กิจกรรมการท่องเที่ยวทั้งหลาย ดูโรแมนติคไม่น้อยเลยครับสำหรับการมาเที่ยวเมืองสมุทรสงคราม หากได้มาเที่ยวกับ "ใครสักคน" คงมีสุขอย่าบอกใครเลยครับ

Listen Music : ลาสาวแม่กลอง

ส่งเพลง ลาสาวแม่กลอง มาให้จ้า

เพลง "ลาสาวแม่กลอง" เพลงรักคลาสสิคที่เกี่ยวข้องกับเมืองเล็กๆน่ารักที่ไม่ไกลจากเมืองกรุงมากนัก ผมไม่แน่ใจว่า ต้นตำรับเพลงดั้งเดิมคือท่านไหนระหว่าง คุณศรคีรี ศรีประจวบ และ คุณพนม นพพร แต่ที่สัมผัสได้จากเนื้อเพลงการบรรเลงคือ ความไพเราะ เห็นภาพของเมืองสามน้ำ (สมุทรสงคราม)เมืองสามนา ชัดเจน

และผมก็ถึงบางอ้อครับ - - -เพลงที่คุณศรคีรี ร้องน่าจะเป็น "มนต์รักแม่กลอง" ส่วนคุณพนม นพพร เป็นเพลง "ลาสาวแม่กลอง"  ด้วยชื่อเพลงที่คล้ายๆกันทำให้จำสับกันไปมา แต่ไพเราะทั้งสองเพลง

"สิ้นแสงดาวดุเหว่าเร่าร้อง จากสุมทุมลุ่มน้ำแม่กลอง พี่จำจากน้องคนงาม แว่วหวูดรถไฟ พี่แสนอาลัยสมุทรสงคราม คงละเมอเพ้อพร่ำ คิดถึงคนงามที่อยู่แม่กลอง"

(เพลงลาสาวแม่กลอง)

"เจื้อยแจ้วแว่วเสียงสำเนียงขับร้อง ดังเพลงมนต์รักแม่กลอง ล่องลอยพริ้วหวานซ่านมากล่อม สาวงามบ้านอัมพวา มนต์รักแม่กลองแว่วมา เหมือนสายธาราแม่กลองรำพัน
ร้องเพลงชมจันทร์ลุ่มน้ำแม่กลอง"

(มนต์รักแม่กลอง)

 

เมืองเล็กๆที่มีเพียงสามอำเภอมีสิ่งดีๆซ่อนอยู่มากมายได้รับสมญานามว่า "เวนิสตะวันออก" ที่สำคัญอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เดินทางไปไม่ยาก ที่ใต้ทางด่วนอนุสาวรีย์ มีคิวรถตู้สายตรงลงที่ตลาดแม่กลอง สนนราคาเพียง ๗๐ บาท ผมลองคำนวญเวลาดูคร่าว หากไป - กลับ หนึ่งวันได้แบบไม่เหนื่อยมากนัก อีกทั้งค่าใช้จ่ายที่ประหยัดไปเที่ยวแบบแบคแพ็คเกอร์ พร้อมกล้องคู่ใจ เท่านี้ก็สุขล้นเหลือ

จากกรุงเทพฯ ถึง แม่กลอง สังเกตเห็นกลองใหญ่ๆที่นำมาตั้งประชาสัมพันธ์จังหวัดหลายจุด รวมถึงแผงขายเกลือสมุทรดาษดื่น ที่สำคัญแม่กลองมีปลาทูที่เลื่องชื่อ "หน้างอและคอหัก" แม่กลองมีประวัติที่เก่าแก่ยาวนาน มีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่น ทั้งเรื่องอาหาร ขนม การเกษตร ศิลปะ ดนตรี (ครูเอื้อ สุนทรสนาน และหลวงประดิษฐ ไพเราะ) เป็นเมืองราชนิกูลตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ กว่าร้อยละ ๘๐  ของประชากรทำการเกษตร ทำสวน (มะพร้าว ส้มโอ ลิ้นจี่) ทำนา (ทั้งสาม) ทำประมง นอกนั้น ประกอบอาชีพค้าขายและงานบริการต่างๆ

