บอร์ดก.พ.ร.หารือ 28 พ.ค.นี้ วางกรอบข้าราชการทำงานที่บ้าน ลดค่าเดินทางในภาวะน้ำมันแพง พร้อมหาช่องออกระเบียบรองรับ "สมชาย" ไฟเขียวข้าราชการพันธุ์ใหม่ เลื่อนซีเร็วกว่าข้าราชการปกติ 1 ปี
ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการ ก.พ.ร.ที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน วันที่ 28 พ.ค.นี้ ที่ประชุมจะกำหนดกรอบแนวทางกรณีให้ข้าราชการทำงานที่บ้านได้ เพื่อลดภาระค่าเดินทางของข้าราชการในยุคน้ำมันแพง "การให้ข้าราชการทำงานที่บ้าน เราต้องหารือก่อนว่าเป็นงานประเภทใดที่จะให้ทำที่บ้านได้บ้าง ต้องเป็นงานที่มอบหมายเป็นชิ้น ๆ หรืองานวิจัยต่าง ๆ ที่มีกำหนดระยะเวลาส่งงานที่แน่นอน ไม่ได้หมายความว่าตลอดทั้งปีข้าราชการคนนั้นไม่ต้องเข้ามาที่ทำงานเลย กลุ่มข้าราชการที่ทำงานบ้านได้ ต้องไม่ใช่กลุ่มข้าราชการที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับให้บริการประชาชน" ดร.ทศพร กล่าว
ดร.ทศพร กล่าวว่า อาจต้องออกระเบียบใหม่มารองรับ หรือใช้ช่องทางระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการพ.ศ. 2535 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2539 ข้อ 11 วรรค 2 ที่กำหนดว่า กรณีจำเป็นหัวหน้าส่วนราชการ จะกำหนดวิธีลงเวลาปฏิบัติราชการ หรือวิธีควบคุมการปฏิบัติราชการของข้าราชการ ที่มีการปฏิบัติงานในลักษณะพิเศษเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควร แต่ต้องมีหลักฐานให้ตรวจสอบได้ ก.พ.ร.ยังได้หารือเกี่ยวกับการเลื่อนระดับซีของข้าราชการ ที่จบหลักสูตรนักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ (นปร.) หรือข้าราชการพันธุ์ใหม่ ให้เลื่อนระดับซี ได้เร็วกว่าข้าราชการในระบบปกติหรือไม่ จากระเบียบปฏิบัติที่ผ่านมาการเลื่อนระดับซีจากซี 4 เป็นซี 5 ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี หรือกรณีเลื่อนจากซี 5 เป็น ซี 6 ต้องใช้เวลา 2 ปี หรือการเลื่อนซี 6 เป็นซี 7 ต้องใช้เวลา 2 ปี
ที่ประชุมเห็นชอบเบื้องต้นว่า จะลดระยะเวลาการเลื่อนระดับซีเหลือ 1 ปี จากเดิมใช้เวลา 2 ปี ซึ่งการลดระยะเวลาเลื่อนซีจะให้สิทธิเฉพาะข้าราชการ นปร.ที่มีผลงานดีเด่นระดับท็อปคือ 10% ของรุ่นเท่านั้น ไม่ใช้ให้สิทธินี้กับทุกคน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนเก่งเข้าสู่ระบบราชการมากขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบ
นายปรีชา วัชราภัย เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กล่าวว่า กรณีการเลื่อนตำแหน่งของข้าราชการ นปร. และข้าราชการที่มีผลสัมฤทธิ์สูง (HIPP) ของ ก.พ. อาจสร้างความเหลื่อมล้ำในระบบราชการปกติที่มีข้าราชการ 4 แสนคนได้ นายสมชาย จึงได้มอบหมายให้นายสมภพ อมาตกุล กรรมการก.พ.ร.และกรรมการ ก.พ.ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ และให้เสนอนายสมชาย ก่อนเสนอที่ประชุม ก.พ.อนุมัติร่างระเบียบต่อไป
กรุงเทพธุรกิจ 27 พ.ค. 2551
ใครที่ศึกษาทางด้านการบริหารงานภาครัฐหรือบริหารรัฐกิจหรือรัฐประศาสนศาสตร์ มาแล้ว ไม่ต้องอธิบายมาก เรื่องนี้เป็นการปรับเปลียนวิธีการทำงานอีกรูปแบบหนึ่งที่ทุกฝ่ายต้องออกมาแสดงความจริงจังและยั่งยืน ไม่ว่าผู้บริหารที่มีอาการยึดติดว่า ต้องเห็นหน้าลูกน้อง ต้องให้ลูกน้องมาแวดล้อมในที่ทำงาน ไม่ต้องการงาน แต่ต้องการให้คึกคัก เรื่องนี้ต้องแบ่งว่า ขรก.กลุ่มไหนที่ทำงานที่บ้านได้ แล้วงานที่บ้านน่ะ ขรก.ประหยัดเพียงใด เพราะค่าไฟฟ้า ค่าเสื่อมของเครื่องอุปกรณ์(ของส่วนตัวหรือของหลวง)ใครจะรับผิดชอบ อีกทั้งงานที่รับผิดชอบนั้นต้องบริการประชาชน ต้องติดต่อกับผู้อื่นเพียงใด การเสนองานให้ผู้บริหารที่ชอบให้มีผู้เสนอหน้าหรือต้องอ่านจากกระดาษ จะเป็นปัญหา และสุดท้ายคือระบบการควบคุมปริมาณงานและคุณภาพ คงต้องมีการวิจัยหรือนำผลการวิจัยมาให้สังคมได้เห็นว่ามีผลดีผลเสียอย่างไร และในอนาคตรัฐบาลในสมัยต่อไปจะเอาด้วยหรือไม่เอาด้วย ระบบต่างๆ ที่ดีจากเมืองนอก พอราชการไทยนำมาใช้ "ตายหมด" อย่าให้เรื่องนี้เป็นไฟที่ไหม้ฟางระหว่างที่ใช้เหตุผลว่า น้ำมันแพงเลยหาทางออกให้ ขรก.ทำงานที่บ้าน ใครพร้อมบ้างครับ ใครพร้อมก็ขอสนับสนุนด้วย อย่าลืมคิดถึงภาษีของท่านและชาวบ้านด้วยนะครับ จะคุ้มมั๊ย
เป็นความเห็นที่ดีครับ ใครมีความเห็นอื่นบ้างครับ