จากงานนี้ ก็ทึ่ง และ ปลื้มคะ พบเจ้าของบทกวี

      

        ใกล้ๆท้ายงานผ้าป่าหนังสือ  เราได้จัดเสวนาเล็กๆกับอาจารย์วิทยากร เชียงกูล 

 เจ้าของวรรคทอง   บทกวี ที่เป็นตำนานการขับเคลื่อนประวัติศาสตร์ของนักศึกษา ช่วง

14 ตุลา 2516

ที่ว่า

ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว

                             

     จัดเสวนาที่เด็กรักป่า  โดยมี อาจารย์วิทยากร  เชียงกูล

พร้อมด้วย สมาชิกชมรมศึกษาผลงานวิทยากร เชียงกูล  ได้แก่ หนูนิด

แผ่นดิน และสายลม บอกเล่าเรื่องราว บทกวีวรรคทอง มีผลต่อการเปลี่ยน

แปลงต่อยุคสมัย อย่างไร และเราเรียนรู้อะไร

 

โดยที่บทเต็ม มี 7 บท ดังนี้

       เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน


ดอกหาง นกยูงสีแดงฉาน
บานอยู่เต็มฟากสวรรค์
คนเดินผ่าน ไปมากัน
เขาด้นดั้น หาสิ่งใด

ปัญญา มีขาย ที่นี่หรือ
จะแย่งซื้อ ได้ที่ไหน
อย่างที่โก้ หรูหรา ราคาเท่าใด
จะให้พ่อ ขายนา มาแลกเอา

ฉันมาฉันเห็น ฉันแพ้
ยินแต่ เสียงด่า ว่าโง่เง่า
เพลงที่นี่ ไม่หวานเหมือนบ้านเรา
ใครไม่เข้า ถึงพอ เขาเยาะเย้ย

นี่จะให้ อะไร กันบ้างไหม
มหาวิทยาลัย ใหญ่โตเหวย
แม้นท่าน มิอาจให้ อะไรเลย
วานนิ่งเฉยอย่าบ่นอย่าโวยวาย

ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว

มืดจริงหนอ สถาบัน อันกว้างขวาง
ปล่อยฉัน อ้างว้าง ขับเคี่ยว
เดินหา ซื้อปัญญา จนหน้าเซียว
เทียวมา เทียวไป ไม่รู้วัน

ดอกหางนกยูง สีแดงฉาน
บานอยู่เต็ม ฟากสวรรค์
เกินพอ ให้เจ้าแบ่งปัน
จงเก็บกัน อย่าเดิน ผ่านเลยไป



บทกลอนนี้เขียนขึ้นเมื่อ 31 ปีที่แล้ว โดยนักศึกษาธรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ยูงทอง 27 มิถุนายน พ.ศ. 2511 พิมพ์ครั้งต่อมาในหนังสือรวมเรื่องสั้น และบทกวีชื่อฉันจึงมาหาความหมาย พ.ศ. 2514 ซึ่งเป็นหนังสือที่มีการพิมพ์ซ้ำอีก 12 ครั้งในช่วงปีพ.ศ. 2515-2542     

คัดลอกจาก http://www.osknetwork.com/modules.php?name=News&file=article&sid=187

 

             จากการฟังเสวนา ทำให้เข้าใจ คนแต่ละรุ่น ที่เข้าใจ   การตีความของ วรรค

ทองนี้ ในแง่มุมที่หลากหลาย และได้ฟังจากเจ้าของบทกวี ก็ดูจะให้เข้าใจ และตระหนัก

ในธรรมชาติ ภาวะนั้นๆ มากขึ้น

 

            คนหนุ่มสาว เมื่อ อ่านบทกวี ก็จะใช้เป็นแรงขับ หรือฉุกคิด หรือ สะท้อนภายใน

ใจ  นับว่าบทกวี มีอิทธิพลกับการเปลี่ยนแปลงภายใน มากจริงๆ

 

            คงเหมือนกับบทกวี ที่ไปทำเพลง ในยุคนี้ ที่จะมี วรรคทอง ในท่อน สองท่อน

และคนฟังจำ    ติดหู    ติดตา    ติดใจ แต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร ไม่ทราบได้

 

            อาวุธ แบบนี้ ถูกเลือก นำไปใช้ในแง่ไหน ก็ได้ หรือเลือกว่า เราจะไปรับใช้

อะไร  เช่น รับใช้ตัวเรา     รับใช้ในสิ่งที่ต้องการสื่อสาร     รับใช้ให้เกิดพลังฮึก

เหิม      พลังทางสังคม    หรือพลังทางเศรษฐกิจ 

    

          ประเด็นที่น่าสนใจ ที่ อาจารย์วิทยากร  เชียงกูล  พูดถึง  ว่า ความหมาย ของ

 

 "  ฉันเขลา "  ไม่ใช่แปลว่า โง่  แต่ หมายถึง  ความไม่รู้  (  ที่สามารถทำให้รู้ได้ )   

 

"    ฉันทึ่ง  "  หมายถึงว่า คนเรา ต้องมีการตั้งคำถาม  เรียนรู้ด้วยคำถาม สงสัย คิด

........................................................................

 

          โดยส่วนตัวคิดว่า   การตั้งคำถาม และหาคำตอบ ก็เป็นเรื่องที่น่าท้าทาย และไปให้ถึง แต่

ระหว่างทางไปให้ถึง  เราคงต้องไม่รบกับตัวเอง และคนรอบข้างจนเกินไปนัก ค่อยๆไป ด้วย

ความเข้าใจ ความอบอุ่น น่าจะรื่นรมย์กว่า

 

        อีกทั้งเป็นประเด็นทางการศึกษา ว่า การพัฒนาคน ก็มาจาก   ทึ่ง นี่แหละ

ฟังจากงานนี้ ก็ทึ่ง  และ ปลื้มคะ  พบเจ้าของบทกวี