ผมค่อนข้างโชคดีที่ได้เป็นคณะทำงานเขียนหนังสือประวัติครูของคุรุสภา  เพราะคณะทำงานชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้อาวุโส(อายุ 70ปีขึ้นไป) และเคยมีบทบาทในการบริหารงานในกระทรวงศึกษาธิการมาก่อน  เช่น อาจารย์จรูญ  มิลินทร์  ประธานคณะทำงานฯ เมื่อเอ่ยชื่อท่านใครๆก็คงรู้จัก
        เมื่อวันก่อนท่านนำเสนอประวัติครูที่ท่านเขียนเองคือ ขุนวิจารณ์จรรยา(พ.ศ.2431-2513) แล้วท่านก็เล่าเรื่องราวในอดีตหลายเรื่อง  เด็กๆอย่างผม(อายุจะ 60 ปีแล้ว)ก็เลยอ้าปากค้าง  เหมือนได้ฟังผู้ใหญ่เล่านิทานเมื่อตอนเป็นเด็กจริงๆ 
        เกร็ดความรู้หลายเรื่องฟังแล้วก็อดนึกถึงชาวบล็อกเราไม่ได้  ก็เลยอยากเก็บมาเล่าต่อ  ถือเป็นการบันทึกข้อมูลเป็นประวัติศาสตร์ได้ไหมเนี่ย  เพราะหมดยุคคนรุ่นนี้แล้วจะมีคนจำได้ไหม?
        เรื่องแรกเป็นเรื่องการก่อตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูฝั่งตะวันตก(ต่อมาชื่อโรงเรียนฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา/วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา/สถาบันราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และ มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยาในปัจจุบัน)  อาจารย์จรูญเล่าว่า  เดิมทีเดียวเขาจะสร้างโรงเรียนฝึกหัดครูที่จังหวัดสระบุรี  ไปสำรวจสถานที่ก่อสร้างกันแล้ว  แต่พอจะสร้างจริงมีผู้คัดค้านว่า  อาจารย์ที่ไปสอน รวมทั้งอาจารย์ฝรั่งด้วย เดินทางไปลำบาก เพราะตอนนั้นทางรถไฟยังไปไม่ถึง  ในที่สุดก็เลยมาขอที่ดินของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยะวงศ์  ก่อสร้างโรงเรียนขึ้นที่นี่  ต่อมาก็ขยายโรงเรียนฝึกหัดครูไปก่อสร้างในมณฑลต่างๆทั่วประเทศ   ผมเป็นคนจังหวัดสระบุรี ก็เพิ่งทราบข้อมูลนี้ ไม่เช่นนั้นที่จังหวัดผมก็คงมีโรงเรียนฝึกหัดครูตั้งแต่ตอนนั้น
        อีกเรื่องหนึ่ง  ใน พ.ศ.2549 นโยบายของทางราชการมีความเห็นว่า  ประเทศสยามเป็นประเทศเพาะปลูก  ประชาชนส่วนใหญ่ทำมาหากินด้วยการกสิกรรม  กระทรวงธรรมการ(กระทรวงศึกษาธิการปัจจุบัน)จึงจัดการฝึกหัดครูประถมกสิกรรมขึ้นที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือน ขึ้นใน พ.ศ.2460 โดยรับนักเรียนจากมณฑลต่างๆ มณฑลละ 2 คน เข้ามาเรียน  เพื่อให้กลับไปจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูมูลกสิกรรม
ขึ้น  และจะได้มีครูกสิกรรมสอนนักเรียนชั้น ป.4-5 ในโรงเรียนประถมกสิกรรมที่จะตั้งขึ้นต่อไป  มณฑลต่างๆเมื่อรับนโยบายจากทางราชการแล้วก็จะไปเสาะหาสถานที่ดำเนินการต่อไป 
        
เรื่องนี้อาจารย์จรูญบอกว่า  น่าเสียดายที่นโยบายนี้ไม่ได้สืบสานกันต่อมาจนถึงปัจจุบัน  ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองเราคงเป็นประเทศที่พัฒนาด้านกสิกรรมได้ก้าวหน้ามากกว่านี้อีก