มีคำถามจากเอก จตุพร เมื่อครั้งมาเยี่ยมผมเมื่อตอนต้นสัปดาห์ ซึ่งทำให้ผมทึ่งมากครับ ทึ่งที่เอกมองผมออกเกลี้ยงเลย คำถามที่ว่าคือ เวลาทำงานผมร่วมกับคณบดีของผม ดุเดือดมากไหม (ถามแนวนี้แหละครับ แต่ผมลืมคำพูดไปแล้ว) ฮิฮิ คือจากคำถามนะผม เดาคำตอบที่มีในใจคนถามได้ว่า ผมคงดุเดือดมาก ขนาดเลือดสาดแน่เลย ฮาฮา

ก็ถามมาตรงๆ อย่างนี้ ผมก็ตอบตรงๆ ครับว่า ครับ ดุเดือดครับ ทุกครั้งที่มีโอกาสดุเดือนเลือดพร่านก็จะเลือดพร่านจริงๆ

ผมเคยเล่าให้น้องๆ หลายคน (ล่าสุดก็ อาจารย์เสียงเล็กๆ ที่มานั่งคุยที่บ้าน) ที่มาทำงานที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ว่า ผมเป็นผมอย่างนี้แหละ ผมเลยเป็นอยู่อย่างนี้ตลอด (ตกลงมันจะดีขึ้นหรือเปล่าเนี๊ยะ) ผมมาทำงานที่นี้ในบริบทและคำตอบที่ชัดเจนว่ามาทำอะไร? ผมจึงไม่เปลี่ยนใจไปที่อื่น และถ้าผมคิดว่าถูก ผมจึงจำเป็นต้องพูดต้องบอกและค้าน ส่วนคนฟังจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ก็คงต้องแลกเปลี่ยนความเห็นกันก่อน จบการแลกเปลี่ยนก็เป็นเรื่องของคนที่มีอำนาจตัดสินใจ ละครับ สมัยก่อนผมไม่มีอำนาจตัดสินใจ ผมก็มีหน้าที่แค่บอก แค่พูด แล้วก็เถียงไปบ้าง

พอผมมานั่งหัวโต๊ะบ้าง ผมก็บอกได้เลยว่า ผมก็ชอบให้คนเถียงผม ค้านความเห็นผม และเสนอความเห็นที่ดีกว่าผม ถ้าทำให้ผมเห็นด้วย ผมก็ยอมครับ แต่ถ้าความเห็นนั้นไม่ดีกว่าผม คนพูดก็ต้องยอมตามผม นั่นแหละครับ การทำงานของผม

แล้วกับคณบดีนะจะรอดหรือครับ อะไรที่ผมไม่เห็นด้วย ผมก็บอกท่านตรงๆ ครับ และส่วนใหญ่การสนทนาระหว่างผมก็เริ่มง่ายครับ แค่หลังจากให้สลามทักทายท่านแล้วผมก็บอกท่านไปเลยว่า ผมไม่ค่อยสบายจะกับเรื่องนี้เรื่องนั้น หรือถ้าหนักหน่อย ผมก็จะพูดว่า ผมไม่เห็นด้วยเลยกับ...

และก็มีหลายครั้งที่เราปิดห้องคุยกัน (ถ้าบอกว่า เถียง คงไม่เหมาะเพราะผมด้อยอาวุโสกว่า ฮิฮิ) ครั้งหลังสุดจำได้ว่า คุยกันตั้งแต่สิบโมงเช้าไปจบเอาตอนบ่ายสองโมงครับ ตลอดเวลาที่คุยกันมีโทรศัพท์มาหาท่านคณบดีประมาณสักยี่สิบสายครับ แต่ทุกสายท่านคณบดีของผมกดวางทั้งหมด ก็ประเด็นมันเครียดครับ

