องศาของการเปลี่ยนแปลง (หนึ่ง)

ปรากฏการณ์ต่างๆทางสังคม นั้นจะกล่าวแบบกว้างๆก็เพราะเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมประเทศนั่นเอง ผู้บันทึกเคยแลกเปลี่ยนเรื่องนี้กับคนทำงานพัฒนาชนบท และกลุ่มเพื่อนๆในวงการ NGOs และสรุปร่างแนวคิดนี้ไว้ อย่างคร่าวๆ ใคร่จะหยิบเรื่องนี้มาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ครับ

 

สังคมไทย หรือสังคมไหนๆก็มีอดีต มีประวัติศาสตร์ มีพัฒนาการ มีเหตุการณ์ต่างๆมากมาย และอดีตทั้งหมดมีผลต่อพัฒนาการของสังคมในปัจจุบัน อย่างที่เราๆ ท่านๆ ทราบดีอยู่ นี่เองคือความสำคัญของการเรียนการศึกษาประวัติศาสตร์ ในทุกสาขาที่เป็นองค์ประกอบของสังคม ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ฯ

 

 

Diagram ข้างบนนั้นแสดงให้เห็นแนวสมมุติการเคลื่อนของสังคม จากฐานเดิมของความเป็นไทยๆ เรามีสถาบันกษัตริย์ เรามีสถาบันศาสนาที่เปิดกว้างทุกศาสนา เรามีสถาบันสังคมที่เป็นแบบแผนปฏิบัตินั่นคือวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อต่างๆ ที่เราเรียกรวมๆกันว่า ทุนทางสังคม วันเวลาผ่านการขับเคลื่อนด้วยสถาบันเหล่านั้น สังคมก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยปัจจัยภายในของสังคมเป็นด้านหลัก อาจจะมีปัจจัยภายนอกบ้างก็ในแง่ของการเกิดศึกสงครามแต่ก็เป็นเพียงชั่วคราว และไม่ได้ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปมากมายนัก

 

 

 

สังคมประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น เมื่อสังคมโลกขับเคลื่อนและเข้ามาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยเรา  เช่น ลัทธิล่าอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกในสมัยนั้น ซึ่งผู้นำประเทศและพระปรีชาญาณของพระมหากษัตริย์ไทยทรงปรีชาญาณนำพาประเทศรอดพ้นมาได้ แต่เป็นเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตามมา เช่น การทำสัญญาเบาริ่ง ซึ่งยอมรับกันว่าเป็นเงื่อนไขการเปิดประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรก ที่ให้มีการค้าขายระหว่างประเทศ (ก่อนหน้านี้ก็มีแล้ว แต่ไม่ได้ส่งผลมาก) การนำเข้าสินค้าและสิ่งอื่นๆเข้ามาในประเทศเรา ทั้งที่เป็นประโยชน์และเป็นการสะสมปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงอีกหลายประการในช่วงเวลาต่อมา

 

 

นอกจากสัญญาเบาริ่ง แล้วในช่วงเวลาต่อมาเราก็เริ่มสร้างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นการกำหนดแผนพัฒนาประเทศให้ก้าวเข้าสู่ความทันสมัย อันเป็นเหตุปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งด้านสร้างสรรค์ และสะสมปัจจัยให้เกิดปัญหาสังคมต่างๆตามมาภายหลัง แล้วสังคมโลกก็ก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ ที่มีทุนเป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมโลกให้พัฒนาไป

 

สังคมโลก ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วนั้น ได้เกาะเกี่ยวให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคการค้าเสรีระหว่างประเทศขึ้น มีส่วนทำให้สังคมไทยเปิดกว้างต่อธุรกิจต่างๆทั่วโลกที่สามารถเลือกมาลงทุนในประเทศไทยได้ และกอบโกยกำไรอย่างมหาศาลออกไป ระบบนี้ผลักดันให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราเร่งทีเดียว ส่งผลกระทบมหาศาลต่อวิถีชีวิต และระบบชุมชนต่างๆอย่างไม่เคยมีมาก่อน  ปรากฏการณ์ต่างๆทางสังคมที่เราทราบกันดีตามสื่อมวลชนต่างๆนั้น คือผลพวงของความไม่สมดุลของภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะประชาชนผู้ด้อยโอกาสต่างๆในสังคม

 

 

 

 

สัญญาเบาริ่ง ก็ดี แผนพัฒนาฯชาติ ก็ดี ระบบโลกาภิวัฒน์ ก็ดี ระบบการค้าเสรีระหว่างประเทศ ก็ดี และอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมทั้งหมดนั้นคือแรง G ที่มีส่วนสำคัญยิ่งในการผลักดันสังคมไทยให้เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนตัวตามแนว A1 ไปสู่ A2 จนถึง A5 และ Ac นั้น หันเหไปสู่แนว Acg1 (ตาม diagram) ด้วยแรงกระทำของ G นั่นเอง

 

ทิศทางการเคลื่อนที่ ของสังคมประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปจากแนว A5- Ac ไปสู่แนว A5-Acg1 นั้นก่อให้เกิด องศาของการเปลี่ยนแปลง (หรือ D) และแปรผันตามแรง G ที่กระทำต่อการเคลื่อนที่ของ A5 สู่ Ac  

 

 

 

ปรากฏการณ์ขยับตัว ของปัจจัยภายนอกที่รุกเข้ามา ทั้งโดยการพยายามเข้ามาแสวงหาประโยชน์ และการนำเข้ามาของทุนภายใน และการเข้ามาด้วยเงื่อนไขอื่นๆ ทวีความหนาแน่นมากขึ้น ด้วยเหตุปัจจัยที่รัฐบาลผู้บริหารประเทศต้องการขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่การเป็นแหล่งอุตสาหกรรมของโลก ต้องการยกระดับให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีความทันสมัย และด้วยเหตุผลอื่นๆ ได้ก่อให้เกิดการขยายตัวของ องศาของการเปลี่ยนแปลง มากขึ้น

 

แรงกระทำที่มากขึ้นของ G กระทำต่อ แนวการเคลื่อนตัวของ A5-Ac ส่งผลให้ทิศทางการเคลื่อนตัวของสังคมจากแนว A5-Ac เปลี่ยนไปเป็น A5-Acg2 และก้าวไปสู่ A5-Acg3 และต่อไปเรื่อยๆตราบเท่าที่ G มีแรงมากเพียงพอ หรือกล่าวในอีกทางหนึ่งก็คือ แรงกระทำที่มากขึ้นของ G จะสร้างให้เกิด องศาของการเปลี่ยนแปลง มากขึ้นเป็นสัดส่วนตรงนั่นเอง

 

การเคลื่อนที่ของ A5 นั้นมิใช่มีเพียงปัจจัยภายนอกเท่านั้น ยังมีปัจจัยภายในเองด้วย เช่นการยอมรับคุณค่าของแรง G การปรับเปลี่ยนค่านิยมของ A5 การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต การหลงใหลในรสนิยม ทัศนคติแบบ G มากขึ้นของมวล(Mass) ใน A5  แนวนโยบายของรัฐบาล และแรงผลักดันของกลุ่มทุนระดับชาติ ฯลฯ

 

การขยายตัวขององศาของการเปลี่ยนแปลง นั้นก็มี แรงเสียดทาน หรือ แรงต้าน อันเป็นคุณสมบัติเดิมของ A5 ที่ไม่ยอมรับคุณค่าใหม่บางเรื่องบางส่วนของ G เราอาจจะเรียกรวมๆของแรงต้านนี้ว่า พลังต่างๆในสังคม หรือก็คือ ทุนทางสังคม ของสังคมไทยนั่นเอง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมนั้นเป็นแบบสะสม ค่อยเป็นค่อยไป และสังคมที่อยู่ศูนย์กลางอำนาจ หรือตัวเมืองจะเปลี่ยนแปลงก่อน หรือมากกว่าสังคมที่อยู่ห่างออกไป หรือสังคมชนบท ตามทฤษฎี Periphery Theory ในทางสังคมวิทยามานุษยวิทยา

(ต่อตอนสอง)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าจากดงหลวง



ความเห็น (24)

สวัสดีครัีบพี่บางทราย

    สบายดีไหมครัีบ ยอดเยี่ยมไปเลยครัีบ การนำเสนอสวยงามครับผม เนื้อหาเปี่ยม...

    เปลี่ยนไปหนึ่งองศาของการเคลื่อนไหว กระทบกันทุกๆอย่างตามแนวรัศมี เปลี่ยนแปลงหนึ่งองศาซี(ในทะเล)มหาสมุทรปั่นป่วน

ขอบคุณมากๆนะครัีบ

เขียนเมื่อ 

น้องเม้งมีสูตร ทางคณิตรศาสตร์เรื่อง momentum ของแรงนี้ไหมครับ

 

เขียนเมื่อ 

แวะมาเยี่ยมครับ

สบายดีไหมครับ

พรุ่งนี้ตี 5 ครึ่ง ต้องพาเด็กไปวิ่งมาราธอนต่อต้านยาเสพติดนะครับ

 

เขียนเมื่อ 

ครูโย่งครับ

ผมสบายดีครับ

ขอให้การพาเด็กไปวิ่งมาราธอนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ

ขอบคุณมากครับ

สวัสดีครับพี่บางทราย

    ลองแตกแรงดูไหมครับ ว่าการเคลื่อนที่ของ A5 จะเป็นอย่างไร

แรงสะสมจาก A4, G และแรงน้ำเข้าอื่นๆ ตลอดจนแรงภายในเอง

จะ่ส่งผลต่อการเคลื่อนที่ หรือองศาที่เปลี่ยนไปว่าเท่าไหร่

จะแหกโค้งหรือไม่ หรือยังอยู่ในวงของอัตราเชิงมุมอย่างการขับรถเลี้ยวโค้งครับ...

ขอบคุณมากๆ นะครับ

โมเมนตัม = มวลของวัตถุ x ความของวัตถุนั้นที่เคลื่อนที่ไป

มวลคงที่หรือไม่? หรือเปลี่ยนแปลงตามเวลา ตามการเคลื่อนที่

ความเร็วของวัตถุเปลี่ยนแปลงไหมเมื่อมีการเปลี่ยนทิศทาง

ขอบคุณมากครับ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณครับเม้ง   พี่จะเอาไปคิดต่อครับ

เขียนเมื่อ 

ขอแลกเปลี่ยนนะครับท่านบางทราย

ผมมองทฤษฎีลูกตุ้ม ( นาฬิกา )  อีกแบบนึง  จำไม่ได้ว่าอ่านหรือได้ยินมา  หรือได้มาจากพูดคุยกัน  (  แต่น่าจะได้จากการพูดคุยกันมากกว่า  เพราะระยะหลังนี่อ่านหนังสือค่อนข้างน้อยครับ )

ลูกตุ้มนาฬิกาควรจะอยู่ในจุดสมดุล  คืออยู่ตรงกลางพอดี  แต่เริ่มต้นเราจะให้มันเริ่มจากสุดด้านนึงแล้วปล่อย   ลูกตุ้มนาฬิกาก็จะแกว่งผ่านจุดสมดุลไปยังอีกด้านหนึ่ง  พอสุดแล้วมันก็จะแกว่งกลับผ่านสุดสมดุลไปอีกด้านหนึ่ง 

มันจะแกว่งช้าลงๆ  และแกว่างน้อยลงๆจนหยุดที่จุดสมดุล  คือไม่แกว่งอีกต่อไปแล้ว  เวลาหมดลาน

ถ้าเราขึ้นลานใหม่แล้วโยกลูกตุ้มใหม่  มันก็จะเริ่มแกว่งใหม่  แต่เมื่อหมดลานมันก็จะกลับมาอยู่ที่ที่มันควรจะอยู่  คือจุดสมดุล   เมื่อหมดลาน  ลูกตุ้มนาฬิกาคงไม่หยุดที่จุดสูงสุด  ด้านใดด้านหนึ่งแน่นอน

ยกตัวอย่างระบอบการปกครอง  สมมุติด้านหนึ่งเป็นการปกครองแบบเผด็จการ ( ขวาสุด )  อีกด้านหนึ่งก็เป็นเสรีอย่างสุดๆ ( ซ้ายสุด )  ซึ่งจริงๆแล้วในจักรวาลนี้ไม่มีอะไรที่เป็นสองสิ่งตรงข้ามกัน  อิอิ

จุดที่เหมาะสม  อยู่ตรงกลางครับ  มันจะอยู่สุดไปข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้หรอกครับ

ของจริงมันไม่ได้มีมิติเดียว มันมีหลายมิติ

ระบบราชการ  การเมือง  ภาคประชาชน ( และอื่นๆอีกมาก ) ต้องเข้มแข็งพอๆกันและอยู่ในจุดสมดุลครับ  ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแข็งแรงเกินไป  มันก็เหมือนลูกตุ้มลอยอยู่นอกจุดสมดุลครับ  อยู่ไม่ได้แน่ๆ

ต้องมาช่วยกันดูครับว่าจุดที่สมดุลมันอยู่ตรงไหน ?  เรากำลังลากลูกตุ้มไปไว้จุดที่สูงกว่าจุดสมดุลรึเปล่า  จุดนั้นมันนิ่งไม่ได้หรอกครับ 

ประเทศเราลูกตุ้มมันแกว่งไม่หยุดครับ  อิอิ

 

 

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณหมอ P  7. คนชอบวิ่ง

คุณหมอคนชอบวิ่ง:
          ผมมองทฤษฎีลูกตุ้ม ( นาฬิกา )  อีกแบบนึง.....  ลูกตุ้มนาฬิกาควรจะอยู่ในจุดสมดุล  คืออยู่ตรงกลางพอดี  แต่เริ่มต้นเราจะให้มันเริ่มจากสุดด้านนึงแล้วปล่อย   ลูกตุ้มนาฬิกาก็จะแกว่งผ่านจุดสมดุลไปยังอีกด้านหนึ่ง  พอสุดแล้วมันก็จะแกว่งกลับผ่านสุดสมดุลไปอีกด้านหนึ่ง 

มันจะแกว่งช้าลงๆ  และแกว่างน้อยลงๆจนหยุดที่จุดสมดุล  คือไม่แกว่งอีกต่อไปแล้ว  เวลาหมดลาน

ถ้าเราขึ้นลานใหม่แล้วโยกลูกตุ้มใหม่  มันก็จะเริ่มแกว่งใหม่  แต่เมื่อหมดลานมันก็จะกลับมาอยู่ที่ที่มันควรจะอยู่  คือจุดสมดุล   เมื่อหมดลาน  ลูกตุ้มนาฬิกาคงไม่หยุดที่จุดสูงสุด  ด้านใดด้านหนึ่งแน่นอน

บางทราย:
          ผมเห็นด้วยครับคุณหมอ เป็นหลักการที่จินตนาการได้อย่างชัดเจนครับ  แนวคิดนี้ไปตรงกับข้อสรุปที่ผมทำไว้ว่า องค์กรย่อมมีการปรับตัว สังคมก็ย่อมมีการปรับตัว ปรับตัวเพื่อความสมดุล และการปรับตัวก็ใช้เวลาระยะหนึ่ง ช้าหรือเร็วขึ้นกับเงื่อนไขต่างๆ แต่ในที่สุดความสมดุบขององค์กรคือ การยึดกฏระเบียบข้อบังคับ หรือความเห็นพ้องต้องกันของสังคมว่าความเหมาะสมอยู่ตรงไหน นั่นแหละความสมดุล
         

คุณหมอคนชอบวิ่ง:
         
