ในความคิดของผมตอนเป็นเด็กๆ คิดว่าชาวนานั่นแหละคือคนรวย

          เมื่อชีวิตในวัยเด็กของผมเท่าที่จำความได้   ชุมชนหมู่บ้านในชนบทมีขีดความสามารถที่จะพึ่งพาตนเองได้สูงมาก  ก็คงจะเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงที่เราๆ ท่านๆ ต่างก็รู้กันอยู่แล้วว่ามาทำให้หลายสิ่งหลายอย่างในสังคมชนบทที่พึ่งพาตนเองได้ต้องปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง

          ในชนบทจำได้ว่าครอบครัวที่มีฐานะมั่นคง (ไม่ได้หมายความว่ารวย-มีเงินเยอะนะครับ) จะเป็นครอบครัวที่ทำนาหรือมีนาเป็นของตนเอง  เพราะเป็นครอบครัวที่สามารถผลิตอาหารหลักคือข้าวไว้บริโภคเอง  ไม่ต้องดิ้นรนมานักในการหาเงินเพื่อมาซื้อข้าวกิน  ในความคิดของผมตอนเป็นเด็กๆ คิดว่าชาวนานั่นแหละคือคนรวย (มาได้คำตอบในตอนหลังว่ารวยในความคิดของผมเมื่อสมัยเด็กๆ นั้นไม่ได้หมายถึงมีเงินแต่เพียงอย่างเดียว)

         พอเมื่อโตขึ้นและมาทำงาน  สิ่งที่ได้เห็นถือว่าแปลกและไม่ค่อยจะตรงกับความคิดเห็นในสมัยเด็กๆ ก็คือ  คนทำนากลับบอกตนเองว่าเป็นคนยากจนครับ (มักจะได้ยินชาวนาส่วนใหญ่พูดถึงเสมอเมื่อได้มีโอกาสคุยกัน)  ก็ได้แต่คิดอยู่ในใจว่าความจนนั้นมันมีได้ตั้งหลายมิติ (ฟังมาจากหลายๆ ที่) เช่น

  • จนเงิน  (คนที่คิดได้แค่นี้ก็เลยคิดว่าเอาเงินใส่ลงไปแล้วจะหายจน)
  • จนทรัพยากร
  • จนโอกาส
  • จนปัญญา เป็นต้น
  • ฯลฯ

          คำถามที่ผมมักจะถามกลับกับเกษตรกรที่ทำนาเสมอๆ ว่า ที่ว่าจนนั้นเราทำนาแล้วเรายังซื้อข้าวกินอยู่หรือไม่  ส่วนใหญ่ตอบว่า "ทำนาขายข้าวเปลือกและเอาเงินไปซื้อข้าวสารกินครับ" ได้ยินคำตอบดังนี้ก็ถึงบางอ้อว่า ก็เพราะว่ามีแนวคิดแบบการค้าการขายเป็นหลัก  ยังไม่สามารถพึ่งพาตนเอง(ทั้งๆ ที่สามารถทำได้ในบางส่วน)นั่นเอง  ซึ่งเป็นก้าวแรกๆ ง่ายๆ ที่สามารถทำได้เลย  ....อย่างนี้ในสิ่งที่ยากๆ ก็คงจะลำบากที่จะทำให้หันมาพึ่งพาตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการไถ  เกี่ยว  ฯลฯ

          ที่บันทึกเกริ่นนำไว้นี้ก็เพราะว่าเมื่อวานน้องไผ่ ลูกชายของผมเองไปธุระในเมืองกับแม่เขา ผ่านทางเข้าสวนเห็นเพื่อบ้านกำลังช่วยกันดำนาอยู่ นึกอยากจะฝึกดำนากับเขามั้ง  เราก็เลยสนับสนุนเพราะเราเป็นชาวสวนไม่ใช่ชาวนา (เพราะไม่มีที่นา) เมื่ออยากจะเรียนรู้ก็ยินดีพาน้องไผ่ไปฝึกดำนา  ซึ่งชาวบ้านแถวนั้นเขาก็ดีใจที่เห็นเด็กๆ อยากเรียนรู้ ช่วยสอนวิธีการดำนาโดยการเรียนรู้จากการทำจริงกันในแปลงนาเลย  เมื่อเสร็จแล้วก็แถมด้วยการสอนวิชาการล้างไม้ล้างมือด้วยมะนาว เพื่อให้เล็บสะอาดอีกด้วย

          นอกจากนั้นยังนัดหมายกันในช่วงเกี่ยวข้าวด้วยว่าจะบอกกล่าวกันให้ได้เตรียมตัวมาเรียนรู้กันล่วงหน้า  แถมยังนัดหมายกันข้ามปีว่าปีหน้าจะมาดำนาอีก คงเป็นแผนการเรียนรู้ที่วางไว้แบบเป็นธรรมชาติมากๆ

              หุ่นไม่ให้แต่ใจรัก............

               วันนี้ผมปลูกข้าวได้ 7 กำ(มัด) ครับ

           เห็นการทำนาของชาวบ้านที่นี่ ที่ทำนาไว้เพื่อเก็บไว้กินเองไม่ได้เน้นไว้ขาย  เมื่อเหลือจึงจะขาย ทั้งๆ ที่ทำเพียงไม่กี่ไร่ก็พอเพียงไม่เหนื่อยมาก  ต่างกับเกษตรกรที่ปลูกหลายสิบไร่บางคนเป็นร้อยไร่ แต่เหนื่อยกว่าและเสี่ยงต่อการขาดทุนสูงกว่า  แล้วได้บทเรียนที่จะนำไป ลปรร.กับเกษตรกรอีกหลายๆ คนที่ยังอยู่ในวังวนของภาระหนี้สิน เพราะไม่สามารถสลัดหลุดได้จากวงจรของ"ทุนนิยม"  รวมทั้งบทเรียนที่จะนำไปบอกเล่าและ ลปรร.กับน้องไผ่ให้เขาได้เรียนรู้ในบางมุมที่ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้

          โอกาสในการเรียนรู้นั้นมีอยู่ทุกๆ  ที่ไม่เฉพาะแต่ในห้องเรียน หรือจากตำราเท่านั้น  ครอบครัวเราก็เพียงแต่เอื้อเท่าที่จะทำได้  จากการทำนาในภาพใหญ่ที่ได้เกริ่นนำ จนถึงการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ลงมือในการเรียนรู้ในสิ่งที่อยากเรียนรู้ใกล้ๆ ตัว ล้วนมีความเชื่อมโยงกัน เพราะหากเราสร้างความเข้าใจให้แก่คนรุ่นเด็กๆ และคนทั่วไป ให้ยอมรับความลำบาก  ยอมรับภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของเราที่เป็นอยู่   

          การที่อนาคตเขาเหล่านั้นจะหลงไปติดความสบาย   ดูถูกความยากลำบาก  ดูถูกอาชีพของพ่อ-แม่  หันไปหาความสะดวกสบาย  ไม่คิดที่จะออกแรงหรือการพึ่งพาตนเอง ฯลฯ ดังเป็นปัญหาหรือผลในทางที่ไม่เหมาะสมในปัจจุบันคงจะเกิดได้ยากขึ้น...

หรือท่านผู้อ่านคิดว่าอย่างไรบ้างครับ

สิงห์ป่าสัก

28  กรกฎาคม  2551