อัจฉริยะวิทยาศาสตร์พัฒนากันอย่างไร? มติชน 6 กค 52


นักเรียนเป็นคนพิเศษที่สามารถพัฒนาให้พิเศษกว่านี้ได้และเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมลงไป

วันที่ 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11075


อัจฉริยะวิทยาศาสตร์พัฒนากันอย่างไร?


โดย สินีนาฎ ทาบึงกาฬ



อัจฉริยะทางวิทยาศาสตร์พัฒนากันอย่างไร เรื่องนี้ยังเป็นหัวข้อสนใจกันอยู่สำหรับผู้ปกครอง ครู และบุคลากรทางการศึกษา ในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเยาวชนครั้งที่ 3 ซึ่งจัดโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และองค์กรพันธมิตร ที่ศูนย์นิทรรศการและไบเทค บางนา เมื่อไม่นานมานี้มีการเสวนาในเรื่องนี้

ผู้ร่วมเสวนา หัวข้อ "อัจฉริยะทางวิทยาศาสตร์พัฒนากันอย่างไร" เป็นผู้ที่ดำเนินงานโดยตรงเกี่ยวกับการสร้างเยาวชนที่มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย รศ.ดร.อุดมศิลป์ ปิ่นสุข ผู้แทนโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน หรือโครงการ

JSTP ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อ.พจนีย์ เจนพนัส ผู้แทนโครงการห้องเรียนวิทยาศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ อ.สถาพร วรรณธนวิจารณ์ ผู้แทนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ (โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์)

รศ.ดร.อุดมศิลป์ ผู้แทนโครงการ JSTP กล่าวว่า อยากให้คุณครูปรับทัศนคติของอาชีพนักวิทยาศาสตร์ เพราะนักวิทยาศาสตร์เดี๋ยวนี้ได้รับค่าตอบแทนสูงพอที่จะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ไม่แตกต่างจากอาชีพแพทย์หรือมีรายได้มากกว่าแพทย์เลยทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อได้ทำงานวิจัยแล้ว ความเป็นอัจฉริยะเพิ่มต้นทุนชีวิต หลังจากนั้นเราต้องสร้างวินัย คุณธรรม จริยธรรม และความสามารถในการแข่งขันให้เกิดมูลค่าเพิ่มต่อสังคมและประเทศชาติ โดยคิดว่าการที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น อาศัยความเป็นอัจฉริยะซึ่งเป็นต้นทุน 40% ความรู้ ทักษะซึ่งฝึกหัดได้ 30% และทัศนคติซึ่งฝึกได้อีก 30% สำหรับการส่งเสริมนักเรียนอัจฉริยะหรือผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ของ สวทช.นั้น สวทช.ได้จัดทำโครงการค่ายวิทยาศาสตร์ถาวร เริ่มสร้างปี 2548 ครม.อนุมัติโครงการให้ดำเนินงานปี 2541-2552 ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ หรือบ้านวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมและพัฒนาเด็กที่มีศักยภาพสูงทางวิทยาศาสตร์ 3 กลุ่ม ได้แก่ เด็กที่มีความสนใจทางวิทยาศาสตร์ เด็กที่มีความสามารถพิเศษ และเด็กที่มีแววอัจฉริยภาพ เพื่อกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจและมีเป้าหมายในชีวิต ในส่วนของโครงการ JSTP นั้นเป็นการจัดกิจกรรมนอกห้องเรียนในช่วงปิดภาคเรียน หรือช่วงเวลา

ที่จัดกิจกรรมพิเศษ เช่น ค่าย การอบรม เป็นการเสริมอาวุธให้เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จได้ในที่สุด นอกจากนั้นเรื่องอารมณ์ การเข้าสังคม ก็จะมีการติดตามผลตลอด นักเรียนในโครงการแต่ละปีรับประมาณ 20,000 คน เด็กพิเศษประมาณ 1,000 คนหรือน้อยกว่า เด็กอัจฉริยภาพปีละประมาณ 100 คน ซึ่งไม่ค่อยจะใช้คำว่าอัจฉริยภาพกับพวกเขา แต่จะบอกว่านักเรียนเป็นคนพิเศษที่สามารถพัฒนาให้พิเศษกว่านี้ได้และเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมลงไป

"ตอนนี้โครงการ JSTP ดำเนินมาประมาณ 10 ปีแล้ว นักเรียนในโครงการบางคนกลับมาทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและเป็นนักวิจัยที่ สวทช. โครงการไม่มีข้อบังคับในการใช้ทุนใดๆ ทั้งสิ้น" รศ.ดร.อุดมศิลป์กล่าว