ยกตัวอย่างระบอบการปกครอง  สมมุติด้านหนึ่งเป็นการปกครองแบบเผด็จการ ( ขวาสุด )  อีกด้านหนึ่งก็เป็นเสรีอย่างสุดๆ ( ซ้ายสุด )  ซึ่งจริงๆแล้วในจักรวาลนี้ไม่มีอะไรที่เป็นสองสิ่งตรงข้ามกัน  อิอิ  จุดที่เหมาะสม  อยู่ตรงกลางครับ  มันจะอยู่สุดไปข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้หรอกครับ  ของจริงมันไม่ได้มีมิติเดียว มันมีหลายมิติ  ระบบราชการ  การเมือง  ภาคประชาชน ( และอื่นๆอีกมาก ) ต้องเข้มแข็งพอๆกันและอยู่ในจุดสมดุลครับ  ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแข็งแรงเกินไป  มันก็เหมือนลูกตุ้มลอยอยู่นอกจุดสมดุลครับ  อยู่ไม่ได้แน่ๆ ต้องมาช่วยกันดูครับว่าจุดที่สมดุลมันอยู่ตรงไหน ? 

บางทราย:
          เห็นตรงกันครับคุณหมอ ตอนต่อไปผมกำลังเสนอว่า สังคมเราต้องเปลี่ยนแปลงแน่นอน ไม่มีทางที่จะจับให้มันอยู่นิ่งๆได้ ครั้งหนึ่งนักวิชาการกลุ่มหนึ่งมักจะเหน็บกลุ่มที่มักพูดถึงสังคมดีแบบดั้งเดิมว่า เป็นพวก "Good Old Day" ซึ่งไม่มีทางที่จะกลับไปอยู่จุดเดิมได้  ซึ่งความจริงนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป แต่เรากำลังชี้ให้เห็นว่า ของดั้งเดิมที่ดีดีมีอยู่ในสังคมนี้นั้น ควรที่จะเอามาหสมหสานกับของใหม่แล้วสร้างความเหมาะสมใหม่ได้ไหม? ซึ่งก็ตรงกับคุณหมอว่าเราต้องการความสมดุลใหม่...

          ลูกตุ้ม Globalization กำลังสวิงไปสุดๆสมมุติไปทางขวามือ แต่เราก็ชี้จุดดีจุดด้อยของ Globalization ว่ามี ดี  1, 2, 3, 4 และห้า แต่ก็มีด้อย 5, 6, 7, 8 ขณะเดียวกัน สังคมเอทมีของดี a,b,c,d และมีด้อย e, f, g เราจึงต้องการเอา 1,2,3,4, มาผสมผสานกับ a,b,c,d ได้ไหม อย่างไร ฯลฯ..... และหากจะดูว่าอยู่ตรงไหนของ diagram ก็น่าที่จะอยู่ประมาณ Acg2 ครับ...

 

คุณหมอคนชอบวิ่ง:
          เรากำลังลากลูกตุ้มไปไว้จุดที่สูงกว่าจุดสมดุลรึเปล่า  จุดนั้นมันนิ่งไม่ได้หรอกครับ

บางทราย:
           หากถามผม ผมตอบว่า ผมกำลังเสนอให้สร้างแรงเสียดทานทางสังคม เพื่อมิให้การไหลบ่าของ Globalization นั้นรุนแรงเกินไป โดยฟื้นฟูคุณค่าทางสังคมไทยที่เป็นทุนทางสังคมออกมา แต่อยู่ในรูปแบบใหม่ที่เหมาะสมกับเงื่อนไขของสังคมปัจจุบันและอนาคต เพื่อมิให้การแกว่งของลูกตุ้มสวิงแรงเกินไป รายละเอียดเรื่องนี้ผมจะกล่าวต่อไปครับคุณหมอครับ

คุณหมอคนชอบวิ่ง:
         
ประเทศเราลูกตุ้มมันแกว่งไม่หยุดครับ  อิอิ

บางทราย:
          ผมเห็นด้วยครับว่าสังคมเราไม่หยุดนิ่ง และจะไม่นิ่งแน่นอน เพราะสังคมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สังคมประเทศผูกพันกับต่างประเทศมากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น ยุ่งเหยิงมากขึ้น แรงเหวี่ยงของสังคมก็มีแรงเฉื่อยมากขึ้นด้วย
          การแกว่งของลูกตุ้มของประเทศ ได้สร้างผลกระทบต่อสังคมมากมาย โดยเฉพาะสังคมชนบทและคนยากจน และเขาเป็นกลุ่มคนที่ถูกลูกตุ้มคือแรงเหวี่ยง เหวี่ยงชุมชน เหวี่ยงเขาไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว ขาดสติ แม้จะมีสติแต่แรงเหวี่ยงแรงเหลือเกิน  หากไม่มีความเข้มแข็งทางสำนึก เขาย่อมถูกแรงเหวี่ยง สลัดหลุดออกไปจากแกนแห่งชีวิตได้ครับ

ขอบคุณมากครับคุณหมอ ที่เข้ามาเติมสิ่งสำคัญส่วนนี้ครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะพี่บางทราย

สบายดีไหมค่ะ  ตามมาทักทาย แอบตามคุณหมอมา  

เนื้อหา สาระ แนวคิดชัดเจนตรงประเด็นแบบมองเห็นภาพเป็นขั้นตอนเลยค่ะ 

แต่เห็นด้วยกับคุณหมอในประเด็นการไขลาน และลูกตุ้มกลับมาแกว่ง ขึ้นอยู่ที่กระแสสังคมช่วงนั้นเป็นอย่างไร ขึ้นหรือลง ถ้าขึ้น ก็แกว่งแรงหน่อย ถ้าลงก็ค่อย ๆ แผ่วลงจนถึงจุดสมดุล หรือพูดง่าย ๆ คือวัฎจักรนั่นแหละค่ะ 

