวลานั้น

 

เกษตรอำเภอจอมวายร้าย สั่งให้ดำเนินการตามที่ต้องการ ตั้งแต่การเก็บหัวคิว (ส่วย) ปลอมลายมือชื่อผู้บังคับบัญชา การจัดซื้อ จัดจ้าง การตรวจรับ พร้อมการวางฎีกาเพื่อการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ เกษตรอำเภอสวาปรามเงินงบประมาณ แบบพุงกาง  ทั้งๆที่เป็นเงินภาษีของประชาชน และนำกลับมาช่วยเหลือประชาชน ตั้งแต่บรรจุเข้ารับราชการถึงปี 2535 จึงย้ายมาที่จังหวัดมหาสารคาม และมีอุปสรรคกับการทำงาน จึงลาออกจากการรับราชการในปี 2539 ขอกลับเข้ารับราชการ ปี 2544 ที่สำนักงานเกษตรอำเภอแห่งหนึ่งที่จังหวัดร้อยเอ็ด  ทำงานได้อย่างโดดเด่นอย่างมาก เสียสละ ทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์เพื่อประชาชน เกษตร ชาวนา

 

ปี 2549 ลางร้ายเริ่มมองเห็นกับชีวิต คือ สำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบและเห็นการทุจริตเงินก้อนโต ของหน่วยงาน รวมทั้งการปลอมแปลงเอกสาร  ล้วนเป็นคดี “อาญาแผ่นดิน”  

อดีตเกษตรอำเภอ ถูกสอบสวนสั่งให้ออกจากราชการ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา เงินที่หามาได้หมดไปกับการ เล่นการพนัน เหล้า ผู้หญิง สุดท้ายเงินค่ารักษาพยาบาลแทบไม่มี จนกลายเป็นคนไข้อนาถา  ชีวิตของเกษตรอำเภอผู้โลดแล่นในสังคม “ขี้โกงแผ่นดิน”

 

เกษตรตำบลคนนั้น อายุได้ 47 ปี ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเรียกไปสอบสวน 2 ครั้ง พร้อมได้รับคำตอบคือ “อาการน่าเป็นห่วง” มีสิทธิออกจากราชการและติดคุกแน่นอน  เขานอนไม่หลับ สิ่งที่เป็นมิตรได้ในยามยากคือ “สุราขาว”  จนเรียกได้ว่าเป็น “ทาส”  ของสุรา จากชายหนุ่มที่มีสติปัญญาเรียนหนังสือระดับแนวหน้า  หาเงินเก่ง รับภาระดูแล แม่และน้องๆ  

 

ปลายปี 2550 เขาลาออกจากราชการ ยังทิ้งภาระให้เพื่อนๆ ผู้ค้ำประกันเงินกู้ ระยะยาว ระยะปานกลาง หลบหนีออกจากสังคมไปอยู่ตามชนบท อยู่กับเกษตรกรที่ยังมีความรักศรัทธาและเข้าใจ พร้อมซื้อรถแทรกเตอร์เพื่อรับจ้างไถนา ไถไร่ แรงงานที่เคยรับราชการ มาเป็นผู้ใช้แรงงาน มันฝืนธรรมชาติ นอนดึกตื่นเช้า ประกอบกับการดื่ม “สุราขาว” เป็นอาจินต์ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 เขาได้จาโลกนี้ไป ทิ้งรอยอาลัยของชาวเพื่อนรักนักส่งเสริม ว่าวันนั้นเขาทำอะไรให้กับสังคมบ้าง

 

เกษตรอำเภอคือเจ้านายคนแรก จากไปก่อนเขาไม่นาน ด้วยความทุกขเวทนา เพราะเขาสูบเลือดสูบเนื้อประชาชน เขาร่ำรวยมาจากการทุจริต  สั่งลูกน้องทำทุกอย่างที่ตนเองจะได้เงินตรา  สวรรค์มีตา  “บาปกรรม” มีจริง ป.ป.ช.ตั้งกรรมกาสอบสวน ทั้งๆที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมากว่า 25 ปี

 

ข้าราชการที่รักทั้งหลาย วันนี้ท่านกำลังโลดแล่นในตำแหน่งหน้าที่  “ริเริ่มสร้างสรรค์  แข่งขันกระทำดี สามัคคีก้าวหน้า พัฒนาประเทศไทย”  หากมีหัวหน้าส่วนราชการที่คุณลักษณะอย่างที่ว่ามา ขอให้ศึกษากฎหมาย ระเบียบวินัย  ระเบียบงานราชพัสดุ การจัดซื้อจัดจ้างให้ดี ก่อน อย่ามุ่งหวังเพียง เงินบาทเงินสลึง  ที่ได้มาจากการทุจริตคอรัปชั่น  มันไม่ใช่ทางไปสวรรค์ แต่เป็นทางลงนรกชัดๆ

 

ใครคือคนต่อไป “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ”       หรือ ป.ป.ช. ต้องกระชากหน้ากากผู้ที่ร่ำรวยผิดปกติ หรือคนที่ร่ำรวยเพราะโกงแผ่นดิน  นี่แหละคือ 20 ปีล้างแค้นยังไม่สาย

 

สุดท้ายเตือนสติ รุ่นน้องที่เข้ามารับราชการใหม่ๆจงเป็นตัวของตัวเอง อย่าเห็นแก่อามิสสินจ้าง “คนเคยทำชั่วครั้งแรก ครั้งที่สองจะตามมา” เกียรติยศศักดิ์ศรี มิได้มาจากอำนาจเงิน  จงทำดีเพื่อพ่อหลวงของเรา

 

ยศและลาภหาบไปไม่ได้แน่  เว้นเพียงแต่ต้นทุนบุญกุศล

ทิ้งสมบัติทั้งหลายให้ปวงชน  ร่างของตนเขายังเอาไปเผาไฟ