เมื่อวันที่ 19 พค.2551 เพื่อนสาวบอกซองบุญมาและชวนให้ร่วมทำบุญสร้างพระทันใจองค์ที่ 25 ด้วยกัน โดยจะมีพิธีทางพราหณ์และพุทธในวันที่ผ่านมา  นับเป็นต้นบุญและเถาบุญที่ดีที่ทำให้ ป้า มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งในการบำรุงพุทธศาสนา  ...ขออนุโมทนาสำหรับต้นบุญและเถาบุญที่บอกบุญมาถึงด้วย... เมื่อเป็นวันหยุดจึงได้ว่างไปร่วมการสร้างพระทันใจที่วัดป่าเทพนิมิตรวนาราม ห่างจากตัวเมืองจังหวัดขอนแก่นไปทางจังหวัดกาฬสินธุ์ประมาณ 10 กม. ไปร่วมทำบุญครั้งนี้เป็นการเปิดหูเปิดตาให้กับตนเองมากมาย มีหลายๆ อย่างที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น และทำไม่เป็น  ก็เป็นโอกาสที่ได้รู้ ได้เห็น แต่อาจจะยังไม่เป็นอยู่

 

 

 

  

 

เริ่มจาก พระทันใจ เพิ่งมีความรู้ความเข้าใจว่า การที่เรียกพระทันใจนั้นเพราะเป็นการสร้างพระพุทธรูปภายในเวลา 1 วัน ซึ่งจิตศรัทธาต้องสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นช่างปั้นปูน ปัจจัยต่างๆ ต้องถึงพร้อม จึงเชื่อกันว่าผู้ที่มีส่วนร่วมสร้างพระทันใจจะได้อานิสงค์มาก สำหรับการสร้างพระทันใจนั้น ไม่ได้กำหนดว่าจะมีขนาดหน้าตักเท่าใด หรือปางอะไร  ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้สร้าง ซึ่งประกอบด้วยเจ้าอาวาส ชุมชน และผู้มีจิตศรัทธา  มีการตั้งบายศรีและเครื่องบวงสรวง ผู้มากราบพระกราบด้วยธูป 16 ดอก และเห็นหลายๆ คนไปกราบอธิษฐานที่กะบะปูน พร้อมกับควักปูนขึ้นมา 1 ก้อน หลังจากที่อธิษฐานเสร็จ ก็ส่งก้อนปูนนั้นให้ช่างปูนนำไปปั้นพระพุทธรูปต่อ ท้ายสุดจะมีการบรรจุหัวใจพระ เบิกเนตร และติดดวงตาที่สาม หรือ จักระ-จักรา ซึ่งลูกตาและตาที่สามนี้มักเป็นอัญมณีที่มีค่า เสียดายที่ป้า กลับมาก่อน จึงยังไม่เห็นพระทันใจองค์ที่ 25 ตอนเสร็จสมบูรณ์

 