ตามมาด้วยความรู้อันน้อยนิด และเพื่อเพิ่มพูดประสบการณ์เรียนรู้ มีอะไรโปรดชี้แนะด้วยนะคะ 

รักษาสุขภาพด้วยนะคะ อิอิ  ขอบคุณค่ะ

 

สวัสดีครับ

  • เป็นแบบจำลองที่สุดยอดมากครับ
  • ถ้าดึง G มาไว้ข้างล่างให้ส่งแรงขึ้นข้างบน และจับประเทศต่าง ๆ มาลากเส้นเทียบกันดู ให้แกน X เป็นเวลา ส่วนแกน Y คือสภาพที่พึงประสงค์ คงได้ภาพที่น่าสนใจไม่น้อยนะครับ

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ P 9. Ranee

 

สวัสดีครับ พี่สบายดีครับ ขอบคุณมากครับ

ราณี:
          แต่เห็นด้วยกับคุณหมอในประเด็นการไขลาน และลูกตุ้มกลับมาแกว่ง ขึ้นอยู่ที่กระแสสังคมช่วงนั้นเป็นอย่างไร ขึ้นหรือลง ถ้าขึ้น ก็แกว่งแรงหน่อย ถ้าลงก็ค่อย ๆ แผ่วลงจนถึงจุดสมดุล หรือพูดง่าย ๆ คือวัฎจักรนั่นแหละค่ะ 

บางทราย:
          กรณีของลูกตุ้ม พี่อาจจะมองว่าน่าจะเป็นแบบจำลองของเหตุการณ์ทางสังคมที่ชัดเจนครับ พี่ก็เห็นด้วย แต่ แบบจำลอง Momentum ของแรงนั้นเป็นแบบจำลองภาพใหญ่ของสังคมประเทศกับสังคมโลกที่เกี่ยวข้องกันอย่างมีผลต่อเนื่อง เช่น โอเปค ขึ้นราคาน้ำมันก็กระทบถึงพ่อชาดีที่ดงหลวงทันที เพราะพ่อชาดีต้องซื้อน้ำมันไปใส่อีแต๊กนั่นเอง นี่คือแรง G จากภายนอกที่กระทำกับสังคมไทย และกระทบต่อคนไทย
          อีกกรณี ประเทศฟินแลนด์ผลิต Nokia แบบ G3 ออกมาแล้วส่งมาโฆษณาในประเทศไทย วัยรุ่นไทยก็กรี๊กกร๊าดกันที่จะอยากมี อยากได้ และหลายคนพยายามหามาเป็นของตนเองจนได้ การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ในสินค้าตัวใหม่ของ Nokia นั้นเป็นแรง G ทั้งภายนอกและภายใน ไปกระตุ้นต่อมทันสมัยของวัยรุ่น ก็เกิดการแกว่งของลูกตุ้มในเรื่องค่านิยม ความทันสมัยทันที นี่คือแรงที่กระทำกับสังคมไทยครับ
          คุณหมอถามหาความสมดุล พี่เองก็เห็นตรงกันว่าเราต้องให้เยาวชนมีสติในการพิจารณารับแรงเหวี่ยงนี้ของลูกต้ม (ซึ่งยากส์...) แต่ในฐานะคนทำงานพัฒนาต้องคิด ต้องทำ มากน้อง ได้ไม่ได้ก็ต้องทำ ลองทำ ลงมือทำ อย่างใดอย่างหนึ่งน่ะครับ เพื่อลดแรงเหวี่ยง และหาทางลดอัตราการแกว่งให้น้อยลงมา คงไม่มีทางที่ลูกตุ้มหยุดนิ่งน่ะครับ

ราณี:
          ตามมาด้วยความรู้อันน้อยนิด และเพื่อเพิ่มพูดประสบการณ์เรียนรู้ มีอะไรโปรดชี้แนะด้วยนะคะ  รักษาสุขภาพด้วยนะคะ อิอิ  ขอบคุณค่ะ

บางทราย:
          เรื่องนี้ไม่มีใครเชี่ยวชาญหรอกครับ เพียงเอามุมมองของตนเองมาแลกเปลี่ยนกันน่ะครับ ไม่มีผิด ถูก ครับ มุมมองคุณหมอพี่ก็ชอบมากๆ จะเอาไปคิดต่อด้วยครับ

ขอบคุณครับ คิดถึงน้องนีนาจังเลย..ครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ  P 10. เด็กข้างบ้าน

เด็กข้างบ้าน:

  • เป็นแบบจำลองที่สุดยอดมากครับ
  • ถ้าดึง G มาไว้ข้างล่างให้ส่งแรงขึ้นข้างบน และจับประเทศต่าง ๆ มาลากเส้นเทียบกันดู ให้แกน X เป็นเวลา ส่วนแกน Y คือสภาพที่พึงประสงค์ คงได้ภาพที่น่าสนใจไม่น้อยนะครับ

บางทราย:

  • เป็นแนวคิดที่น่าสนใจครับ ที่ลองเอา G มาไว้ข้างล่าง..... 
  • แบบจำลองนี้ไม่ใช่ความสมบูรณ์ของทั้งหมด เป็นเพียงนำปรากฏการณ์ทางสังคมมาทำแบบจำลองตัวอย่างเท่านั้น เพื่อทำความเข้าใจกับมัน และหากเราทำแบบจำลอง บางทีเราก็สามารถมีมุมมองที่คิดต่อได้อีกตั้งหลายอย่าง
  • เช่น  เราเห็นแบบจำลองว่า หากแรง G มีมาก สังคมไทยก็จะออกห่างจากเส้นแนวสังคมเดิม A5-Ac ไปมากขึ้นทุกที เราไม่รู้ว่าแนวใหม่นั้นดีหรือไม่ดีอย่างไร  แต่สิ่งดีดีของเดิมของเรามีมาก ที่เราเรียก ทุนทางสังคมน่ะครับ เราก็คิดต่อ จะลดแรง G ได้อย่างไรบ้าง เช่น การนำเข้าในสิ่งที่จำเป็นแก่การดำรงชีวิต ลด หรือควบคุมการปลุกเร้าให้มีการซื้อสินค้าลดลง นั่นคือการประชาสัมพันธ์ การโฆษณาเกินจริง อะไรบ้างที่เป็นแรง G จำแนกแยกแยะออกมา แล้วควบคุมได้บ้างไหม...เพื่อลดการสวิงของสังคมน่ะครับ

ขอบคุณมากครับ

 

เขียนเมื่อ 

เรียนเพื่อนๆครับ ตอนสองคงได้ลงรายละเอียดครับ ตอนแรกเอาหลักการ หรือแนวทางก่อนครับ

สวัสดีเจ้าค่ะ ลุงบางทรายจ๋า

ลุงจ๋า ทำอะไรอยู่เจ้าค่ะ คิดถึงงงงงงง กอดดดดดดดดดด รักลุงที่สู๊ดดดด รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ

เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ ---->น้องจิ ^_^

เขียนเมื่อ 

สวัสดีเจ้าเด็กน้อย P  14. โก๊ะจิจัง แซ่เฮ ^๐^!

 

ลุงสบายดีเจ้าค่ะ หวังว่าหนูสบายดีนะ ปรับตัวได้แล้วนะ ต่อไปก็วิ่งปรู๊ดเลยซิ ....

คิดถึงหนูเจ้าค่ะ...

 

เขียนเมื่อ 

ถ้าพอจะเห็นด้วยกับแนวคิดลูกตุ้มนาฬิกา  ก็ต้องระวังไม่โยกลูกตุ้มให้สูงเกินไปและบ่อยเกินไป  เพราะมันจะแกว่งไปแกว่างมาอีกนานกว่าจะหยุด  ยิ่งยกสูงเท่าไหร่  มันก็แกว่งสูงตามไปด้วย  เสียเวลาเปล่าๆ  อิอิ

เขียนเมื่อ 

คุณหมอครับ

  • ฮ้า......ผมไม่อยากแกว่งหรอกครับ อยากจะจับให้มันหยุดต่างหาก
  • แต่มันจับได้ แต่ไม่หยุดน่ะซี อิอิ
  • ขอบคุณครับ
เขียนเมื่อ 

ท่านบางทรายไม่ได้ทำ  รู้ว่าใครทำอยู่  หรือกำลังจะทำ  ช่วยไปเตือนด้วยนะครับ 55555

 

 

เขียนเมื่อ 

คนชอบวิ่ง :
          ท่านบางทรายไม่ได้ทำ  รู้ว่าใครทำอยู่  หรือกำลังจะทำ  ช่วยไปเตือนด้วยนะครับ 55555

 

บางทราย:
          อะจื๊ยยยยยยย....  อยากจะทำจังเลยครับคุณหมอ สังคมนี้ แม้ตัวผมจะใหญ่ (อ้วน อิอิ..) แต่ไม่มีบารมี ผมเป็นเพียงคนหนึ่งเท่านั้นเองครับ...  ได้แต่ภาวนาให้สังคมนี้เย็นลงและสงบโดยเร็ว
          แต่มุมหนึ่งมันก็เป็นธรรมชาติของการเคลื่อนตัวของสังคม ที่ระหว่างทางเดินนั้น หรือระหว่างที่สังคมขยับตัวนั้น ย่อมที่จะส่งผลสะเทือนไปถึงองคาพยพโดยรวมด้วยน่ะครับ
          แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณหมอกล่าวถึง ก็จะพยายามทำมากกว่าการภาวนาครับ อิอิ.. แต่ไม่รับรองผลนะครับ

เขียนเมื่อ 

อรุณสวัสดิ์ค่ะ พี่ท่านบางทราย

* มาด้วยความคิดถึง  ..

* อย่างอื่นอาจจะเปลี่ยนแปลง

* แต่ ความปรารถนาดี ความรัก

ด้วยจิตคารวะ ต่อพี่ท่าน ยังเหมือนเดิมค่ะ

... แค่นี้นะคะ ... รักษาสุขภาพค่ะพี่ท่าน

สวัสดีครับ พี่บางทราย

       แบบจำลองที่ให้ไว้ใช้เป็นจุดตั้งต้นในการคิดได้ดีทีเดียวครับ อย่างไรก็ดี ผมมีข้อสังเกตเล็ๆ น้อยๆ