ด้าน อ.พจนีย์ ผู้แทนโครงการห้องเรียนวิทยาศาสตร์ สพฐ. กล่าวว่า ผู้ปกครองโทรศัพท์มาถามกันมากว่านักเรียนที่จบจากห้องเรียนวิทยาศาสตร์ไปแล้วจะต้องเรียนต่อระดับอุดมศึกษาที่คณะวิทยาศาสตร์หรือเปล่า จึงได้ตอบไปว่าไม่มีการบังคับให้เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ นักเรียนที่จบจากห้องเรียนพิเศษสามารถเลือกเรียนต่อคณะใดก็ได้ เราต้องการสร้างนักเรียนที่เป็นนักคิด นักวิจัย ไม่ว่าในอนาคตจะเรียนต่อสายอาชีพใดก็ตาม โครงการห้องเรียนวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นโครงการในความร่วมมือระหว่าง สพฐ. และ สสวท. รูปแบบการจัดห้องเรียนวิทยาศาสตร์ประกอบด้วยการใช้หลักสูตรการเรียนการสอนพิเศษตามแนวทางของ สสวท. นักเรียนได้รับการพัฒนาและส่งเสริมกิจกรรมทางวิชาการเพิ่มพิเศษ เช่น การเข้าค่ายวิทยาศาสตร์ ศึกษาดูงาน/ทัศนศึกษา ได้ฝึกงานกับนักวิจัยในมหาวิทยาลัย หรือในหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน และได้รับการส่งเสริมการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมทั้งได้รับการส่งเสริม สนับสนุนให้ไปนำเสนอผลงานทางวิชาการในระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศ

ปิดท้ายด้วย อ.สถาพร ผู้แทนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ (โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์) กล่าวว่า โรงเรียนวิทยาศาสตร์มีการพัฒนาครูให้จัดการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้เด็กได้พัฒนาทางวิทยาศาสตร์จริงๆ มีการจัดการเรียนการสอนโดยครูประมวลผลความรู้ของตัวเองแล้วพูดให้เด็กฟัง ได้ฝึกปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์เยอะๆ เชิญนักวิทยาศาสตร์มาบรรยาย พาไปดูงานสถาบันวิจัยต่างๆ ให้นักเรียนเห็นบรรยากาศจริง และเข้าไปฝึกงานตามสถาบันวิจัย จัดค่ายวิชาการ ให้นักเรียนทำมินิโปรเจ็คต์ และทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์มีผู้สมัครปีละประมาณสองหมื่นคน คัดไว้เพียงปีละ 240 คน นักเรียนที่เข้ามา ม.4 มีภาวะความเครียดค่อนข้างสูง เพราะมาจากความเป็นที่ 1 ของห้อง แล้วมาพบกับเพื่อนที่ 1 จากโรงเรียนอื่นๆ ถ้าเขาขาดทักษะทางสังคมจะรู้สึกกดดัน แต่ด้วยความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องก็จะช่วยให้สามารถปรับตัวได้ เพราะรุ่นพี่ช่วยแนะนำรุ่นน้อง และมีนักจิตวิทยาคุยกับเด็ก

"โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์เป็นโรงเรียนประจำ วันหยุดสามารถกลับบ้านได้ ครอบครัวค่อนข้างใส่ใจกับเด็กกลุ่มนี้เยอะ บางคนพ่ออยู่เชียงใหม่มาทุกสัปดาห์เพื่อติวหนังสือให้ลูก บางครอบครัวจัดบรรยากาศการเรียนรู้เหมือนห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ทางโรงเรียนมีการพูดคุยกับพ่อแม่ของนักเรียนเป็นประจำว่าควรจะพัฒนาลูกอย่างไร ให้ลูกเป็นอย่างที่เขาอยากเป็น เขาจะมีความสุขในการเรียนมากกว่าเรียนตามใจพ่อแม่ นักเรียนที่โรงเรียนถึงจะเก่งวิทยาศาสตร์ แต่ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ของแต่ละคนต่างกัน บางคนเรียนคณิตศาสตร์ได้เร็ว แต่บางวิชาตามไม่ทันเพื่อนก็มี ทางโรงเรียนแก้ปัญหานี้โดยจัดวิชาเพิ่มเติมให้เลือก แต่ส่วนที่เป็นพื้นฐานก็เรียนเหมือนๆ กัน

สิ่งที่ภูมิใจของโรงเรียนก็คือนักเรียนที่สอนทั้งหมดสามารถสร้างชิ้นงานที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติได้ในอนาคต" อาจารย์สถาพรกล่าว

เป็นข้อเสนอแนะและทางเลือกสำหรับเด็กที่มุ่งมั่นจะเป็นอัจฉริยะทางวิทยาศาสตร์ หากเด็กและเยาวชนสามารถไปสู่จุดหมายดังกล่าวได้ ก็จะช่วยพัฒนาและยกระดับประเทศชาติได้อีกมาก

หน้า 7

หมายเลขบันทึก: 192495เขียนเมื่อ 6 กรกฎาคม 2008 14:39 น. ()แก้ไขเมื่อ 20 มิถุนายน 2012 18:15 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (2)
  • ตามมาทักทายอาจารย์
  • ไม่ได้พบอาจารย์นานมากๆๆ
  • แต่พบพี่ชิวบ่อยๆๆ
  • เอาเด็กพิเศษมาฝากครับ
  • อิอิๆๆ
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี