เมื่อวานมาคนมาเยี่ยมเยอะครับ เพราะพ่อรู้สึกไม่ค่อยสบายใจกับตอนงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ที่ผมจัดขึ้น เมื่อวานพ่อเลยจัดงานเลี้ยงใหม่ ฮิฮิ พอพ่อไม่สบายใจเรื่องนั้น พ่อผมเลยคิดว่าการขึ้นบ้านใหม่ครั้งนี้ของผมไม่มีบารกัต (ศิริมงคล) เท่าไร ทำให้เกิดเรื่องบ่อยในช่วงเวลานี้ ท่านเลยเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่เสียเลย แถมงานนี้ไม่หวังพึ่งผมเลย ตั้งแต่ตอนแรกจะหาคนทำอาหาร ทีแรกจะให้ผมโทรติดต่อ ปรากฏผมโทรให้เสร็จ ท่านก็บอกว่า ท่านติดต่อเองเรียบร้อยแล้ว บอกเพื่อนบ้านมาทานเลี้ยงท่านก็จัดการเอง ฮิฮิ สรุปว่า ลูกไม่ยอมเลี้ยงใหม่ ท่านก็เลยทำเองก็ได้
จากงานเลี้ยงตอนเที่ยงวัน ไปจนถึงสามทุ่ม ผมก็นั้งเก้าอี้ตลอดครับ (ลืม) สุดท้ายเท้าบวมมาก ต้องเรียกว่ามากจริงๆ จนพี่สาวคนโตที่มาเยี่ยมเมื่อคืนทัก ก็เลยเป็นเรื่องบ่นของพ่อได้อีกประเด็นหนึ่ง ฮิฮิ แต่พอได้บ่นแล้วคงสบายใจมั่งครับ ทีแรกพ่อจะกลับสตูลวันนี้แล้วครับ เมื่อคืนง้อจนอยู่ได้จนถึงวันจันทร์
ไหนๆ ก็คุยเรื่องพ่อแล้ว วันนี้ก็เลยขอคุยต่อเลยแล้วกันครับ คนเฝ้าไข้มืออาชีพก็ต้องยกให้แม่ผมครับ แม่เฝ้าไข้ผมตั้งแต่วันจันทร์พร้อมๆ กับพ่อที่จะทำหน้าที่ในการจัดหาเสบียง ส่วนภรรยาของผมรอบนี้ต้องดูแลลูกๆ อยู่ที่บ้านครับ ไม่อยากให้ลูกๆ มาอยู่ที่โรงพยาบาลด้วย เนื่องจากอิลฮาม (ลูกคนแรก) ไม่สบายในช่วงนั้นพอดี และดีที่แม่ยายก็มาอยู่เป็นเพื่อนภรรยาผมที่บ้าน และแวะมาเยี่ยมผมเฉพาะกลางวันช่วงสั้นๆ เท่านั้น
เฝ้าไข้ได้สามวัน ผมก็เห็นพ่อเริ่มเบื่อๆ แล้ว ส่วนแม่ไม่ต้องพูดถึงครับ ไม่เคยเอ๋ยคำว่าเบื่อว่าเหนื่อยอยู่แล้ว ในขณะที่อาการของอิลฮามก็ดีขึ้นมาก ผมเลยเสนอว่า อยากให้พ่อกับแม่ไปพักที่บ้านสักระยะหนึ่ง แล้วให้ภรรยามาเฝ้าแทนสักวันสองวัน ฮิฮิ คำตอบสวนกลับมาทันทีจากพ่อครับ บอกว่า "ไม่เอา เลี้ยงลูกดีกว่าเลี้ยงหลาน" ฮิฮิ ทำให้ผมนึกถึงนโยบายของพ่อที่มีมานานแล้วครับว่า ไม่รับเลี้ยงหลาน พ่อไม่ค่อยชอบเลี้ยงเด็กครับ จำได้ว่าตอนที่อิลฮามได้สามสัปดาห์ พ่อขออุ้ม แม่แซวทันทีเลยว่า นี้คืนเด็กคนแรกที่พ่ออุ้มในขณะที่ตัวยังเล็ก เป็นไปได้ครับ พ่อมีลูกหกคน มีหลานมาแล้วสิบคน อายุหกสิบกว่าแล้ว แต่ไม่เคยอุ้มเด็กเล็ก ผมเลยถามแม่ (ต่อหน้าพ่อเลยแหละ) ว่า แล้วใครเลี้ยงและอุ้มผมและพี่ๆ น้องๆ ละ แม่ก็ตอบว่า ฉันนี้แหละคนเดียว พ่อก็ตอบแย้งมาทันทีว่า ก็ได้แล้วแหละ หน้าที่กูคือหาเงิน