  • น่าสนใจว่า มีแต่แรง G คือ พลังจากการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกกระทำต่อสังคมไทย (แทนด้วย A1, A2,..., Ac,...) ซึ่งน่าถามต่อว่า แล้วสังคมไทยมีแรงโต้กลับไปยังภายนอกบ้างไหม
  • ในกรณีสุดโต่ง : ถ้าเราไม่มีแรงโต้กลับ (หรือมีน้อยมาก) ก็ย่อมที่จะโดนกระทำอยู่ฝ่ายเดียว
            ถ้าเขาสะกิดเบาๆ ก็เซนิดหน่อย (เช่น กรณี USA จับตาเราในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา หรืออย่างเช่น FED ปรับอัตราดอกเบี้ยทีไร ก็มีผลต่ออัตราดอกเบี้ยบ้านเราแทบจะทันที)
            แต่ถ้าเขาซัดเราหนักหน่อย ก็เซมากหน่อย (เช่น กรณีเขาพระวิหาร ทั้งอดีต...เซมาจนถึงปัจจุบัน...และอาจจะเซต่อไป)
  • มองกลับมาในสังคมไทยเอง แม้จะไม่มีแรง G จากภายนอกมากระทำ แต่ด้วยความเคลื่อนไหว (พลวัต) ภายในของสังคมเอง ก็มักจะมีเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงปะทุขึ้นมาเป็นระยะๆ อยู่แล้ว...

    เดี๋ยวจะรออ่านตอน 2 ด้วยใจระทึกครับ ^__^

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับน้อง P 20. poo

* มาด้วยความคิดถึง  ..

* อย่างอื่นอาจจะเปลี่ยนแปลง

* แต่ ความปรารถนาดี ความรัก

ด้วยจิตคารวะ ต่อพี่ท่าน ยังเหมือนเดิมค่ะ

... แค่นี้นะคะ ... รักษาสุขภาพค่ะพี่ท่าน

 

ขอบคุณหลายๆเด้อครับ น้องสาวที่คิดฮอดเช่นกัน

พี่ปกติดีครับ ทานยาละลายนิ่วทุกมื้อหลังอาหาร อื่นๆปกติ 

ที่ไม่ค่อยดีคือเป็นห่วงประเทศไทย ...อิอิ.. 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับอาจารย์ P 21. บัญชา ธนบุญสมบัติ

       แบบจำลองที่ให้ไว้ใช้เป็นจุดตั้งต้นในการคิดได้ดีทีเดียวครับ อย่างไรก็ดี ผมมีข้อสังเกตเล็ๆ น้อยๆ

แหม คุยเรื่องนี้กับอาจารย์ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ตัวจริง สายตรง ผมเลยเขินเลยครับ.....

เป็นการตั้งสมมติฐานที่ให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจและอธิบายให้เพื่อนๆเข้าใจครับโดยเฉพาะเพื่อนๆ หรือน้องๆที่มาจากสายวิทย์ เวลาเอาเรื่องสังคมมาอธิบายมักจะเหมือนปูในกระด้งครับ และแบบจำลองนี้ช่วยได้ดีพอสมควรครับ 

  • น่าสนใจว่า มีแต่แรง G คือ พลังจากการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกกระทำต่อสังคมไทย (แทนด้วย A1, A2,..., Ac,...) ซึ่งน่าถามต่อว่า แล้วสังคมไทยมีแรงโต้กลับไปยังภายนอกบ้างไหม

นี่แหละครับเป็นบทเรียนที่เอามาบูรณาการได้ดีทีเดียวโดยเอานักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ นักประวัติศาสตร์สังคม และนักทั้งหลายมาลำดับเหตุการณ์ต่างๆในอดีตมาบรรยายแล้วดูปฏิกริยาสังคมไทยต่อต้าน....สนุกจะตายหากเอาแบบจำลองนี้มาเป็นตัวตั้งแล้วเอา Historical profile มาใส่เข้าไปก็จะพบความเป็นจริงขิงสังคมไทยเคลื่อนตัวมาอย่างไร เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

มีแน่นอนครับ หากเอาเพียงบันทึกที่มีอยู่นั้นก็เช่นความคิดเห็นของกษัตริย์ของไทยหลายพระองค์แสดงความเห็น รับและต่อต้านเสมอต่อการเข้ามาของแรงจากภายนอก นับตั้งแต่สมัยลพบุรี อยุธยา มาเลยทีเดียว...น่าจะมีนักศึกษาปริญญาโทศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังนะครับ...สำหรับผมเองรู้เพียงคร่าวๆ ไม่สามารถหยิบเอารายละเอียดมาอ้างอิงได้ในตอนนี้ครับ..

  • ในกรณีสุดโต่ง : ถ้าเราไม่มีแรงโต้กลับ (หรือมีน้อยมาก) ก็ย่อมที่จะโดนกระทำอยู่ฝ่ายเดียว
            ถ้าเขาสะกิดเบาๆ ก็เซนิดหน่อย (เช่น กรณี USA จับตาเราในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา หรืออย่างเช่น FED ปรับอัตราดอกเบี้ยทีไร ก็มีผลต่ออัตราดอกเบี้ยบ้านเราแทบจะทันที)
            แต่ถ้าเขาซัดเราหนักหน่อย ก็เซมากหน่อย (เช่น กรณีเขาพระวิหาร ทั้งอดีต...เซมาจนถึงปัจจุบัน...และอาจจะเซต่อไป)

