ติ ปัจจัย (Suffix) ประกอบ ธาตุ (Root) ได้เป็น นามกิตก์
ปัจจัย (Suffix) ประกอบ ธาตุ (Root) ได้เป็น กริยากิตก์ (participle)

ยกตัวอย่าง เช่น

มร+ต=มต    (ตายแล้ว)
มร+ติ=มติ    (การตาย) [ความเห็นที่ไม่ดิ้นกระดุกกระดิก ความเห็นที่ตายแล้วไม่ดิ้นไปไหนอีก]
มน + ติ = มติ  (การรู้)
อ+มต=อมต  (ไม่ตายแล้ว)

 

สัจจังเว อมตวาจา : วาจาสัจ เป็นสิ่งที่ไม่ตาย

ใน เสภาขุนช้างขุนแผน  ตอนนางวันทองต่อว่าขุนแผน ตอนที่ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างไปง้อขอคืนดีกับนางวันทอง กวีเล่น คำว่า สัตย์-สัจ-สัด ไว้ดังนี้

ความสัตย์สารพัดจะสัจจัง         ที่แท้ถังดอกหนาใช่สัดไม่
น้ำลายคายขากจากปากไป       กลับ กล้ำกลืนได้ เจ้าดีจริง

ใน นิราศภูเขาทอง สุนทรภู่ ก็ได้มีการเล่นคำว่า สัตย์ และ สัด ไว้ดังนี้

                                           ๏ เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระวสา
รับกฐินภิญโญโมทนา              ชุลีลาลงเรือเหลืออาลัย
ออกจากวัดทัศนาดูอาวาส        เมื่อตรุษสารทพระวสาได้อาศัย
สามฤดูอยู่ดีไม่มีภัย                 มาจำไกลอารามเมื่อยามเย็น
โอ้อาวาสราชบุรณะพระวิหาร    แต่นี้นานนับทิวาจะมาเห็น
เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น  เพราะขุกเข็ญคนพาลมารานทาง
จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง           ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง
จึ่งจำลาอาวาสนิราศร้าง          มาอ้างว้างวิญญาณ์ในสาครฯ 

 คำว่า สัด เป็นมาตรวัดไทย สมัยโบราณ โดยเทียบได้ดังนี้

มาตรวัดไทย
                       

  8   ฟายมือ   =       1       ทะนาน
20   ทะนาน    =       1      ถัง
25   ทะนาน    =       1      สัด

 1    เกวียน     =    100     ถัง
 1    เกวียน     =      80     สัด 
 1    เกวียน     =  2,000    ลิตร

นางวันทองต่อว่าขุนแผนเป็นทำนองว่าไม่มีความซื่อสัตย์ ซ้ำยังไม่ได้เป็นสัด (25 ทะนาน) เมื่อไม่เป็นสัดนางวันทอง จึงบริภาษขุนแผนว่า "ที่แท้ถังดอกหนาใช่สัดไม่" (1 ถัง มี 20 ทะนาน)  กวีเล่นคำว่า สัตย์-สัจ-สัด

ใน นิราศภูเขาทอง สุนทรภู่ ถึงคราวตกยาก สุนทรภู่รำลึกได้ว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.3) คงจะไม่ทรงโปรดตนสักเท่าใด เพราะเมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังดำรงพระยศเป็น กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระองค์ชายทับ) สุนทรภู่ได้เคยแก้กลอนของพระองค์ชายทับ กลางสภากวีหน้าพระที่นั่ง ซึ่งเป็นลดพระเกียรติพระองค์ชายทับ สุนทรภู่ จึงขอลาออกจากราชการและบวชเป็นพระ เพื่อหนีราชภัยที่วัด ราชบุรณะ แต่ เหล่าพระด้วยกันก็คงจะกลัว พระสุนทรภู่ จะนำภัยมาสู่วัด สุนทรภู่ จึงต้องระเหเร่ร่อน ต่อไป ในกลอนเราจึงเห็น สุนทรภู่ใช้คำเชิงตัดพ้อ ความว่า

จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง           ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง
จึ่งจำลาอาวาสนิราศร้าง          มาอ้างว้างวิญญาณ์ในสาครฯ 


เมื่อพูดถึง ความ สัตย์ ในพระอภัยมณีคำกลอน ตอนที่อุศเรน มาขอร้องให้พระอภัยมณีเป็นเถ้าแก่ไป สู่ขอนางสุวรรณมาลี  ทว่าสินสมุทร ไม่เห็นด้วย (นางสุวรรณมาลี เอ็นดู สินสุมทรเหมือนดังลูก และสินสมุทรก็นับถือนางสุวรรณมาลีเหมือนดังแม่) พระอภัยมณี จึงพูดกับอุศเรนว่า 


