สวัสดีครับ อ.เม้ง สมพร ช่วยอารีย์
เมืองไทยของเราตั้งอยู่ในชัยภูมิที่เหมาะในการทำการเกษตรนะครับ จนได้ชื่อว่าเป็น "อู่ข้าวอู่น้ำ" หรือ "สุวรรณภูมิ" และเป็นเมืองเกษตรที่ปลูกข้าวกันมากจนสามารถส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลกมานาน (ตรงนี้มังครับที่ดึงดูดนักลงทุน)
แต่ชาวนาบ้านเราก็ยังมีฐานะไม่ดีเท่าที่ควรเมื่อเปรียบเทียบกับชาวนาในประเทศที่เจริญแล้วอย่างญี่ปุ่นหรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้
เรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ว่าชาวนาแย่งกันซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวจนแทบจะเหยียบกันตายนั้น เป็นข่าวเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมาน่ะครับ โดยชาวนา (และข้าราชการที่หันกลับมาทำนาเนื่องจากข้าวมีราคา) ได้ไปแย่งกันซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ (ตามข่าวบอกว่ามากกว่า 5,000 คน) เพราะกลัวว่าจะไม่มีเมล็ดพันธุ์ข้าวไปทำพันธุ์ในฤดูกาลนี้ หลายคนกลับบ้านมือเปล่าเพราะว่าเมล็ดพันธุ์ข้าวถูกจองล่วงหน้าหมดแล้ว ----> แปลกแต่จริงว่า ทั้งๆ ที่เมล็ดพันธุ์ข้าวในประเทศไทยมีมากมายตั้ง 25,000 สายพันธุ์ (เป็นของไทยแท้ประมาณ 20,000 สายพันธุ์) และเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองที่มีความทนทานตามสภาพพื้นที่อีกหลากหลายสายพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ข้าวก็ยังมีไม่พอต่อความต้องการ เนื่องจากชาวนาปลูกข้าวพันธุ์เดียวกัน (ขายได้ราคาดี)
จึงน่าเป็นห่วงว่าชาวนาต้องพึ่งพาอาศัยปัจจัยการผลิตจากข้างนอกแทบทุกอย่าง แม้แต่เมล็ดพันธุ์ซึ่งชาวนาในอดีตสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ได้เอง ยังไม่ต้องพูดถึงว่าปัจจัยการผลิตที่เป็นองค์ประกอบอย่างอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น ที่ดิน (เป็นของตนเองหรือเปล่า) ทุน (ปัจจุบันควักกระเป๋าตัวเองหรือว่าควักจากกองทุนหมู่บ้านหรือจากกระเป๋านายทุน) แรงงาน (ลงแรงเองหรือว่าจ้างแรงงานข้างนอก) เทคโนโลยี (เดี๋ยวนี้รถไถเดินตามราคากว่า 30,000 บาท) และการจัดการ (ที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่)
แล้วชาวนาจะมี "ที่ยืนหรือจุดยืน" อย่างมีเกียรติสมกับคำที่ติดตราว่า "กระดูกสันหลังของชาติ" ได้โดยวิธีการไหนต้องให้หลายๆ ฝ่ายช่วยกันครับ
ขอบคุณมากๆ ครับ :)