คนเป็นครูต้องหนักแน่น และมั่นคง ทั้งต่อความรู้สึกของตัวเอง และความรู้สึกของเด็กๆ

 

 

 

 

            อ๊ะ...อ๊ะ...อย่าเพิ่งคิดนะคะว่า ปลาร้า ที่กล่าวถึงคือเมนูจานโปรดที่ใครหลายๆคนนิยมรับประทานกัน (แต่ไม่ใช่ครูตุ๊กแกแน่  เห็นตัวดำๆแบบนี้มีความหลังฝังใจกับปลาร้าค่ะ)

            แต่ปลาร้าในที่นี้คือ ชื่อ นายปราเมฆ ลูกชายสุดแสบของครูตุ๊กแกเองค่ะ  เพื่อนๆในห้องไม่ค่อยชอบปราเมฆจึงรวมใจกันตั้งชื่อนี้ให้ตั้งแต่สมัย ป.1 แล้วค่ะ  เหตุที่เพื่อนๆในห้องไม่ค่อยชอบปลาร้าเพราะ ชอบเกเร และแกล้งเพื่อนๆเป็นประจำ (เรียกง่ายๆก็ อันธพาล ตัวน้อยประจำห้องนั่นแหละค่ะ)

            ถ้าดูเผินๆแล้ว ปลาร้า ก็คือเด็กผู้ชายเรียนดี น่ารัก มีนิสัยร่าเริง เหมือนเด็กธรรมดาทั่วไป  แต่ในความเป็นจริง ปลาร้าจะก่อคดีเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง วันละหลายๆคดี ให้ครูตุ๊กแกได้ปวดหัวทุกวัน และโดยนิสัยส่วนตัวแล้วครูตุ๊กแกจะไม่ชอบเด็กผู้หญิงช่างฟ้อง  แต่ลูกสาวครูตุ๊กแกปีนี้ฟ้องเก่งมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ.... ไม่ต้องเดาค่ะ ว่าเวลาปลาร้าไปก่อคดีที่ไหนไว้ จะรอดสายตาลูกสาวครูตุ๊กแกไปได้ไม่มีทางซะล่ะ ฟ้องกันประมาณว่าไม่รู้จะฟังใครถูก(โอ๊ย...ปวดหู)

            เมื่อต้องมีการพิพากษาคดีกันเกิดขึ้น จำเลยผู้ร่าเริงอย่างปลาร้าจะกลายเป็นผู้ร้ายปากแข็งและดูท่าทางเก็บกดทันที  จะไม่มีคำสารภาพใดๆออกจากปากจำเลยอย่างปลาร้า  ปลาร้าจะเอาแต่ก้มหน้านิ่ง นิ่งจริงๆ ในขณะที่เจ้าทุกข์พร้อมพยานร่วมแรงร่วมใจกันให้ปากคำแบบไม่รู้จะฟังใครก่อน (โอ๊ย...ปวดหูอีกแล้ว)

            ขนาดนักเรียนชาย ป.3 ที่ว่าเซียนในเรื่องการก่อคดี  ยังโดนปลาร้าตีหัวด้วยไม้บรรทัดเหล็กมาแล้ว (ดีนะที่หัวไม่แตกแค่เป็นแผลเล็กน้อย  ถ้าแตก..ไม่อยากคิด........) คดีนี้กว่าครูตุ๊กแกจะตัดสินคดีได้ต้องสืบพยานกันอยู่นานเลยค่ะ ก็จำเลยปากแข็งและมีการซัดทอดแพะด้วยค่ะ อิ..อิ..

            เชื่อไหมคะ  ไม่ว่าปลาร้าจะก่อคดีมากแค่ไหนแต่ครูตุ๊กแกไม่เคยทำโทษปลาร้าแบบแรงๆสักครั้งเลยนะคะ  เพราะจากการไปเยี่ยมบ้านของปลาร้าทำให้ทราบว่าปลาร้าไม่มีพ่อแม่(พ่อ แม่ ผมอยู่บนสวรรค์ครับ...เขาบอกกับครูตุ๊กแกอย่างนั้น) ปลาร้าอาศัยอยู่กับญาติๆ ตอนกลางคืนปลาร้าจะนอนกับพี่สาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ส่วนคนอื่นๆ จะไปนอนเฝ้าเป็ดอยู่ทุ่ง เช้าก็ตัวใครตัวมัน  (ดูแล้วค่อนข้างขาดความอบอุ่นพอสมควร) ครูตุ๊กแกไม่สงสัยเลยว่าทำไมปลาร้าถึงมีพฤติกรรมแบบที่เล่ามาข้างต้น

            และนี่คือสาเหตุที่คนเป็นครูที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อ แม่ คนที่สองของเด็กๆอย่างครูตุ๊กแก ตั้งใจที่จะชดเชยส่วนที่ขาด และแก้ไขส่วนที่ไม่ดีของปลาร้า  ครูตุ๊กแกเชื่อว่า ปลาร้ายังคงเป็นผ้าขาวที่สามารถแต่งแต้มสีสันให้สวยงามได้ ถึงแม้บางช่วงจะดูหม่นๆไปบ้าง  แต่ก็น่าจะสามารถซักให้กลับมาขาวได้ด้วยความรักและความเมตตาของคนเป็นครู ที่จะเป็นเครื่องหล่อหลอมจิตใจของปลาร้า (ถ้าทำได้..นั่นคือความภูมิใจที่สุดของการเป็นครู)

            แต่วันนี้  ครูตุ๊กแกได้ทำโทษปลาร้าอย่างรุนแรงที่สุด  เท่าที่ครูตุ๊กแกเคยทำมา  ไม่ได้ทำเพราะ