ต่อมาคือ การกวนข้าวทิพย์ เคยได้ยินมาตั้งแต่เล็กๆ เคยกิน แต่ไม่เคยเห็น  ข้าวทิพย์ หรือ ข้าวมธุปายาส นั้นเป็นประเพณีที่มีมานาน ปัจจุบันอาจจะไม่ค่อยได้ยินนัก สำหรับที่จังหวัดขอนแก่นเห็นว่ามีการทำเป็นประเพณีที่วัดแสงอรุณ แต่ป้า ยังไม่มีข้อมูลมาว่าทำกันในช่วงเวลาใดและในเทศกาลอะไร เดิมเข้าใจว่าผู้ที่จะกวนข้าวทิพย์นั้นต้องเป็นหญิงพรหมจรรย์เท่านั้น แต่พอเห็นพิธีกรรมก้อทำให้เข้าใจว่า หญิงพรหมจรรย์นั้นจะมาทำกวนในตอนแรก เรียกว่าต้นพิธี หญิงสาวอื่นๆ ที่อยากร่วมในการกวนข้าวทิพย์นี้ก็สามารถทำได้ โดยต้องถือศีล 8 ก่อน ดังนั้นจึงจะเห็นภาพหลานตัวน้อย สาวแรกรุ่น และคุณป้าคุณยายร่วมกันกวนข้าวทิพย์  ถามสาวน้อยแรกรุ่นว่าทำไมหนูถึงได้มาเข้าร่วมพิธี สาวน้อยตอบว่า หนูถูกคัดมาค่ะ ปิ๊งเลย  ย้อนคิดกลับไปถึงสังคมในยุคก่อน ที่ยังให้ความสำคัญต่องานพิธีกรรม ถือเป็นมิติที่สังคมที่ช่วยให้สาวๆ ในยุคนั้นประพฤติตัวในทางที่เหมาะที่ควร ก็สาวพรหมจรรย์ที่มากวนข้าวทิพย์ เห็นกันจะๆ ทั้งชุมชนนี่นา ลูกหลานบ้านไหนไม่มา ก็....อาจพูดกันไปได้สามบ้านแปดบ้าน (ที่ว่ามานี่ ป้าคิดเองนะ) ข้าวทิพย์นี้ประกอบด้วย นมข้าวโพด เผือกบด ข้าวตอก นมข้นหวาน น้ำใบเตย มาการีนหรือเนยเทียม ฝักทองบด น้ำกะทิ งาดำงาขาวคั่วบด ฯลฯ ซึ่งส่วนประกอบจะเป็นธัญพืชทั้งหมด ไม่มีส่วนประกอบใดที่มาจากสัตว์เลย ก่อนการกวน จะมีพระสงฆ์มาทำพิธีกล่าวนำ แล้วการกวนก็เริ่มขึ้น....ผ่านไปประมาณ 4- 5 ชม.ข้าวทิพย์ก็พร้อมสำหรับตักแบ่งให้กับผู้ร่วมงานในวันนี้

      

 

และสิ่งที่ทำให้โอ้ละหนออีกอย่างคือ การเปิดบุญ  ที่มีผู้เชื่อว่า หากเราเปิดใจทำใจให้เป็นกุศลและตั้งมั่น สามารถที่จะขอเบิกบุญที่เราทำมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมาใช้ก่อน ป้าหน่ะตาลุกวาวเลย เพราะคุ้นกับการใช้บัตรเครดิตมาก่อน ซึ่งผู้ทำพิธีจะให้ตั้งจิตและขอเปิดบุญกับผู้เทพผู้รักษามนุษย์ในทิศต่างๆ  บางกระแสเชื่อว่าหากเข้าพิธีเปิดบุญแล้วจะประสบความสำเร็จในทุกๆสิ่ง เพราะในการเปิดบุญ 1 ครั้ง สามารถอธิษฐานขอพรตามที่ต้องการได้ 1 เรื่อง หากเข้าพิธีเปิดบุญ 3-5 ครั้งก็จะไม่มีอุบัติเหตุ ในการเปิดบุญนี้จะต้องใช้ บายศรีปากชามด้วย สำหรับเป็นพุทธบูชาต่อเทพยาดาทั้งหลาย ซึ่งพิธีกรได้ประกาศว่า บายศรี 1 อัน ใช้สำหรับการเปิดบุญเพียง 1 ครั้ง หากในวันนั้นมีพิธีเปิดบุญมากกว่า 1 ครั้ง ผู้เข้าร่วมพิธีต้องเตรียมบายศรีปากชามมากกว่า 1 อัน

 

บายศรีปากชาม เป็นหัตถกรรมประดิษฐ์จากใบตอง  เห็นคุณป้าฉีกใบตองและนำมาม้วนๆ ให้แหลม  ที่เรียกว่า ตัวบายศรี สามารถทำได้หลายชั้น เช่น  3 ชั้น 5 ชั้น หรือ 7 ชั้น นำตัวบายศรีแต่ละอันมาทบเข้าด้วยกัน รัดด้วยใบตองอีกชั้น ซึ่งเรียกว่า ผ้านุ่ง ใช้ไม้กลัด กลัดให้แน่นหรือใช้การเย็บ บางคนใช้ต้นกล้วยตัดท่อนทำเป็นฐาน ใช้สำหรับติดตัวบายศรี และทำยอดบายศรี แต่ที่เรียกกันว่าบายศรีปากชาม เพราะนำตัวบายศรีมาประกอบในชามหรือถ้วยทรงกลม ซึ่งจะเป็นฐานได้ดีทีเดียว บางคนใช้ชามเบญจรงค์ บางคนใช้โถแก้วขนาดย่อมๆ ดูแล้วแปลกตาดีเหมือนกัน สำหรับที่วัดคุณย่า คุณยาย และผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมกันแสดงฝีมือจัดทำให้ผู้ที่ไม่สะดวกในการจัดหาบายศรีนี้มาสามารถบูชา โดยจัดตัวบายศรีลงในถ้วยโฟม ก็ว่ากันไป

