พุทธพจน์ ที่ว่า ยาทิสํ  ลภเต  พีชํ  ตาติสํ  ลภเต  ผลํ  หว่านพืชเช่นไรย่อมได้ผลเช่นนั้น และ กลฺยาณการี กลฺยาณํ ทำดี(ได้)ดี ปาปการี จ ปาปกํ. ทำชั่ว(ได้)ชั่ว อีกทั้งสำนวนที่ว่า  คนดีผีคุ้ม คงจะเป็นสำนวนที่ดูล้าสมัย และทำให้เกิดคำถามสำหรับผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันว่า กรรม มีจริงหรือ? ทำดีได้ดี จริงหรือ? (ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป?)

ผู้เขียนจำได้ว่า รายการโทรทัศน์รายการหนึ่งซึ่งออกอากาศทางช่อง ๕ พิธีกรในรายการ  ได้เรียนถามคำถาม ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป? นี้กับ ท่านพระมหาสมปอง ตาลปุตโต   ซึ่งพระอาจารย์ พระมหาสมปอง ตาลปุตโต ท่านได้ วิสัชชนาไว้อย่างแยบคายว่า เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิด อยากให้เข้าใจซะใหม่ว่า

ทำดี-ดี  ทำชั่ว-ชั่ว           (ตัดคำว่าได้ออกไป)
การทำดี   คนที่ทำก็จะดี   (แต่อาจจะยังไม่ได้รับผลดี)
การทำชั่ว คนที่ทำก็จะชั่ว (แต่อาจจะยังไม่ได้รับผลชั่ว)


ผู้เขียนได้ฟังคำ วิสัชนาการ ของท่านพระมหาสมปอง ตาลปุตโต   ก็ทำให้นึกถึงโคลงโลกนิติที่มีเนื้อหาอ้างอิงพุทธพจน์ ซึ่ง เทียบเคียง ได้ดังนี้

ยาทิสํ  ลภเต  พีชํ  ตาติสํ  ลภเต  ผลํ  หว่านพืชเช่นไรย่อมได้ผลเช่นนั้น

โคลงโลกนิติ

ฟักเเฟงเเตงเต้าถั่ว        งายล
หว่านสิ่งใดให้ผล          สิ่งนั้น
ทำทานหว่านกุศล         ผลเพิ่ม พูนนา
ทำบาปบาปซั้นซั้น       ไล่เลี้ยวตามตน

กลฺยาณการี กลฺยาณํ  ทำดีได้ดี  ปาปการี  จ  ปาปกํ   ทำชั่วได้ชั่ว

โคลงโลกนิติ

ทำบุญบุญแต่งให้         เห็นผล
คือดั่งเงาตามตน          ติดแท้
ผู้ทำสิ่งอกุศล               กรรมติด ตามนา
ดุจจักรเกวียนเวียนแล้   ไล่ต้อนตีนโค


พุทธองค์ทรงเปรียบเทียบการทำกรรมดี และ กรรมชั่ว ว่าเหมือนกับ การปลูกพืช  เหตุว่าพืชบางชนิดออกดอกออกผลเร็ว แต่พืชบางชนิดก็ออกดอกออกผลช้า  กรรมก็เช่นเดียวกันกับพืช กรรมบางอย่างออกดอกออกผลเร็ว  คือออกดอกออกผลในชาตินี้ เรียกว่า ทิฎฐธรรมเวทนียกรรม กรรมบางชนิดออกดอกออกผลช้า คือออกดอกออกผลในชาติหน้า เรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมบางชนิดออกดอกออกผลในชาติต่อๆ ไป เรียกว่า อปราปริยเวทนียกรรม ดังนั้นการที่คนชั่วทำความชั่วแต่กลับยังอยู่ดีมีสุขดี ก็เพราะกรรมชั่วยังไม่ออกดอกออกผล ด้วยเพระกรรมดีที่เขาเคยทำไว้ยังเป็น อุปัตถัมภกกรรม คอยสนับสนุนอยู่ เมื่อใดก็ตามที่กรรมดีอ่อนกำลังลง กรรมชั่วก็จะออกดอกออกผลเป็น อุปฆาตกรรม ทำให้คนทำชั่วได้รับ ผลชั่วที่เขาได้ทำไว้ ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า ไม่ชาติหน้าก็ชาติต่อๆไป อย่างแน่นอน

การที่โคลงโลกนิติ ได้อุปมาอุปไมยถึงความดี ความชั่ว ว่า เสมือนดั่งเงาติดตามตัว และอุปมาอุปไมยว่า คนทำกรรมดี กรรมชั่ว เสมือนดั่งโค กรรมดีกรรมชั่ว เสมือนดั่งล้อเกวียนซึ่งเทียมโคเอาไว้ฉันใด เมื่อโคก้าวเท้าเดิน  กงจักรแห่งล้อเกวียนก็จะเริ่มหมุน และย่อมหมุนไล่ตามรอยเท้าโคที่ออกเดินฉันนั้น