เป๊ะเลยอาจารย์ครับ  ผมสร้างแบบจำลองนี้ขึ้นมาให้ในรูปหลักการของแรง  เพื่อให้ง่ายต่อการคิดหาทางแก้ปัญหา  นั่นคือ เราต้องประเมินค่าของแรงที่มากระทำว่าเรื่องนี้มีคุณหรือมีโทษ หรือมีทั้งคุณและโทษแก่บ้านเราแค่ไหนอย่างไร แล้วมาพิจารณาว่า หากแรงนั้นๆเป็นโทษ เราจะเอาแรงอะไรที่เป็นภายในของเรามากระทำต่อ เพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดความเหมาะสมที่สุดแก่สังคมเรา ประเทศชาติของเรา

ผมทำงานพัฒนาชนบท เห็นแรงกระทำของสังคมใหญ่ต่อชนบทมากมาย  และแรงต้านของชนบทอ่อนแอมากๆ แม้ที่นักสังคมกล่าวว่าเรามีทุนทางสังคม  แต่ทุนทางสังคมเราอ่อนตัวลงทุกวัน ในอัตราเร่งซะด้วย  แล้วจะเอาแรงต้าน(เพื่อสร้างสมดุลใหม่ที่เหมาะสม)มาจากไหน  ผมต้องไปสร้างแรงจากสำนึก  หรือก้าวไปอีกขั้นหนึ่งของการสร้างคน มิใช่เพียงเอาความรู้เท่าทันไปให้ชาวบ้านเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอซะแล้ว ดังนั้นกระบวนการพัฒนาชนบท กระบวนการพัฒนาคนต้องปรับฐานหลักสูตรใหม่ เพื่อสร้างกระบวนการให้เกิดพลังทางสำนึกขึ้นแล้วแปรไปเป็นแรงต้านที่เหมาะสมต่อแรงกระทำจากภายนอกครับ (แบบคร่าวๆครับ)

  • มองกลับมาในสังคมไทยเอง แม้จะไม่มีแรง G จากภายนอกมากระทำ แต่ด้วยความเคลื่อนไหว (พลวัต) ภายในของสังคมเอง ก็มักจะมีเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงปะทุขึ้นมาเป็นระยะๆ อยู่แล้ว...

ใช่แล้วครับอาจารย์  แต่ พลวัตของสังคมไทยอ่อนแอ หรือไม่มีพลังมากเพียงพอหรือเปล่า..???? เช่น วัยรุ่นหลงไหลค่านิยมสมัยใหม่จนหลุดโลก... กระบวนการคัดกรองค่านิยม(ค่านิยมคือแรงกระทำจากภายนอกโดยหน่วยภายในเองคือระบบธุรกิจ..)ของเราไม่ดีเพียงพอ การศึกษา ครอบครัว สถาบัน ทุกองค์คาพยพของโครงสร้างสังคมรวมตัวกันสร้างพลวัตแรงต้านที่เหมาะสมอย่างไร แค่ไหน มีพลังหรือไร้พลังอย่างไร  เมื่อเอาหลักการนี้มาจับแล้วก็อ่อนใจนะครับอาจารย์

อุย...ถกเรื่องนี้ก็มันน่ะซี อาจารย์

ขอน้อมรับคำชี้แนะจากอาจารย์ด้วยนะครับในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ตัวจริง  แนวคิดทฤษฎีของแรงอาจช่วยชี้แนะทางแก้ไขที่เราคิดไม่ถึงจากฐานทางมุมมองทางสังคมก็ได้ครับ อาจารย์ครับ ผมนั้นกระหายที่จะได้มุมมองที่แตกต่างออกไปและมีพลังในการที่ผมจะเอาไปแปรเป็นงานในการพัฒนาสังคม แม้จะเล็กๆในชนบท แต่ก็อาจจะสร้างตัวแบบที่สำคัญก็ได้ครับ

    เดี๋ยวจะรออ่านตอน 2 ด้วยใจระทึกครับ ^__^

ผมพยายามอยู่ครับ มันมีงานอื่นมาแซงคิวไปหมด อิอิ..

ขอบคุณมากครับที่เข้ามาต่อยอด สำคัญมากเลย

เขียนเมื่อ 

ทักทายวันอาทิตย์สดใสค่ะพี่ท่าน

*  ...

* ห่วงประเทศไทย แต่ฟันเฟืองเล็กๆอย่างปู ทำอะไรได้คะ ...

* รอองศาใหม่ ของการเปลี่ยนแปลงค่ะ ได้แต่หวัง เชื่อมั่น ค่ะ

* ....

รวมพล คนรักชาติไทย

ยืนหยัด ในความเป็นไท

อย่าให้ใครมาย่ำยี

ศักดิ์ศรีต้องมาเป็นหนึ่ง ...

...

ยึดมั่นเพื่อความถูกต้อง

สนองตอบแทนคุณชาติ

แม้ใครที่คิดบังอาจ

ถึงฆาตถึงชีพมลาย ไร้ตัวตน

* ...

* อยุธยาไม่สิ้นคนดี รัตนโกสินทร์ยามนี้ คงเช่นกัน กระมังคะ ?

* ทุนทางสังคมที่พี่ท่านกล่าวไว้ ... คงจะรวมตัวกันก็ครานี้นะคะ

หมายเลขบันทึก

190479

เขียน

25 Jun 2008 @ 22:00
()

แก้ไข

06 Sep 2013 @ 19:13
()

สัญญาอนุญาต

สงวนสิทธิ์ทุกประการ
ความเห็น: 24, อ่าน: คลิก