พระฟังคำอ้ำอึ้งตะลึงคิด              จะเบือนบิดป้องปัดก็ขัดขวาง 
สงสารลูกเจ้าลังกาจึงว่าพลาง      เราเหมือนช้างงางอกไม่หลอกลวง
ถึงเลือดเนื้อเมื่อน้องต้องประสงค์   พี่ก็คงยอมให้มิได้หวง
แต่ลูกเต้าเขาไม่เหมือนคนทั้งปวง  จะได้ช่วงชิงไปให้กระนั้น 
พี่ว่าเขาเขาก็ว่ามากระนี้               มิใช่พี่นี้จะแกล้งแสร้งเสกสรรค์
เพราะเหตุเขารักใคร่อาลัยกัน        ค่อยผ่อนผันพูดจาอย่าราคี 


จากนั้นพระอภัยมณี ก็ได้พยามเกลี้ยกล่อมกับ สินสมุทรว่า

แล้วตรัสบอกลูกน้อยกลอยสวาท    เจ้าหน่อเนื้อเชื้อชาติดั่งราชสีห์ 
อันรักษาศีลสัตย์กัตเวที                ย่อมเป็นที่สรรเสริญเจริญคน 
ทรลักษณ์อกตัญญุตาเขา              เทพเจ้าก็จะแช่งทุกแห่งหน 
ให้ทุกข์ร้อนงอนหง่อทรพล           พระเวทมนต์เสื่อมคลายทำลายยศ
เพราะบิดามาด้วยอุศเรนนี้            คุณเขามีมากล้นพ้นกำหนด
เจ้าทำผิดก็เหมือนพ่อทรยศ          จงออมอดเอ็นดูพ่อแต่พองาม


จากบริบทในพระอภัยมณีคำกลอน เราจะพบสำนวนช้างงางอก ซึ่งเป็นสำนวนโบราณ และหากเราไม่รู้  ความหมายของสำนวนโบราณนี้ เราก็ยอมจะไม่สามารถที่จะเข้าถึงความลุ่มลึกของ พระอภัยมณีคำกลอนบทดังกล่าวได้ ทว่าสำนวนช้างงางอก นี้  ยังพอมีปรากฎอยู่ในโคลงโลกนิติ  มีใจความว่า


งาสารฤาห่อนเหี้ยน     หดคืน 
คำกล่าวสาธุชนยืน        อย่างนั้น 
ทุรชนกล่าวคำฝืน         คำเล่า
หัวเต่ายาวแล้วสั้น         เล่ห์ลิ้นทรชน๚ะ๛


งาช้าง(สาร) ยาม งอกออกมาจนยาวแล้ว มีหรือจะ(กลับสั้น) หดเหี้ยน ได้
สาธุชนผู้กล่าวยืนยันในคำสัตย์ คำสัตย์นั้นก็ย่อมที่จะยืนยงและยืนยาวต่อไปอย่างนั้น
ทุรชนผู้พยาม ฝืนกล่าวคำ อสัตย์ นั้นเล่า
คำ อสัตย์ ของผู้ทุรชน อุปมาดั่งหัวเต่า ที่ยืดยาวออกจากกระดอง แล้วกลับหดสั้นได้ (ลิ้นทรชน ยืดๆหดๆ เหมือนดังหัวเต่า)


โคลงโลกนิติ อีกบทหนึ่ง ก็ได้กล่าวถึง การรักษา วาจาสัตย์ เอาไว้ ความว่า

เสียสินสงวนศักดิ์ไว้      วงศ์หงส์ 
เสียศักดิ์สู้ประสงค์        สิ่งรู้ 
เสียรู้เร่งดำรง               ความสัตย์ ไว้นา
เสียสัตย์อย่าเสียสู้-       ชีพม้วยมรณา


ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ได้แปลโคลงโลกนิติบทดังกล่าวเป็นโคลงภาษาอังกฤษ ความว่า

Robbed of wealth, your pride         maintain.
Robbed of pride, do gain                things wise.
Robbed of wisdom, a gain              to faith.
Robbed even of life                        in faith ye be.  


ถ้าต้อง เสียทรัพย์สิน เพื่อรักษา ศักดิ์ศรี/ชื่อเสียง ของวงศ์ตระกูล ก็จงยอมเสียเถิด
ถ้าต้อง เสียศักดิ์ศรี/ชื่อเสียง ของวงศ์ตระกูล เพื่อแลกกับ วิชาความรู้ ก็จงยอมเสียเถิด
ถ้าต้อง เสียรู้เขา จงรักษา ความสัตย์เอาไว้
แม้ต้องเสียชีพ ก็อย่าได้เสีย สัตย์

ทั้งหมดนี้คือ ค่านิยมว่าด้วยเรื่อง ความสัตย์ ที่พบในวรรณคดี เท่าที่ผู้เขียนพอจะสามารถนำมาประมวลเอาไว้ได้ ณ ที่นี้