ผมเข้าใจว่า ...
สมมติ คือ ความจริงทางโลกที่เราท่านทั้งหลายเข้าใจว่าเป็นความจริง เช่น คนที่มีชื่อเป็นผู้ถือครองในโฉนดที่ดินก็เป็นเจ้าของที่ดินแปลงนั้น เป็นต้น (เพราะเป็นความจริงทางโลกจึงอาจไม่มีในพระไตรปิฎก)
วิมุติ คือ ความจริงทางธรรม อย่างเห็นว่าสุขก็สักแต่ว่าสุข ทุกข์ก็สักแต่ว่าทุกข์ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เป็นสภาวะธรรม ไม่เที่ยงมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไป ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น
และผมก็เชื่อว่า ...
- คนเราต้องเข้าใจทั้ง สมมติ และ วิมุติ ให้ถ่องแท้ และไม่นำมาปนกัน
- คนเราต้องฝึกจิตฝึกใจให้มีสติ สมาธิ ให้เกิดปัญญา เข้าหาวิมุติ
- เมื่อมีปัญญา ก็จะสามารถใช้ชีวิตตามความจริงทางโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งกว่า คนที่ไม่มีสติ สมาธิ และปัญญา
- หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง จิตที่มีสติ สมาธิ และปัญญา จะทำได้ดีกว่า จิตที่สับสน วุ่นวาย ประมาณนั้น
อาจมองในอีกมุมหนึ่งได้เช่นกัน คือ ต้องเข้าใจความแตกต่างของ คำว่า "การปรุงแต่ง" กับ "การคิด" ตามที่ท่าน
สุญฺญตา เขียนไว้ในบันทึก ปรุงจิตน้อย นอนน้อย ประโยชน์มาก... ว่า ...
การ “ปรุง” กับการ “คิด” นั้นแตกต่างกัน...
การ “ปรุง” เป็นการวาดภาพในอากาศ ละเมอ เพ้อฝัน ไปตามสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบ สัมผัส แล้วส่งเข้าไปให้ “จิตปรุง”
ปรุงแต่งไปเป็นเรื่องต่าง ๆ นานา
ปรุงดีก็เหนื่อย ปรุงไม่ดีก็ยิ่งเหนื่อย
การ “คิด” เป็นเพียงการทำตามหน้าที่ หน้าที่ที่ต้องคิด คิดเสร็จแล้ว “จบ” แต่ปรุงนั้น “ไม่จบ” จะปรุงไปเรื่อย โดยเฉพาะยิ่งถ้าใครคิดด้วย "จิตว่าง" นี่สุดยอด ไม่เหนื่อย แถมความคิดยังเฉียบคมอีกต่างหาก