เรามักจะถามหลายคนที่ไปเที่ยวแม่กลอง ไปอัมพวา ค้นหาสาวงามบางคนที ว่าวัตถุประสงค์มาทำอะไร ส่วนใหญ่จะตอบว่า "มาชมหิ่งห้อย" ใช่แล้วครับที่นี่มีต้นลำพูมากมาย เป็นที่สถิตย์เจ้าแมลงกลางคืน ที่น่าอัศจรรย์ ตอนเป็นเด็กเราจับให้บินในมุ้งนอนมองมันบิน...แสนเพลิดเพลิน อีกทั้งนั่งเรือชมวิถีชีวิตริมคลอง ชิมอาหารอร่อยๆ นอนพักโฮมสเตย์กลางสวนผลไม้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งหนึ่งที่น่าสนใจที่คนกรุงหลบเมืองฟ้าเทามาเสพความเขียวขจีของธรรมชาติ

 

กิจกรรมการท่องเที่ยวทั้งหลาย ดูโรแมนติคไม่น้อยเลยครับสำหรับการมาเที่ยวเมืองสมุทรสงคราม หากได้มาเที่ยวกับ "ใครสักคน" คงมีสุขอย่าบอกใครเลยครับ (แต่กระผมยังบ่มีครับ)

ด้วยความที่ผมต้องทำเวลาเพื่อเดินทางไปบ้านกลางสวน เพื่อเข้าร่วมเวทีพูดคุยกับ บรรดา ผู้นำการท่องเที่ยวโดยชุมชน CBT.Change Agent ที่ทาง CBT.I (Community Based Tourism Institute)พามาแลกเปลี่ยนในสถานที่ธรรมชาติ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้โดยการสัมผัสกับสถานที่จริง...เราเลยเลือกที่ อ.อัมพวา ช่างถูกใจผมจริงๆ อย่างน้อย trip นี้ผมก็ภาพสวยๆมาฝากทุกท่านครับ

 

"เมื่อสงกรานต์งานวัดบ้านแหลม เคยเที่ยวชมกับโฉมแฉล้ม เมื่อคืนข้างแรมเมษา สรงน้ำร่วมน้อง ปิดทองพระปฏิมา อธิษฐานรักอยู่คู่ฟ้า หวังเกิดมาร่วมใจ"

 

อย่าลืมแวะ วัดเพชรสมุทรหรือวัดบ้านแหลม หลวงพ่อบ้านแหลมเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เสมือนหนึ่งเป็นแก้วมณีอันมีค่าคู่เมืองสมุทรสงคราม ชาวสมุทรสงครามเคารพสักการะพระพุทธรูปองค์นี้กันมาหลายชั่วคน หลวงพ่อบ้านแหลม จึงเป็นเสมือนเจ้าพ่อหลักเมือง หรือเทวดาประจำเมืองสมุทรสงครามก็ว่าได้...สักการะขอพรเพื่อความเป็นศิริมงคลก่อนเริ่มต้นตะลุยเที่ยวแบบนันสตอปได้เลยครับ

 

จากวัดสู่วัดครับ...ที่นี่วัดสวยๆมากมายเหลือเกิน  แต่ละแห่งก็ล้วนมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น จากรถตู้เราเดินทางต่อด้วยรถสองแถวท้องถิ่นครับ ได้บรรยากาศการชมเมืองที่น่ารักไปอีกแบบ

วัดจุฬามณี...  เป็นวัดโบราณริมฝั่งคลองอัมพวา สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง สันนิษฐานว่า ท้าวแก้วผลึก (น้อย) นายตลาดบางช้าง ต้นราชนิกุลบางช้าง เป็นผู้สร้างขึ้นบริเวณหลังวัดเดิมเป็นนิวาสถานของพระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ รายละเอียดที่น่าสนใจ สามารถอ่านได้จาก เวปนี้ครับ  http://www.maeklongtoday.com

ออกเดินทางลัดเลาะ ชมวิถีชีวิตริมฝั่งน้ำ ข้ามสะพาน(จำไม่ได้) แต่มีเสียงให้ผมรีบกดชัตเตอร์เรือที่กำลังล่องลำน้ำแม่กลอง ให้ทัน "มือไวเท่าความคิด" รีบกดชัตเตอร์ลั่นได้อย่างเหมาะเจาะ ภาพออกมาเป็นที่น่าพอใจ...(ภาพด้านบน)

เดินทางไปต่อยัง อาสนวิหาร พระแม่บังเกิด เป็นโบสถ์คริสต์ที่เก่าแก่ อายุ 100 กว่าปี ที่ อ.บางคนที ไปในช่วงเย็นเกินไป เราไม่สามารถเข้าชมได้ แต่ก็ได้รูปถ่ายที่น่าประทับใจแสงสวยครับ

แวะอีกวัดที่น่าประทับใจ คือวัดอัมพวันเจติยาราม ที่นี่ไกด์ของเราบอกว่าจุดเด่นอยู่ที่ ภายในพระอุโบสถ ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เขียนขึ้นตามแบบศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเรื่องราวเกี่ยวกับบทพระราชนิพนธ์เรื่องสังข์ทอง ไกรทอง อิเหนาและคาวี ภาพจิตรกรรมบริเวณผนังระหว่างช่องประตูด้านล่าง ซึ่งเป็นภาพการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค เป็นส่วนที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงลงฝีพระหัตถ์พระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หน้าทหารกลอง และต้นไม้ข้างป้อมริมกำแพง และที่ไหนๆหากมีภาพฝาผนังให้ค้นหา "ภาพอีโรติก" ปรากฏว่า เราต่างก็มุ่งมั่นค้นหาภาพอีโรติก แต่เพียงอย่างเดียว (ฮา)

รถของเราปุเลงๆผ่านเรือกสวนไร่นา ...อยากจะไปยืนถ่ายรูปใจจะขาด แต่เกรงใจเพื่อนพ้องในรถครับ แต่ก็พอได้รูปสองข้างทางบ้างให้หายช้ำใจ...

ถึงค่ายบางกุ้ง ที่นี่มีเรื่องเล่าน่าสนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของไทย เป็นค่ายทหารเรือไทยที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายที่ค่ายบางกุ้ง เรียกว่า "ค่ายบางกุ้ง" โดยสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งให้อยู่กลางค่าย เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นที่เคารพบูชาของทหาร ภายหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 ค่ายบางกุ้งก็ร้างไปจนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีจึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ชาวจีนจากระยอง ชลบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรีรวบรวมผู้คนมาตั้งกองทหารรักษาค่าย จึงมีชื่อเรียกอีกหนึ่งว่า "ค่ายจีนบางกุ้ง" ในปี พ.ศ. 2311 พระเจ้ากรุงอังวะทรงยกทัพผ่านกาญจนบุรีมาล้อมค่ายจีนบางกุ้ง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระมหามนตรี (บุญมา) เป็นแม่ทัพยกไปช่วยเหลือทหารจีนขับไล่กองทัพพม่าทำให้ข้าศึกแตกพ่าย หลังจากนั้นค่ายบางกุ้งแห่งนี้ก็ถูกปล่อยให้รกร้างเกือบ 200 ปี จนมาถึง พ.ศ.2510 กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ตั้งเป็นค่ายลูกเสือขึ้น (ปัจจุบันได้ยกเลิกไปแล้ว) และได้สร้างศาลพระเจ้าตากสินไว้เป็นอนุสรณ์

 

ที่นี่มีวัดบางกุ้งที่เรามองเข้าไปเห็นผู้คนมากมาย แต่ไม่ใช่ กลับเป็นรูปปั้นขนาดเท่าคนยืนเรียงราย วาดลวดลายแม่ไม่มวยไทย ตระการตา มองไปอีกฝั่งก็เห็นโบสถ์ปรกโพธิ์เป็นอุโบสถหลังเดิมที่สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จะถูกปกคลุมด้วยรากไม้ใหญ่ทั้งโพธิ์ ไทร ไกร และกร่าง มองจากภายนอกคิดว่าเป็นกลุ่มต้นไม้ใหญ่ มากกว่ามีโบสถ์อยู่ข้างใน รากไม้เหล่านี้ช่วยให้โบสถ์คงรูปอยู่ได้ ทั้งยังให้ความขรึมขลังอีกด้วย ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐาน ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อโบสถ์น้อย (หลวงพ่อนิลมณี) และเรียกโบสถ์ว่า "โบสถ์ปรกโพธิ์" และมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง สมัยปลายกรุงศรีอยุธยาเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ

 

ภาพที่ผมถ่ายได้ตรงนี้จึงดูขรึมและขลังตามสภาพพื้นที่

เย็นย่ำแล้ว ผมต้องรีบเดินทางไปถึง "บ้านกลางสวน" โดยเร็ว เป็นอันว่า การเที่ยวของเราวันนี้ ต้องหยุดไว้ก่อน ตั้งหน้าตั้งตาชมบ้านกลางสวนที่เป็นสถานที่พูดคุยของเรา ว่ากันว่าที่นี่สวยงามนัก...

ประหลาดใจที่ ผมพบกับ พี่ธเนศ  ที่เป็นผู้ประสานงาน สกว.(สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) เมืองสมุทรสาคร นั่งรอที่ริมน้ำ รอต้อนรับพวกเราอยู่ ทราบภายหลังว่า ที่นี่เป็นธุรกิจของครอบครัวของพี่ธเนศเอง ดัดแปลงมาเป็นรีสอร์ตและมีสถานที่จัดประชุมกลางสวน ริมน้ำ บรรยากาศดีมาก

มีการจัดให้นอนพัก ห้องละ ๓ คน แต่ผมได้รับสิทธิพิเศษจากพี่ให้นอนบนบ้านทรงไทยหลังเล็กๆ มีชานยื่นออกมาเล็กน้อยแทรกต้นไม้ออกมา กลิ่นดอกไม้ไทยหอมอบอวล ...(บรรยากาศดี แต่แอบกลัวผีเล็กน้อย) พอตกกลางคืน หิ่งห้อยน้อย บินมาไม่มากนัก แต่รู้สึกดีที่ได้สัมผัสธรรมชาติแบบใกล้ชิดอีกครั้ง

เย็นนี้อาหารเย็นอร่อยมาก ผมกินอย่างไม่คิดชีวิต ...อิ่มมาก เติมด้วยน้ำมะพร้าวจากลูกแบบเย็นฉ่ำ อร่อยลิ้นจากเนื้อมะพร้าวอ่อน โอ้ย...ผมจะแย่เอา 

คืนนี้ผมหลับอย่างมีความสุขท่ามกลางธรรมชาติ และเช้าก็ถูกปลุกด้วยเสียงนกจู่จี๋บนหัวนอน หรือว่ามันคงนินทาผมว่า "นอกจากจะกินเยอะแล้ว ยังนอนตื่นสายอีก" ผมจึงรีบลุกทำธุระส่วนตัว คว้ากล้องคู่ใจ เดินชมสวนยามเช้า

กรุ่นกาแฟหอม ในบรรยากาศสวนสวยยามเช้า ดอกบัวแย้มกลีบ เด็กบนดอยแบบผมกลัวน้ำบ้างแต่ก็กระโจนใส่เรือทันที เมื่อใครคนหนึ่งเชื้อเชิญ พายหมุนวนกว่าจะได้ที่..เฮ้อ  เล่นเอาเวียนหัว แต่ยังไงขอสักที่ระลึกสักภาพนะครับ...

Makrong1

วันนี้ภาคบ่ายก่อนกลับ กรุงเทพฯ จะมีกิจกรรมล่องเรือชมวิถีชีวิต หลังจากที่ภาคเช้ามี work shop ที่ห้องประชุม ผมคิดว่าเรื่องราวดีๆที่นี่มีอีกเยอะ ...

ติดตามต่อไปนะครับ

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก : http://www.maeklongtoday.com

 


 

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
๒๖ ก.ค.๕๑
อัมพวา,สมุทรสงคราม