กำลังนั่งเขียนรายงานครับ แต่ปรากฏว่า คิดอะไรไม่ออกเลย สงสัยจะด้วยอาการขี้เกียจที่ติดสันหลังมา ฮิฮิ สุดท้ายเลยขอกาแฟสักแก้วหนึ่ง อือ วันนี้เป็นแก้วที่สองแล้วครับ แก้วแรกเมื่อเช้า ภรรยายกมารับแขก แต่ปรากฏแขกไม่ทานกาแฟ ผมเลยรับอาสาจัดการเอง (ฮิฮิ ไม่ค่อยจะสมัครใจเลย) ปรากฏเมื่อรับมาก็ได้รับตักเตือนจากแขกที่มาเยี่ยมวันนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหนครับ พูดถึงท่านในบล็อกผมหลายรอบแล้ว (ฮิฮิ) คือ ผศ.ดร.อิบราเฮ็ม ณรงค์รักษาเขตนั่นเอง ท่านก็เตือนว่า ไม่ดีนะ ในระยะยาว ทานกาแฟมากๆ แบบนี้ แถมในช่วงกำลังพักฟื้นด้วย เสริมด้วย ดร.นิเลาะ แวอูเซ็งที่มาเยี่ยมพร้อมๆ กัน

พอมาคืนนี้เมื่อเป็นแก้วที่สอง ก็มีเสียงด้วยความเป็นห่วงจากภรรยาผู้น่ารักว่า ให้น้อยๆ หน่อยสิ กาแฟนะ ผมก็เลยได้ประเด็นมาเขียนบันทึกทันทีครับ เพราะผมตอบภรรยาผมไปว่า อือ ถ้าจะนับๆ ดู ผมน่าจะดื่มกาแฟมาตั้งแต่เด็กเลยนะ คนที่น่าจะทำให้ผมดื่มกาแฟมาตั้งแต่เด็กคือ โต๊ะ (ย่า) ครับ เลยเล่าภรรยาผมต่อว่า ผมเริ่มกาแฟได้อย่างไร

ผมจำได้ว่า วันไหนว่างๆ ย่าจะคั้วกาแฟที่หลังบ้านย่าครับ (บ้านย่ากับบ้านผมคนละหลังกันครับแต่ในอาณาเขตบริเวณเดียวกัน) กลิ่นกาแฟคั้วจะหอมมากครับ แต่ผมว่า สิ่งที่อร่อยและชวนให้ผมต้องเฝ้าอยู่ข้างกระทะคั้วกาแฟ คือ เอ๋ เรียกว่าอะไรครับ ก้นกระทะครับ เป็นคล้ายๆ ตังเม อร่อยดีครับกลมกล่อม

หลังจากนั้นตอนประถม (น่าจะปลายๆ แล้ว) กาแฟดำโบราณกับกล้วยทอดครับ จำได้ว่า ช่วงเย็น ช่วงเช้า เป็นช่วงประจำที่ผมจะไปที่บ้านย่าครับ เพื่อภารกิจจัดการส่งสองอย่างนั้นลงท้อง ฮาฮาฮา

จากเรื่องเล่าทั้งหมดผมเลยให้คำตอบกับภรรยาไปว่า ไม่ต้องห่วงหรอก คอกาแฟตามตั้งแต่เด็ก ดีแค่ไหนแล้วที่ตัวไม่ดำเหมือนกาแฟ ฮิฮิ

ถ้าพูดถึงกาแฟโบราณ ปัจจุบันนานๆ ครับจะได้ทานสักที ไม่ใช่เพราะหายากอะไรหรอกครับ แต่มันทานลำบาก ออ.มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มาอยู่มหาวิทยาลัยนี้ ได้รับขอฝากจาก อ.มาลิก แห่งเบตง ฝากกาแฟโบราณของเบตงมาฝาก ผมติดอกติดใจอยู่พักหนึ่งครับ รสชาติกลมกล่อม ชวนดื่ม แต่ทานไปนานๆ ก็กลับไปทานกาแฟสำเร็จรูปเหมือนเดิม

ออ. อีกหนึ่งกาแฟโบราณของฝากก็จากท่านคณบดีครับ กาแฟโบราณจากอเมริกา แหม่ ท่านช่างหาซื้อมาให้ลองชิมเสียจริง แต่ชิมแล้วไม่ประทับใจครับ รู้สึกว่ากากของมันจะเยอะกว่าตำรับของไทย แต่ต้องยอมรับบรรจุภัณฑ์ครับ ดูภายนอกแล้วเท่ ทันสมัย ฮิฮิ แต่ภายในโบราณตามคอนเซ็บต์

คุยกันเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ ขอไปเขียนรายงานต่อ