สำหรับ สำนวนที่ว่า คนดีผีคุ้ม นั้น ตามทรรศนะส่วนตัวของผู้เขียนเห็นว่า ผี ในสำนวน นดีผีคุ้ม เป็น บุคคลาธิษฐาน (Personification) แทน ความดี  เพราะความดีเป็นนามธรรมไม่มีรูปร่างหน้าตา โบราณจึงเปรียบเทียบ ไว้อย่างคมคายว่า คน(ทำ)ดีผีคุ้ม (ผีมองไม่เห็น แต่คนส่วนใหญ่ก็เชื่อว่าผีมีจริง) ผี นั้นมีทั้ง ผีที่ดี และผีที่ชั่ว เช่นเดียวกับกรรม ซึ่งย่อมมีทั้งกรรมดี และ กรรมชั่ว ทำดี หรือ ทำชั่ว ผีดี ผีชั่ว นั้นก็จะ คอยอยู่คุ้ม อยู่ครอง แก่ผู้ทำดี ทำชั่วนั้น นั่นเอง

พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงเรื่องกรรมไว้ใน อภิณหปัจจเวกขณ์ (ข้อที่พึงพิจารณาเนืองๆ ๕ ประการ) ไว้ความว่า

กทฺทสฺสโกมหิ  กมฺมทายาโท  เรามีกรรมเป็นของๆตน  เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
กมฺมโยนิ กมฺมพนฺธุ เรามีกรรมเป็นแดนเกิด  เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธ์
กมฺมปฏิสรโน ยํ กมฺมํ กริสฺสามิ เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย  เราทำกรรมอันใดไว้
กลฺยาณํ วา ปาปกัง วา  เป็นกรรมดีก็ตาม  เป็นกรรมชั่วก็ตาม
ตสฺส  ทายาโท  ภวิสฺสามิ เราจักต้องเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น



เมื่ออ่านถึงบรรทัดนี้ ทั้งผู้เขียน-และผู้อ่าน ย่อมที่จะต้องเกิดคำถามที่ว่า เช่นนั้นแล้ว สิ่งใด เรียกว่า กรรมดี-กรรมชั่ว  พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ ทำกรรมใดแล้ว ร้อนใจภายหลัง กรรมที่ทำแล้วนั้นไม่ดี มธุวา มญฺญติ พาโล ยาว ปาปํ น มุจฺจติ คนโง่ย่อมจะเห็นบาปเป็นน้ำผึ้ง ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล 

หากพิจารณาจากพุทธพจน์ ย่อมพอจะอนุมาน (estimate) ได้ว่า กรรมดีชั่ว-กรรมชั่ว/บาป นั้นน่าจะมีรสหวาน น่าลิ้มลองพอๆกัน แต่ทว่าการกระทำ กรรมชั่ว/บาป นั้น เมื่อกระทำสำเร็จแล้ว ย่อมจะทำให้เกิดความร้อนใจ ความกระวนกระวายใจในภายหลัง อนึ่งในบทความ  มรรควิธีการบำบัดน้ำเสีย  อรรถกถาจารย์ท่าน มักจะใช้ เกลือ เป็นสัญลักษณ์ แทน วิบากกรรม (กรรมเก่า) การจะทำให้ ความเค็มของเกลือ ลดลง ก็ด้วยการนำน้ำใส (บริสุทธิ์) ใส่ลงในน้ำเกลือ เกลือย่อมเจือจางความเค็มลงได้ฉันใด การกระทำกรรมดียิ่งๆ ขึ้น (to increase good)  ก็จะสามารถบรรเทาความเข้มข้นของวิบากกรรมได้ฉันนั้น (จบ)



แรงบันดาลใจในการเขียนจาก ภาพปริศนา : สำนวนอะไรเอ่ย? @190529    โดย ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ  (ตอนเขียนนึกถึง นักการเมืองฉ้อราษฎร์ ที่ยังอยู่ดีมีสุขครับ และนึกถึงวลีที่ว่า ยิ่งรวยยิ่งโกง คนดีก็เลย ต๊อแต๊…)

ปล. อ่านแล้วเริ่มรู้สึกว่าร้อนๆ กันบ้างหรือไม่หนอ (น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ ทำกรรมใดแล้ว ร้อนใจภายหลัง กรรมที่ทำแล้วนั้นไม่ดี) จึ๋ย..