เธอมองเห็นรวงข้าวแล้วคิดว่า

รวงข้าวยิ่งแก่ยิ่งสุกงอมสมบูรณ์มากเท่าใด ก็ยิ่งน้อมรวงลงต่ำเรี่ยรวงโน้มลงสู่พื้นดิน มิได้พุ่งปลายรวงขึ้นสู่ฟ้าเพราะด้วยต้นข้าวเป็นพืชพันธุ์ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มต้นหญ้าอันต่ำต้อยกลางป่าเช่นเดียวกันกับพืชร่วมสายพันธุ์ต่างชนิดดังนั้นผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้นั้นมิใช่เพียงการดำรงไว้ซึ่งอำนาจหรือทรัพย์ศฤงคารเท่านั้นหากแต่ยังต้องรู้ซึ้งถึงฐานะที่แท้จริงของตนไม่ลืมตัวและฐานะเดิมของตนที่เคยอยู่เคยเป็น (1)

ฉันมองเห็นรวงข้าวแล้วคิดว่า

ต้นข้าวเมื่อ ยังเยาวภาพ สีเขียวขจีฉาบทั่วท้องทุ่ง  อำรุงใบสีเขียวเพื่อรับเสี้ยวแสงแห่งดวงอาทิตย์ และเมื่อต้นข้าวผลิผลิตรวงบริบูรณ์แล้ว  รวงข้าวเหล่านั้นย่อมมิแผ่วเบาเหมือนแต่ก่อน รวงข้าวเหลืองสลอน ย่อมสร้างความสั่นคลอนและหนักอึ้ง ดึง เหนี่ยวรั้งลำต้น ให้ลู่หล่นลงพื้นปฐพี ฉันใด บุคคลเมื่อเจริญวัยหากสะสมกิเลส  จนหนักอึ้ง ประหนึ่งรวงข้าว จิตใจของเขาคราวนั้นก็ย่อมที่จะ  โน้มเหนี่ยว ให้กาย ประพฤติแต่ฝ่ายอกุศลกรรม ต้องต่ำช้าลงในโลกฉันนั้น

ข้อเท็จจริง

เพราะต้นข้าวระลึกพระคุณของชาวนาที่ ได้อุตส่าห์อาทรทะนุถนอมเลี้ยงดูตน (ถึงแม้นชาวนาจะมิได้กระทำด้วยความรักอย่างสุจริต) เป็นความรักที่แฝงไปด้วยอามิส สินจ้าง (มีผลประโยชน์ต่างตอบแทน) ถึงกระนั้น ชาวนาก็ยังมีบุญคุณ เหลือแสนต่อต้นข้าว  เมื่อระลึกได้ดังนี้ ต้นข้าวแทนที่จะเศร้าโศกโศกาก็หาไม่ ทั้งที่รู้ตัวว่าตนต้องมาตายในเร็ววันนี้ โดยมีชาวนาเป็นนายเพชรฆาต  ต้นข้าวทอดรวงเรี่ยราดโน้มลงดิน (คล้ายคนคอตก ) แต่มิได้เพ้อพก สักหนึ่งน้อย เฝ้าเพียงรอคอย ถูกคมเคียวเกี่ยว  เชือด และเฉือน อย่างสงบ ดังนี้แล 

กำลังจะเกิดโศกนาฏกรรมในท้องนา อนิจจา ท้องนาเปรียบดังลานประหารเหล่าต้นข้าว  ต้นข้าวต้นเยาว์ผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ กำลังหัวร่อสรวลเส อย่างไร้เดียงสา  ส่วนต้นข้าวที่แก่ชรากำลังกลั้นน้ำตามิให้หยาดริน


สังขารของต้นข้าว (สังขารของมนุษย์) เป็นของไม่เที่ยง รอคอยคมเคียวแห่งชาวนา (รอคอยคมเคียวแห่งมัจจุราช)  ฉะนั้นจงเร่งตระหนักรู้อย่างสงบ ถ้าเป็นไปได้ก็จงเริ่มและเร่งกระทำกรรมดี กันเถิดหนา (ต้นข้าวฝากมาบอก)



ที่มาของภาพและข้อความ

(1) bloggang, "ข้อคิดจากรวงข้าว" [http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=savika&month=05-2007&date=28&group=2&gblog=24]. 20 July 2008.