รอบนี้เลยเข้าสโลแกนที่ว่า "ลูกใครลูกมัน เลี้ยงกันเอาเอง" ผมเป็นลูกพ่อ พ่อเลยต้องเลี้ยงดู ส่วนลูกผมตอนนี้ก็ให้แม่(ของลูกผม) เลี้ยงไปก่อนแล้วกัน ฮิฮิ
วันที่สาม ผมพยายามนั่งครับ จริงๆ เริ่มพยายามลุกนั่งตั้งแต่เมื่อวาน แต่วันที่สามนี้จริงจังมากขึ้น และพอจะนั่งได้ครับ สิ่งหนึ่งที่สร้างความลำบากใจให้กับผมมากคือการขับถ่ายครับ พยาบาลถามมาสามวันแล้วครับว่า ถ่ายแล้วยัง ผมก็ตอบมาสามวันแล้วเหมือนกันครับว่า ยัง จนพ่อเริ่มเป็นกังวล ผมก็ตอบไปว่า ไม่ต้องเป็นกังวลหรอก ถ้าจะถ่ายก็ถ่ายได้ แต่ตอนนี้ผมไม่ยอมถ่ายเอง ก็จะให้ถ่ายยังงัยล่ะครับ นอนอยู่บนเตียง สายก็โยงระยางอยู่เต็มไปหมด แต่พอได้ยินเสียงพ่อบ่นเรื่องการถ่ายของผมมากขึ้น ผมก็เลยตัดสินใจว่าถ่ายก็ได้ เอากระโถนมา จากการสะสมมาหลายวัน ไม่ต้องนึกถึงเรื่องกลิ่นครับ คนอยากให้ถ่ายมากๆ ก็คงคิดอยากจะเปลี่ยนใจ
มีเรื่องที่ผมกับพ่อผมคล้ายๆ กัน คือ ไม่ค่อยอยากรบกวนใคร มีเรื่องอะไรก็ถ้าไม่จำเป็นต้องบอกใครก็ไม่บอกครับ ดังนั้นญาติที่สตูลก็รู้เรื่องผมไม่กี่คน ส่วนเพื่อนๆ ผมก็รู้ไม่กี่คน ส่วนใหญ่ข่าวจะกระจ่ายไปเองจากคนที่รู้แล้วบอกต่อครับ ซึ่งต้องยอมรับครับว่า หลายคนน้อยใจที่ไม่บอก หลายคนเลยต่อว่ามาด้วยว่าทำไมไม่บอกกันบ้าง อันนี้ต้องขออภัย รอบนี้ดีหน่อยครับ ที่คลื่นโทรศัพท์ที่โรงพยาบาลไม่ค่อยจะดีครับ คุยไม่ค่อยรู้เรื่อง ดังนั้นจะให้บอกใครบ้างภรรยาผมเป็นคนตัดสินใจเอง ซึ่งเพื่อนสนิทผมหลายคนภรรยาผมเขารู้ดีว่าต้องบอก และหลายคนเหมือนกันที่ภรรยาผมลืมโทรบอก แต่พอเขารู้และมาเยี่ยมพร้อมกับอาการน้อยใจที่ผมไม่ได้โทรบอก ผมก็โยนไปให้ภรรยารับผิดชอบแทน ฮิฮิ รอดตัวไป
แต่สำหรับพ่อรอบนี้แก้ตัวไม่ขึ้นครับ วันศุกร์พ่อไปละหมาดที่มัสยิดกลางยะลา แล้วบังเอิญไปเจอกับน้องชายของท่านโดยบังเอิญ คราวนี้ก็โดนต่อว่าใหญ่เลยครับ (น้องต่อว่าพี่ครับ ฮิฮิ) พ่อผมไม่มีข้อแก้ตัวครับ ได้แต่ยิ้มรับ ปรากฏบ่ายสอง น้าสะไภ้ก็เข้ามาเยี่ยมผม ด้วยความสงสัยครับถามว่า คุณน้ารู้ได้งัย ท่านบอกว่า ไม่รู้มาก่อนหรอก แค่ตอนบ่ายโมง น้าผมโทรไปบอกให้แต่งตัว แล้วก็พามาที่นี้เลย แล้วท่านก็บ่นน้อยใจว่าหลานๆ ไม่คิดถึงท่านเลย ไม่ยอมโทรไปบอกบ้างว่ามีอะไรเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ท่านก็อยู่ในกลางเมืองยะลาอยู่แล้ว ผมกับแม่ก็พยายามพูดอย่าให้ท่านน้อยใจ รอบนี้เลยกลายเป็นคนไข้ปลอบใจคนมาเยี่ยมแทน
