เมื่อช่องว่างระหว่างข้าว-ชาวนาถ่างออกจากกันมากขึ้นๆ หลังจากนี้ชาวนาเราจะอยู่กันอย่างไร.

อ่านหนังสือ "ข้าวปลาอาหารไทย ทำไม? มาจากไหน" (สุจิตต์ วงษ์เทศ. เรือนแก้วการพิมพ์.2551 หน้า 20) มีกลอนเพลงที่สะท้อนถึงความเชื่อของผู้คนยุคก่อนว่าควายเป็นสัตว์ที่เอาพันธุ์ข้าวจากฟ้า (สวรรค์) มาให้มนุษย์เราได้ปลูกกิน .....

 

จะกล่าวถึง ควายต้น บนสวรรค์  เป็นต้นเค้า เผ่าพันธุ์ ควายผู้กล้า
รู้ไถนา ปลูกข้าว กินข้าวปลา มีปัญญา เลิศลบ ทั้งภพไตร
ส่วนมนุษย์ ยังโง่ อดโซนัก

ไม่รู้จัก ข้าวกล้า ทำนาไร่

อยู่ดิน กินดาว กับราวไพร เผือกมัน ผลไม้ พอได้กิน
ควายสวรรค์ ลงมา หามนุษย์ สอนที่สุด ไถนา วิชาสิ้น
ปลูกข้าว ได้ข้าว มีข้าวกิน ก็หลงรส หลงลิ้น กินข้าวควาย
คนแย่งควาย กินข้าว ไม่ขายหน้า ควายต้องกินฟางหญ้า ปัญญาหาย
คนเริ่มเก่ง กาจกว่า บรรดาควาย ควายก็ควาย เป็นควาย แต่นั้นมา

 

.....

.....

 

ประจวบเหมาะเหลือเกินกับหลายวันที่ผ่านมาข่าวเกี่ยวกับ "ข้าว" กำลังเป็นกระแสที่สร้างความปั่นป่วนและระส่ำระสาย นำไปสู่การถกเถียงกันเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วในสังคม

 

จากกรณีที่นักลงทุนจากต่างประเทศสนใจที่จะเช่านาจากคนไทยเพื่อลงทุนทำนา ร่วมลงทุนทำนาและลงทุนด้านการค้าข้าวในไทย

 

หลังจากนั้นก็มีทั้งผู้ที่สนับสนุนในแนวคิดและผู้ที่คัดค้าน โดยกลุ่มสนับสนุนให้เหตุผลว่าจะช่วยยกระดับฐานะเกษตรกรไทยให้อยู่ดีกินดีจากราคาข้าวที่สูงขึ้น ส่วนฝ่ายที่ค้านก็ให้เหตุผลว่าเป็นการทำลายวัฒนธรรมไทยที่มีมาแต่ยาวนาน รวมถึงการกล่าวว่าเป็นพวกขายชาติขายแผ่นดิน

 

การเข้ามาของกลุ่มทุนต่างชาติเราเคยมีบทเรียนมากมายมาแล้วกับการมาลงทุนแบบกระเป๋าหนักจากต่างประเทศ ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยความรู้ เทคโนโลยีและเงินทุนมหาศาลที่ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยต่างพากันล้มหายตายจาก (ทางเศรษฐกิจ) ไปตามๆ กัน...

 

แล้วคิดว่าประโยชน์ที่ได้จากกรณีนี้มีอะไรบ้าง?

 

หากมองในระยะสั้นเราจะเห็นความเจริญเติบโตและเห็นผลกำไรจากการทำธุรกิจซื้อขายข้าวจากทุนต่างชาติ

แต่หากหลับตามองกันในระยะยาว อาจมีข้อสงสัยจนกระทั่งตั้งคำถามได้ว่า แนวคิดนี้ทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้จริงหรือ  หรือว่านี่คือจุดเริ่มต้นการล่มสลายของสังคมชาวนาไทย?

 

ราคาข้าวที่สูงในปัจจุบัน "ชาวนา" หรือ "ใคร" ได้ประโยชน์ (เท่าที่พูดคุยกับเกษตรกรเกือบทั้งหมดบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าข้าวในยุ้งไม่มีแล้วเนื่องจากพากันนำไปขายตั้งแต่ราคาอยู่ที่ 10 บาท แม้แต่ข้าวที่จะทำพันธุ์ในปีนี้ยังต้องแย่งกันซื้อจนแทบจะเหยียบกันตาย)

และราคาข้าวที่แพงมากเป็นประวัติการณ์ในปัจจุบันเป็น "ราคาจริง" ขึ้นลงตามกลไกตลาด หรือเกิดจากการ "ปั่น" ราคาเพื่อการเก็งกำไรของพ่อค้าคนกลางกันแน่หนอ???

 

...

ประเด็นสำคัญก็คือว่า

 

ถ้าหากเราตัดความวิตกกังวลว่าแนวคิดการดึงนักลงทุนจากต่างชาติมาทำธุรกิจซื้อ-ขายข้าวจากชาวนาไทยนี้จะเป็นตัวทำลายจุดแข็งของไทยที่ครองความเป็นหนึ่งในการส่งออกข้าวเลี้ยงประชากรโลก

 

นี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนของชาวนาไทยที่จะได้ปรับเปลี่ยนวิธีการทำนา รวมถึงการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ต่อข้าวที่มีมาแต่เดิมซึ่งทำนาเพื่อการบริโภคไปสู่การทำนาเพื่อการค้า

 

แต่....ศักยภาพทางการแข่งขันของชาวนาจะสามารถยืนหยัดต่อสู้กับเทคโนโลยี/เครื่องจักรกลสมัยใหม่หรือความก้าวหน้าทางวิชาการของต่างชาติได้หรือ

 

และชาวนาสามารถปรับตัวเองให้ทันต่อการแข่งขันได้ทันกระนั้นหรือ

 

เกรงว่าสุดท้ายแล้ว....ชาวนาไทยจะตกอยู่ในชะตากรรมเหมือนกับ “กลอนเพลง” ข้างต้น....ลงทุนลงแรงทำนาแล้วไม่มีสิทธิ์ในผืนนา/ไม่มีสิทธิเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่พึงได้จากการลงทุนนั้น และทำได้เพียงยืนมอง (ตาปริบๆ) ดูเจ้าของตัวจริงมาขนข้าวออกไป....

 

เมื่อช่องว่างระหว่างข้าว-ชาวนาถ่างออกจากกันมากขึ้นๆ หลังจากนี้ชาวนาเราจะอยู่กันอย่างไร....มีอะไรให้ชาวนาได้ภาคภูมิใจ....หรือเป็นได้เพียงผู้รับจ้าง/กรรมกรแห่งท้องทุ่งนา

 

.......