ผมเข้าไปศึกษา บทความของ ดร.กะปุ๋ม เรื่อง ความซับซ้อนทางจิตใจ  แล้วก็ย้อนมองตัวเอง ย้อนมองหลังที่เคยฝึกฝนมาบ้าง ได้เตื่อนตัวเอง เห็นว่าเป็นประโยชน์ เลยอยากย้ำเตือนให้ทุกท่านในรูปแบบ ไดอะแกรม เพื่อนบางท่านชอบรูปแบบนี้ก็ลองนำไปศึกษาดูนะครับ

 

การสรุปแบบนี้จัดทำเฉพาะหลักการเท่านั้นไม่ใส่รายละเอียดลงไป เป็นที่เข้าใจกัน เพราะโดยพื้นฐานนั้นทุกท่านผ่านหูผ่านตามาบ้างแล้ว โดยเฉพาะท่านที่อยู่ในสายธรรมะนั้นท่านทราบรายละเอียดมากกว่านี้หลายเท่านัก  อยางไรก็ตามผมใช้มุมมองส่วนตัวพยายามชี้ให้เห็นจุดรอยต่อที่สำคัญครับ  ที่เป็นช่วงเปลี่ยนที่สำคัญ

 

๑.  เริ่มจากการมีผัสสะ: คือ การสัมผัส เกี่ยวกับรูป(จักขุสัมผัส) รส(ชิวหาสัมผัส) กลิ่น(ฆานสัมผัส) เสียง(โสตสัมผัส) กาย(กายสัมผัส) และใจ(มโนสัมผัส)  เรื่องเหล่านี้คือวิถีดำเนินชีวิตตามปกติ ทุกผู้ทุกคนที่สัมผัสสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่เกิดจนตาย

 

 

 

 

๒. จิตปรุงแต่ง: เพราะมีผัสสะต่างๆทางกายภาพ ทางภายนอก แต่ผัสสะนั้นๆส่งผลกระทบให้ภายในจิตรับรู้แล้วแปรเป็นอารมณ์ ความชอบ ความไม่ชอบ หรือความเฉยๆ

 

๓. จิตสะสมยึดติด: เพราะมีอารมณ์ รับรู้ภายในแล้วแปรเป็นความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจ เมื่อเกิดอารมณ์ดังกล่าวก็เกิดการสะสมความพึงพอใจ แล้วปฏิเสธความไม่พึงพอใจ และเมื่อวันเวลาผ่านไป ผัสสะมีมากขึ้นทุกขณะจิต อารมณ์ก็พัฒนาเพิ่มขึ้น ตลอดเวลา จึงเกิดการสะสมความพึงพอใจ ปฏิเสธความไม่พึงพอใจมากขึ้น

 

๔. จิตจำลองภาพ: การที่อารมณ์ที่เกิดขึ้นเพราะผัสสะนั้น จะเกิดการสะสมและพัฒนาภายในกลายเป็นจิตจำลองภาพ กลายเป็นความเคยชิน นิสัย และพฤติกรรมของบุคคลนั้นๆ

 

๕. ความซับซ้อนภายใน: พัฒนาการทางจิตที่พัฒนามาดังกล่าวนั้น คือ การที่บุคคลได้เกิดภาวะซับซ้อนขึ้นภายใน ยิ่งเมื่อภายนอกเข้ามากระทบ ความซับซ้อนก็จะแสดงตัวตนออกมา

 

 

 

ในกรณีความซับซ้อนภายในนี้ ดร.กะปุ๋มได้พยายามยกตัวอย่างขึ้นมาให้เห็น ดังไดอะแกรมข้างต้นนั้น  กล่าวคือ

 

เมื่อจิตกำหนดว่าอยากเป็นที่รักของใครๆ จากพัฒนาการทางจิตจึงปรุงแต่งไปว่าจำเป็นต้องมีนั่น(a) มีนี่(B)  และจิตภายในผลักดันให้ทำนั่น(a)  ทำนี่(b) ภาวะทางจิตแบบนี้จะสะสมจนบุคคลนั้นกลายเป็นนิสัย พฤติกรรมไปในที่สุด

 

และในท้ายที่สุดก็พัฒนากลายเป็นอัตตา ตัวกู ของกู

 

 

ทางออก ทางแก้: ดร.กะปุ๋ม ได้บันทึกไว้ว่า ดูเหมือนว่าจะมีแต่ธรรมะเท่านั้นที่จะเป็นทางแก้ไขความซับซ้อนภายในดังกล่าว 

 

มีหนทางเดียวเท่านั้น คือ การปล่อยวาง  การไม่ยึดติด โดยการกำนดจิตให้อยู่ที่ลมหายใจเข้า ออก เท่านั้น อย่าให้จิตเข้าไปปรุงแต่งใดๆ

 

 

 

วิเคราะห์: จากสาระบันทึกทั้งหมดของ ดร.กะปุ๋มนั้นผมพบว่า มีสองส่วนที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญคือ

 

กระบวนการภายนอก  และกระบวนการภายใน ดังนี้

 

กระบวนการภายนอกนั้นคือการเกิดขึ้นของกายภาพ และสรรพสิ่งในธรรมชาติ

 

กระบวนการภายใน คือ กระบวนการทางจิตที่เชื่อมต่อกับกระบวนการภายนอก ต่างเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน

 

กระบวนการภายนอกจะเป็นเรื่องทางโลก ที่เราต้องผ่าน สัมผัส กระทำ ถูกกระทำ เพราะเป็นปัจจัยแห่งการดำรงชีวิต  เพียงแต่ว่าเราต้องพัฒนาภายในขึ้นมาให้รู้เท่าทันผัสสะ ต่างๆ รู้เท่าทันจิต และการปรุงแต่งทางจิต มิเช่นนั้นแล้ว จิตจะพัฒนาความซับซ้อนขึ้นมาแล้วส่งผลออกมาทางภายนอก และจะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและสรรพสิ่ง ตามเหตุและผลต่างๆต่อไปอีกมายมายไม่รู้จบ

 

บทความนี้ ดร.กะปุ๋มเน้นที่การสร้างกระบวนการภายในให้เข้มแข็ง โดยการไม่ตามใจจิตที่ไหลไปตามผัสสะ อันจะก่อให้เกิดความเป็นตัวตน การควบคุมจิตกระทำโดยหลัก พิจารณาลมหายใจ การเป็นฐานของสมาธิ และวิปัสสนา 

 

ที่ ดร.กะปุ๋มนำเอาความจริงทางธรรมชาติมากล่าวนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เป็นหลักของ ปฏิจจสมุปบาท หรือมีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก ที่สำคัญคือ

  • อิทัปปัจจยตา (ภาวะที่มีอันนี้ๆ เป็นปัจจัย — specific conditionality)
  • ธรรมนิยาม (ความเป็นไปอันแน่นอนแห่งธรรมดา, กฎธรรมชาติ — orderliness of nature; natural law)
  • และ ปัจจยาการ (อาการที่สิ่งทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่กัน — mode of conditionality; structure of conditions)

 

ขอขอบคุณ ดร.กะปุ๋ม เล็กดีรสโตท่านนี้มากที่นำเอาหลักธรรมมา ขยายความ มาสกิดใจ เตือนตัว เตือนตนกัน นะครับ

 

(ข้อมูลส่วนหนึ่งมาจาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)