สงสัยต้องจบเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ วันนี้พิมพ์ช้ามาก เพราะไม่ได้นั่งโต๊ะพิมพ์ แต่นอนพิมพ์อยู่บนเตียง เนื่องจากต้องยกขาให้สูงขึ้นชดเชยเมื่อวานที่ห้อยนานมาจนขาบวมและเริ่มเจ็บ
อ่านต่อบันทึกหน้านะครับ
สวัสดีครับ
ขอบคุณครับอาจารย์ขจิต ฝอยทอง ตอนนี้ผมกลับมาอยู่บ้านแล้วครับ แต่ยอมรับครับว่าการอยู่โรงพยาบาลได้อะไรกว่าที่คิด (ฮิฮิ สำนวนเดียวกับเป็นทหารได้อะไรกว่าที่คิด)
ขอบคุณครับพี่ยาว2. เกษตรยะลา
ในชีวิตไม่ได้มีแต่เรื่องร้ายๆ ครับ ในความร้ายก็มีเรื่องน่ายินดีอยู่ด้วย
ขอบคุณค่ะ..กำลังอยู่ในระหว่างจับต้นชนปลายทั้งงาน ทั้ง gotoknow..เลยค่ะ แหะๆ
เป็นกำลังใจให้ครับคุณnarisa และขอบคุณครับที่แวะมาเยี่ยม
อัสมาอมารายงานตัวแล้วค่ะ ตอนนี้อาจารย์ป่วยกายแต่จิตใจเข้มแข็งจริงๆ หนูมีเรื่องที่ยากเล่าให้ฟังมากมายกับสถานที่ทำงานใหม่ แต่รอให้อาจารย์หายก่อนดีกว่านะ หนูจะใส่สารกันบูดไว้รอนะค่ะ หนูจะมีความสุขทุกครั้งที่ไม่สบายหรือเจ็บได้ป่วยเพราะสามารถวัดใจคนรอบข้างได้เยอะ ได้นอนตักอุ่นๆของคุณแม่ ฝีมือการทำอาหารของคุณพ่อ และการรวมญาติโดยมิได้นัดหมาย และเหนือสิ่งอื่นใด ความรัก ความเมตตา และการอภัยโทษจากพระองค์อัลลอฮ ในบาปเล็กของเรา อัลฮัมดุลิ้ลลาฮ จะเจ็บไข้ได้ป่วยขนาดไหน อ.จารุวัจน์ก็ไม่หวั่นไหวใช่ไหมค่ะ ได้เวลาพักแบบมีสาเหตุสักทีฮิฮิ
+ สวัสดีค่ะอ.จารุวัจน์
+ มาเยี่ยมคนป่วยค่ะ...หายเร็ว ๆ นะค่ะ
+ แอมแปร์ลูกสาวตัวน้อยมาด้วยค่ะ
+ เอาดอกไม้แห่งความรักและห่วงใยมาฝากค่ะ
+ เกิดความผิดพลาดทางเทคนิคเลยมาคนละหนคนละที่ค่ะอาจารย์
ขอบคุณครับ6. [email protected]
อาจารย์ก็เป็นคนมีเหตุผล ดังนั้นจะพักร้อนยาวๆ ทั้งทีจึงต้องมีเหตุผลสำคัญๆ สำหรับการลาหน่อย
ขอบคุณครับ แอมแปร์
น่ารักทั้งคนถือดอกไม้และดอกไม้เลยครับ
สั้นๆ
หายไวไว น่ะค่ะ แค่เนี้ยะ ก้เพิ่มสีสันของG2K ได้เยอะ
ความเจ็บป่วยมาพร้อมกับเนียตมัติที่ดีเพราะอัลลอฮฺได้ทรงลดโทษของเราไปด้วย.
ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครองค่ะ
ขอบคุณครับ เจ้าหญิงป่วนสีตีนูรฟาร่าหฺ (أُخْتٌ صَغِيْرَةٌ ) ช่วงนี้ผมมีเวลาสำหรับการอิสติกฟารครับ ถือเป็นเนี๊ยะมัตหนึ่ง