ผมเคยคุยกับหลายคนว่า ผมไม่ค่อยชอบทำงานร่วมกับคนจบทางด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ครับ แต่ชีวิตจริงผมเป็นรองคณบดี ในขณะที่สูงกว่าผมคือ ท่านคณบดีจบทางด้านรัฐศาสตร์ครับ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการก็ด้านรัฐศาสตร์ครับ ฮาฮาฮา ถามว่าทำไม คำตอบผมง่ายๆ ครับ คือ นักรัฐศาสตร์ไม่ชอบการแตกหัก ยิ่งถ้าเป็นนักการเมืองด้วยแล้ว ยากที่จะได้ข้อสรุปที่ชัดๆ แล้วเอาไปทำได้จริงจากกรณีของความขัดแย้งหรือความหลากหลายทางเลือก (ใครค้านความคิดผมอันนี้ก็ได้นะครับ แต่สำหรับนะคิดอย่างนี้จริงๆ) ส่วนนักกฏหมายที่เจอก็มักจะใช้กฏเกณฑ์เป็นหลัก บางคนก็ทำอะไรลำบากเพราะกลัวผิดกฏ บางกลุ่มก็ใช้กฏแต่พยายามหาทางเลี่ยงจากกฏ (แหะแหะ มองในแง่ร้ายไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ครับ) ดีอย่างหนึ่งครับว่า ท่านคณบดีของผมท่านเรียนวิชาทางด้านศึกษาศาสตร์มาก็เยอะครับ ฮาฮาฮา (ปิดท้ายการนินทาเจ้านายได้สวยมัยครับ)

บอกตรงๆ ครับ อยู่มหาวิทยาลัยนี้มาเจ็ดแปดปีแล้ว รับงานวิชาการคณะมาสี่ปีแล้ว ไม่เคยได้เถียงกับรองอธิการฝ่ายวิชาการเลยครับ ฮิฮิ ล่าสุดก่อนเปิดเทอม ตั้งใจจะไปค้านความเห็นท่านครับ แล้วจังหวะก็มาถึง ได้คุยกับท่านในมัสยิดหลังละหมาดตอนเที่ยง แค่อ้าปากครับ (ยังไม่ทันพูดเลย) ท่านรองก็อธิบายมาเสียก่อน แล้วผมก็รู้สึกว่า ยอมรับ ก็เลยได้แค่ตอบว่า งั้นก็โอเคครับ จบการประชุม (ฮิฮิ กลายเป็นความฝันที่สูงสงไปแล้วมั่งครับว่า น่าจะมีสักวันที่น่าจะเสนออะไรแปลกๆ ไม่เห็นด้วยกับท่านแล้วท่านยอมรับบ้าง ฮิฮิ) ออ. ตอนผมนอนโรงพยาบาล ท่านไปเยี่ยมผม ก็เลยคุยกันเรื่องการเมืองทั้งระดับประเทศและท้องถิ่น แล้วเข้าประเด็น นายกอบจ.สตูล ผมคุยกับท่านไปเรื่องหนึ่งซึ่งผมคิดว่าผมน่าจะมีเหตุผลดีกว่าท่าน ปรากฏว่า ท่านพูดได้สักสองสามประโยค ทั้งผมและพ่อได้แต่พยักหน้า แล้วก็ตอบว่า ออ.จริงด้วยครับ ฮิฮิ

ส่วนกับท่านคณบดี ไม่ต้องเป็นห่วงครับ มีที่ชนะบ้างแพ้บ้าง ธรรมดาๆ ครับ สไตล์การทำงานต่างกันครับ ท่านมักจะบอกว่า ถ้าเรื่องชนต้องให้ผม อีกงานหนึ่งที่ท่านจะให้ผมทำคือ การใช้จิตวิทยาเพื่อเอาชนะคน แต่ถ้าต้องการให้มีการประณีประนอมละก้อ ท่านจะให้ผมเงียบ เพราะท่านถนัดกว่า ฮิฮิ

ในองค์กร ผมว่าการเถียงการคิดแย้งกันเป็นเรื่องจำเป็นครับ เพราะมันจะได้เห็นความหลากหลายของแนวคิดและทางเลือก ถ้าขืนหัวหน้าเสนอมา แล้วทีมงานจะต้องเออออตามหมด มีแต่แย่กับแย่ครับ แต่ที่สำคัญที่ผมและคนทำงานร่วมกับผม แม้กระทั่งคณบดีรับรู้ร่วมกันคือ เราเถียงกันได้ แต่เราไม่ทะเลาะกัน เราไม่โกรธกัน เพราะเรารู้ว่า เราบริสุทธิ์ใจ และเรามีเป้าหมายการทำงานเดียวกัน

กับน้องๆ เจ้าหน้าที่ หรือแม้กระทั่งอาจารย์ทุกท่าน ผมก็มักจะพูดบ่อยครับว่า เถียงผมได้ แย้งผมได้ ต่อว่าผมได้ ถึงผมจะโกรธจนหน้าแดงบ้าง แต่ผมโกรธไม่เกิน 2 นาทีครับ ฮาฮา หลังจากนั้นระเบิดแน่