วันนี้ได้เข้าเขียนบันทึกเพื่อรายงานตัวแล้วนะ ความจริงก็วางแผนไว้ว่าจะทำการบันทึกบ่อยๆ แต่ด้วยภารกิจที่ ทั้งกำลังเรียนต้องทำรายงานส่งอาจารย์ ให้เสร็จทันตามกำหนดพร้อมนำเสนอรายงานต่อหน้าอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นเรียน และทำงานประจำที่เบื้องบนเร่งให้ส่งรายงาน และรอรายงานจากเบื้องล่างในระดับอำเภอและตำบล เพื่อนำมารวบรวมส่งกรมฯ ก็พอสมควร วันนี้มีบันทึกมาฝากค่ะ เขาเล่าว่า
หอยเชอรี่และปูนาระบาดหลังการปักดำ และจากการไปติดตามอำเภอนำร่องของจังหวัดในการทำระบบส่งเสริมใหม่ ก็ได้รับทราบประสบการณ์ของเกษตรกรในการประกอบอาชีพที่บอกว่าปัญหาที่พบกับต้นข้าวหลังการปักดำมากที่สุดในตอนนี้คือ ปัญหาหอยเชอรี่กัดกินต้นข้าวที่พึ่งปักดำใหม่ๆ และปัญหาปูนาที่กัดทำลายต้นข้าว เขาบอกว่า เคยทดลองใช้รำและปลายข้าวโดยนำไปหว่านในนาเพื่อให้หอยที่มากินเกิดการระคายเคืองทานอาหารไม่ได้ตายไปเลย แต่วิธีนี้เขาบอกว่าลงทุนสูง วัตถุดิบหายากมีราคาแพงไม่คุ้ม จะใช้ยาฆ่าหอย ก็ทำลายสัตว์น้ำชนิดอื่นๆด้วย อันตรายต่อสิ่งมีชีวิต
จึงได้คิดทดลองมองหาวัตถุดิบในหมู่บ้าน ประกอบกับไปได้ยินคนต่างหมู่บ้านพูดกันจึงอยากจะทดลองมองไปเห็นพืชมียางชนิดหนึ่งที่คนกินแล้วเกิดอาการระคายเคืองที่ปาก และคันตามตัวเมื่อโดนยางของพืชชนิดนี้ จึงได้ทดลองทำในนาของตนเอง คุมระดับน้ำในนาไม่ให้มากจนเกินไประดับนำสูงไม่เกิน 15 เซนติดเมตร หรือถ้าท่วมหลังเท้าก็จะดี โดยทำหลังจากปักดำนาเสร็จใหม่ๆ นำมาสับเป็นท่อนๆ แล้วทุบให้แตก ยางไหลออกมา ก่อนสับหรือทุบ ให้สวมถุงมือด้วยเดี๋ยวคัน ไม่รู้ด้วย นำไปหว่านในแปลงนาที่ปักดำเสร็จใหม่ๆ สังเกตดูหอยที่เคยมีและปูนาที่รอท่ากัดกินต้นข้าวหนีหายไปหมดเลย
ในวันร่งขึ้น มาเดินสำรวจดูหนีหายไปหมดแล้ว ท่านผู้อ่านเชื่อหรือไม่ เป็นประสบการณ์ของเกษตรกรที่ทำนาจริงๆ ไม่เหมือนพวกนักวิชาการที่ทำนาบนเอกสาร และพืชที่มียางทำให้คันตามปากและเกิดการระคายเคือง คือ ต้นบอนนั่นเอง ไม่ใช่บอนประดับหรือบอนไซนะ ลองนำไปแนะนำเกษตรกรท่านอืนๆดู ท่านบอกว่าอยากจะสงวนลิขสิทธิ์แต่ไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า
ท่านไม่อยากบอกเลย อันนี้เจ้าหน้าที่ตำบลยืนยันผลการทดลองมา ถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านได้ไหมคะ ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น
หวัดดีครับ
จะนำไปทดลองดูครับ
ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะท่านอาจารย์ทนัน สำหรับคำอวยพร
หอยเชอรี่หรือ หอยโข่งอเมริกาใต้ หรือหอยเป๋าฮื้อน้ำจืด เป็นสัตว์นำเข้าจากอเมริกาใต้ โดยคนที่ไม่รู้เท่าทัน นำไปปล่อยในแหล่งน้ำ จะกัดกินผักที่เราปลูกในน้ำเช่น ผักกระเฉด ผักบุ้ง รวมทั้งข้าวด้วย ชื่อวิทยาศาสตร์ Pomacea canaliculata สามารถแบ่งหอยเชอรี่ได้ 2 พวก คือ พวกที่มีเปลือกสีเหลืองปนน้ำตาล เนื้อและหนวดสีเหลือง และพวกมีเปลือกสีเขียวเข้มปนดำ และมีสีดำจาง ๆ พาดตามความยาว เนื้อและหนวดสีน้ำตาลอ่อน หอยเชอรี่เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ลูกหอยอายุเพียง 2 – 3 เดือน จะจับคู่ผสมพันธุ์ได้ตลอดเวลา หลังจากผสมพันธุ์ได้ 1 – 2 วัน ตัวเมียจะวางไข่ในเวลากลางคืน โดยคลานไปวางไข่ตามที่แห้งเหนือน้ำ เช่น ตามกิ่งไม้ ต้นหญ้าริมน้ำ โคนต้นไม้ริมน้ำ ข้าง ๆ คันนา และตามต้นข้าวในนา ไข่มีสีชมพูเกาะติดกันเป็นกลุ่มยาว 2 – 3 นิ้ว แต่ละกลุ่มประกอบด้วยไข่เป็นฟองเล็ก ๆ เรียงตัวเป็นระเบียบสวยงาม ประมาณ 388 – 3,000 ฟอง ไข่จะฟักออกเป็นตัวหอยภายใน 7 – 12 วัน หลังวางไข่ ไข่น่าจะมีพิษเพราะไม่มีสัตว์ชนิดใดเลยที่จะมากินไข่ของหอยเชอรี่
ในอดีตที่ผ่านมาบ้านเรามีแต่หอยโข่ง ซึ่งมีไข่สีขาวไม่ทำอันตรายต่อพืชที่เราปลูก ตอนนี้ได้ยินแต่เสียงบ่นหอยเชอรี่ระบาดไปทั่วประเทศ มีท่านผู้รู้หลายท่านก็คิดวิธีการที่จะทำลาย แม้ว่าตามตลาดจะมีผู้นำหอยไปขาย เพื่อให้คนนำไปประกอบอาหารก็ยังไม่หมดสักที่ โดยเฉพาะแถวภาคอีสาน นำไปใส่ส้มตำมั่ว ทำลาบหอย อร่อยอย่าบอกใคร
ขณะนี้หอยโข่งบ้านเราไม่ค่อยเจอแล้ว อาจจะโดนสารเคมีหรือว่าโดนหอยเชอรี่ผสมพันธุ์กลายเป็นหอยลูกครึ่งก็ไม่รู้นะคะ
อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ต่อได้ค่ะ จะได้บอกว่า ลาทีน้อง(หอย)เชอรี่
ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ที่ได้เข้าแลกเปลี่ยน
ขอบคุณท่านราญส่งเสริมค่ะ ว่าจะไปกระโดดตึกในปริศนาธรรมของท่าน ยังมองไม่เห็นภาพในช่องว่างเลย เดี๋ยวจะเข้าไปดูใหม่เผื่อได้อะไรดีๆในบล๊อกของท่าน
คำว่าเบื้องบนก็มีความหมายได้หลายทาง อาจเป็นส่วนกลางก็ได้เป็นธรรมดาค่ะ ทำตามบทบาทหน้าที่อยู่ส่วนกลางรับผิดชอบทุกจังหวัดทั่วประเทศ อยู่จังหวัรับผิดชอบ อำเภอ อยู่อำเภอรับผิดชอบตำบล จริงไหมคะ
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมค่ะ แล้วพบกันนะคะ