          

 

ป้าได้คิดตามเนื้อหาที่ได้จาก The top Secrete หรือ The Secrete  หนังสือเกี่ยวกับความลับที่ขายดีและเป็นที่พูดถึงอยู่ในขณะนี้ ซึ่งหนังสือได้พูดถึงเทคนิคที่ทำให้คนประสบความสำเร็จในสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยอาศัย การขอ-การเชื่อ-และการรับ

วันนี้คนหลายร้อยคนมาทำบุญสร้างพระ เพราะอะไร? โดยเหตุผลนี้อาจจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ บางคนต้องการขอเป็นส่วนหนึ่งในการบำรุงพุทธศาสนา  หากขอแล้วก็ต้องเชื่อ  โดยเชื่อว่าการสร้างพระนั้นจะทำให้มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่จะเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวทางธรรมต่อไปได้ ซึ่งนี่คือปรากฎการณ์ที่รูปธรรม พอหรือไม่หากเราจะขออย่างนั้น หากเรามีความเชื่อว่า ยัง...ยังไม่พอ ต้องปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โดยการรักษาศีล 5 ศีลพื้นฐานของสังคมโลก ผลที่จะได้รับ...คือความสุข การไม่เบียดเบียด และมีการดำรงชีวิตที่ถูกที่ควร

 

 แล้วการขอ-เชื่อ-รับ กับการเปิดบุญ หล่ะ...บางคนอาจจะขอจากการเข้าพิธีเปิดบุญแล้ว...ว่าให้จะสำเร็จในทุกสิ่งที่ตั้งใจหวังว่า  ขอจะขอได้จากผลบุญที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้เลยเหรอ ยังอาจเป็นข้อสงกาอยู่ เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น หากเป็นจริงคงเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและรับรู้ได้เฉพาะตัว...ไม่ควรที่จะโฆษณาบอกต่อ เพราะการขอต้องมาควบคู่กับศรัทธา ในการจะทำการสิ่งใดขอให้ตั้งมั่น ฝ่าฟัน และสุจริต ดังนั้นหากเราขอต่อเทพยดาแล้วขาดความเชื่อ....เราจะได้รับอะไร....คงเป็นแค่ความว่างเปล่าเท่านั้น สำหรับความเชื่อนี้...ไม่ใช่เชื่อหัวปักหัวปำ....แบบว่าจะไม่มีอุบัติเหตุ...หากยังดื่มสุรา เมาแล้วขับ ไม่วันใดวันหนึ่งอุบัติเหตุคงมาเยือนจนได้   บางคนบอกว่าเงินไม่พอใช้ ก็ลองทำทำบัญชีรับ-จ่ายดู อะไรไม่พอซื้อก็อย่าซื้อ โดยเฉพ่ะซื้อหวยหน่ะ...หากซื้ออยู่...รับรองได้ว่าหมดเงินค่าหวยแน่นอน แต่สำหรับการถูกหวยไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะถูก...แป่ว...

ดังนั้นในการเชื่อต้องมองให้ออกว่าจะสำเร็จหรือไปถึงจุดที่ต้องการได้....ต้องทำอย่างไร...เรียนรู้และลงมือทำอย่างตั้งใจ...ผลลัพท์ก็จะปรากฏ...ผู้ปฏิบัติก็เพียงแต่รอ รับ เท่านั้นเอง

ขออนุญาตลิงค์บันทึกต่อของคุณครูแอ๊วเรื่อง The Top Secrete ความลับของจักรวาล ที่ http://gotoknow.org/blog/aw-chira/180115