ความโมโหหรือขาดสตินะคะ  ครูตุ๊กแกมีสติดีทุกอย่าง เรื่องที่ปลาร้าทำอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ในความคิดของใครหลายๆคน  แต่กลับยิ่งใหญ่ในความตั้งใจของครูตุ๊กแก ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของคนเป็นครูประจำชั้นที่รักลูกศิษย์เหมือนลูกอย่างครูตุ๊กแกค่ะ

            ทุกๆวันจะมีเพื่อนมาฟ้องว่าปลาร้าแวะซื้อขนมที่ร้านค้าข้างๆโรงเรียนจนเงินหมดทุกวัน (นี่เป็นข้อห้ามของครูตุ๊กแกและครูทุกคนในโรงเรียน ไม่ให้ซื้อขนมตอนเช้าค่ะ เดี๋ยวเงินหมดไม่มีซื้อขนมตอนกลางวัน) ครุตุ๊กแกเคยถามปลาร้าว่าทำไมถึงซื้อขนมตอนเช้าจนเงินหมดทุกวัน (ปลาร้าจะได้เงินมาวันละ 8 10 บาท ตอนกลางวันทานอาหารฟรีที่โรงเรียน) คำตอบที่ได้ทำให้ครุตุ๊กแกอึ้งค่ะ

ผมไม่ได้กินข้าวเช้ามาครับไม่มีใครหุงให้กิน

แล้วพี่ล่ะ ทำไมไม่หุงให้กิน

พี่เขาไปหุงที่เล้าเป็ดครับ

แล้วไม่ได้กินมาทุกวันเลยไหม

ทุกวันครับ

แล้วเสาร์อาทิตย์ล่ะ

เสาร์อาทิตย์ผมก็ไปกินที่เล้าเป็ดครับ

            ครูตุ๊กแกสงสารปลาร้ามาก จึงไม่ทำโทษ(แต่ก็เป็นความบกพร่องของครูตุ๊กแกนะคะที่ฟังความข้างเดียว ยังไม่ได้สอบถามไปทางบ้าน แต่ดูท่าทางแล้วก็น่าจะเป็นจริงอย่างที่ปลาร้าบอก) และนั่นอาจเป็นสาเหตุให้ปลาร้าได้ใจหรือเปล่า จากที่เคยซื้อขนมทานแก้หิวบ่อยเข้าก็เริ่มกลายเป็นซื้อขนมแถมของเล่น และเป็นของเล่นสลับกับ ขนมแถมของเล่น

  จนวันนี้เงินที่ปลาร้าได้มากลายเป็นของเล่นทั้งหมด  ความตั้งใจของครูตุ๊กแกที่จะดูแลช่วยเหลือปลาร้ามันเหมือนสะดุดแล้วล้ม จุกไปถึงหัวใจเลยค่ะ  วินัยเชิงบวก(ที่เพิ่งไปเข้ารับการอบรมโรงเรียนผู้นำการเปลี่ยนแปลง) กลายเป็นวินัยเชิงลบไปในทันที ครูตุ๊กแกทำโทษปลาร้าเท่ากับจำนวนเงินที่ซื้อของเล่น ด้วยน้ำหนักที่มั่นคงทุกครั้ง (คงไม่ต้องบอกนะคะว่าทำโทษอย่างไร)

หลังจากทำโทษเสร็จ

ครูขา...ปลาร้าร้องไห้ค่ะ

แล้วคิดว่าครูไม่อยากร้องไห้บ้างหรือไง รู้ไหมทุกครั้งที่ครูทำโทษนักเรียนครูเองก็เสียใจนะปลาร้าเจ็บ แต่ครูเจ็บกว่า ครูรักปลาร้า แต่ปลาร้าทำแบบนี้แสดงว่าไม่รักครู ครูเสียใจนะ

แต่หนูว่าคุณครูร้องแล้วค่ะ ก็เสียงของคุณครูสั่นเหมือนเสียงแม่หนูเวลาร้องไห้เลยค่ะ

เท่านั้นแหละค่ะ  น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็มีอันทะลักออกมา  เด็กๆทั้งห้องเงียบไปในบัดดลเลยค่ะ

ครูตุ๊กแกเสียใจที่ทำโทษปลาร้าแบบนั้น  แต่ที่เสียใจที่สุด คือ เสียใจที่ความตั้งใจถูกทำร้ายค่ะ

คนเป็นครูต้องหนักแน่น และมั่นคง ทั้งต่อความรู้สึกของตัวเอง และความรู้สึกของเด็กๆ  แต่ครูตุ๊กแกกลับหนักแน่นไม่พอ  ครูตุ๊กแกยังเป็นครูที่ดีไม่ได้ใช่ไหมคะ

ครูตุ๊กแกอาจคาดหวังไว้สูง และเชื่อมั่นในตนเองมากเกินไปว่าจะสามารถแก้ไขพฤติกรรมและให้ความรักกับปลาร้าได้อย่างเพียงพอ  จนลืมเผื่อใจไว้สำหรับความผิดหวัง  พอไม่เป็นอย่างที่หวังจึงรู้สึกเจ็บ  แต่ครูตุ๊กแกยังไม่ท้อนะคะ  ครูตุ๊กแกจะลองอีกสักตั้งหนึ่งค่ะ 

เป็นกำลังใจให้ครุตุ๊กแกด้วยนะคะ

...สู้ต่อไป...ทาเคชิ....

 

 

 ปล.เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ เช้าของวันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม 2551