ทำไมมุสลิมไม่กินหมู ?


แต่ในเนื้อหมูมีพยาธิบางชนิดซึ่งมีเกราะที่เกิดจากไขมันในเนื้อหมูห่อหุ้มมันอยู่ ซึ่งความร้อนจากการหุงต้มไม่สามารถทำลายมันได้ พยาธิเหล่านี้จะเข้าไปฝังอยู่ในร่างกายมนุษย์หลังจากที่กินเนื้อหมูเข้าไป และรอฟักตัวออกมาทำอันตรายร่างกายมนุษย์

มุสลิมหลายคน คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มักจะเจอกับคำถามจากเพื่อนต่างศาสนา เกี่ยวกับเรื่อง "ทำไมไม่กินหมู" หรือถูกเย้าแหย่จากเพื่อน ๆ เพราะคิดว่า "มุสลิมกลัวหมู" ซึ่งหลาย ๆ คนมักเข้าใจผิด อาจจะดูจากการ์ตูนตลกหรือภาพยนตร์ ที่มักจะมีภาพของ คนอินเดียที่เรียกกันว่าอาบังหรือแขกโพกหัววิ่งหนีหมู จนหลายคนคิดว่า ชาวอินเดียที่มีผ้าโพกหัวนั้นคือ ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ทั้งที่จริงคือ ซิกข์ ที่ไม่มีข้อห้ามเรื่องการกินหมู

"ทำไมมุสลิมกลัวหมู" อันที่จริงมุสลิมไม่ได้กลัวหมู เพียงแต่จะไม่ให้หมูเปื้อนร่างกาย หรือปนเปื้อนในอาหาร หรือภาชนะ หากเปื้อนก็จะล้างด้วยน้ำดิน 1 ครั้ง และน้ำสะอาดอีก 6 ครั้ง

อาจมีผู้กล่าวว่า"มุสลิมไม่กินหมู เพราะนับถือหมูเป็นพระเจ้า" มุสลิมนับถือพระเจ้าเพียงพระองค์เดียว หมูไม่ใช่พระเจ้า ไม่ได้บูชาหมู ศาสนาอนุญาตให้กินเนื้อหมูได้ ในสภาวะคับขัน หากในที่นั้นเหลือเพียงเนื้อหมูชนิดเดียว ไม่มีอาหารชนิดอื่นเลย หากไม่กินก็ไม่มีอาหารประทังชีวิตให้อยู่รอด

"แท้จริง ทรงห้ามสูเจ้าบริโภคสัตว์ที่ตายเอง เลือด เนื้อสุกร สิ่งที่ระบุนามอื่นจากอัลลอฮ์ (ขณะเชือด) ถ้าผู้ใดอยู่ในภาวะคับขัน (ที่ต้องบริโภคอาหารเช่นนี้) ไม่ใช่เจตนาขัดขืน (หรือนึกอยากลอง) และไม่ใช่ละเมิด ดังนั้นไม่มีบาปแก่เขา แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ"

       (อัล-กุรอาน บทที่ 2 วรรค 173)

หมู มิใช่อาหารเพียงชนิดเดียวที่ถูกระบุเป็นข้อห้ามในการบริโภค ยังมีเนื้อสัตว์ที่ถูกห้ามอีก ได้แก่

                         - เลือด  เพราะเลือดเป็นแหล่งที่อาศัยและแพร่ระบาดของโรคหลายชนิด
                         - เนื้อของสัตว์ที่ตายเองโดยธรรมชาติ 
                         - เนื้อของสัตว์ที่ใช้กรงเล็บหรือเขี้ยวจับสัตว์กินเป็นอาหาร 
                         - เนื้อสัตว์หรืออาหารที่ใช้บูชาผีสางหรือเทพเจ้าอื่น ๆ 
                         - เนื้อสัตว์บกที่เชือดโดยมิได้กล่าวนามของพระเจ้า

ส่วนคำถามที่ว่า "ทำไมมุสลิมไม่กินหมู" ก็ด้วยเหตุผลสำคัญที่มาจากความศรัทธา ยึดมั่นในหลักคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า สิ่งที่พระเจ้าห้ามก็ย่อมเป็นประโยชน์แก่มนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย ถึงแม้จะไม่รู้เหตุผลก็ตาม แต่ยิ่งนานวัน มนุษย์ก็สามารถค้นพบเหตุผลได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 

เรื่องของ การกินหมู ก็เช่นกัน ในปัจจุบันทางการแพทย์พบว่า เนื้อหมูมีไขมันมากกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่น เนื้อสัตว์ทุกชนิดมีพยาธิตัวเล็กๆที่ตามนุษย์มองไม่เห็นอยู่มากน้อยต่างกันไป แต่ในเนื้อหมูมีพยาธิบางชนิดซึ่งมีเกราะที่เกิดจากไขมันในเนื้อหมูห่อหุ้มมันอยู่ ซึ่งความร้อนจากการหุงต้มไม่สามารถทำลายมันได้  พยาธิเหล่านี้จะเข้าไปฝังอยู่ในร่างกายมนุษย์หลังจากที่กินเนื้อหมูเข้าไป และรอฟักตัวออกมาทำอันตรายร่างกายมนุษย์ เช่น ประสาทตาและประสาทสมอง เป็นต้น

ไม่เพียงแต่ศาสนาอิสลามที่ห้ามกินหมู ศาสนายิวและคริสต์ก็ห้ามกินหมูด้วยเช่นกัน ดังมีปรากฏในคัมภีร์ไบเบิล พันธสัญญาเก่าได้ให้รายชื่อสัตว์หลายชนิดที่ถือว่าไม่สะอาดและห้ามนำมาปรุง อาหาร หนึ่งในนั้นคือสุกร (ในบทเลวีนิติ บทที่ 11) 

เพื่อนหลายคนอาจสงสัยทำไมมุสลิมจะต้องหาแต่ร้านที่เป็นร้านอาหารอิสลาม เหตุผลก็เพราะข้อห้ามในเรื่องของการบริโภคเนื้อสัตว์ กรรมวิธีในการประกอบอาหาร รวมถึงภาชนะที่ไม่ปนเปื้อน

อาจจะดูเหมือนอิสลามมีข้อห้ามมากมาย แต่แท้ที่จริงแล้ว ทุกสิ่งก็คือวิถีการดำเนินชีวิตทั่วไปของมนุษย์ ที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงชี้แนะแนวทางต่าง ๆ ไว้ให้มนุษย์เราได้เลือกเดิน....

                                                                          u-morisawa

อ้างอิง ทีมงานชาวต้นไม้ 

 

หมายเลขบันทึก: 183495เขียนเมื่อ 20 พฤษภาคม 2008 20:43 น. ()แก้ไขเมื่อ 23 มิถุนายน 2012 04:00 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (29)

สวัสดีครับ

เห็นพูดถึง เลวีนิติ (พระคัมภีร์เก่า) ก็เลยไปเอามาดู

ในบทที่ 11 พระยะโฮวาห์พูดกับโมเสสและอารอน ถึงสิ่งที่กินได้ (you may eat) และห้ามกิน (you must not eat) ได้แก่ อูฐ แบดเจอร์ กระต่าย (hare) และหมู เพราะว่าไม่สะอาด ...

ครั้งหนึ่งเคยลงไปสามจังหวัดภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส เตรียมตัวมาดี เตี๊ยมกันว่า ถ้าไปที่นั่น อย่าเผลอสั่งไข่เจียว หรือสับ หรือก๋วยเตี๋ยวหมูเด็ดขาด ประเดี๋ยวจะมีปัญหา

ปรากฏว่าในตัวเมืองปัตตานี มีร้านก๋วยเตี๋ยวหมูอยู่ติดกับร้านอาหารอิสลาม เป็นอันว่าไม่ต้องกลัวสั่งผิด เว้นแต่ว่าเข้าร้านผิดเท่านั้นเอง ;)

  • เพิ่งเข้าใจที่ไปที่มาของการไม่กินหมู
  • อ่านแล้วได้ความรู้กระจ่างแจ้งขึ้น
  • ขอบคุณครับ

สวัสดีนะหลาน morisawa

  • คิดว่าคงจำลุงได้ที่วันนั้นเข้าใจผิดกันอยู่นาน  เพราะการสื่อสารที่อาจไม่ดีก็ได้(โทษสื่อ)
  • เข้ามาอ่านได้ความรู้ดีมาก  ทุกอย่างย่อมมีเหตุผล 
  • ศาสนาเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งปัญญาและศรัทธา
  • ทุกศาสนามีบทบัญญัติ มีข้อปฏิบัติ ข้อห้าม ถ้าศาสนิกในทุกศาสนาปฏิบัติได้จริงๆ  ตามหลักธรรมคำสอนของศาสดา  โลกคงมีแต่สันติสุข  คุกคงว่าง ศาลก็ไม่มีงานทำ  ตำรวจนั่งตบยุง 
  • แต่เพราะเดี๋ยวนี้ยังมีคนบางคนและบางกลุ่ม  ไร้ศีลหมิ่นธรรม  ก่อกรรมทำชั่ว  นับถือศาสนากันแต่เปลือกๆ  ไม่เข้าถึงแก่น  สังคมจึงวุ่นวายแบบบี้ 
  • ก็บ่นไปตามประสาคนแก่

Assalamualaikum

Nice to meet you.

  • มนุษย์มักจะท้าทายทุกเรื่องที่เขาห้าม แม้หลายๆครั้งจะเจอดีกับตนเอง
  • เห็นประจักษ์และรับบทเรียนจากการท้าทายนั้น มนุษย์ก็ไม่เคยเข็ดหลาบ หรือ สำนึกในความผิด
  • ทำเมินกับการไตร่ตรอง ลืมใช้สมองมาขัดเกลาความคิด
  • สิ่งที่พระเจ้าสั่งห้ามหรือสั่งอนุญาต ย่อมมีเหตุผลทุกอย่าง
  • แต่มนุษย์ก็ยังคงกังขา หาเรื่องให้แตกแยก ใช่แค่เรื่องกินหมู
  • แม้แต่เรื่อง มีเมียได้ถึง 4 คน กลับโดนหัวเราะเยาะ
  • ทั้งๆทีีีคนที่หัวเราะเยาะ อาจมีเมียเก็บ เมียลับอยู่ทุกซอก
  • ดีไม่ดี ติดโรคมาไม่รู้กี่แสนรายแล้ว ขอโทษเถิดนะสิ่งที่เขาอนุญาตนี้ก็ใช่ขาดลิมิตร ถามตัวเองก่อนว่าสามารถดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมไหม ทรัพย์สินพอป่ะละ ถ้า O.K ลุยเลย เปิดเผยมาเถิด
  • อย่างตอนนี้เป็นไงละ อัตราการเกิด การมีอยู่ของมนุษย์ผู้หญิง-ชาย ต่างกันขนาดไหน(ไม่นับเพศที่3นะ)
  • เชื่อไหมว่า อนาคตจะต้อง 1 ชาย ต่อ 50 หญิง
  • ไม่ใช่จะบอกตนเองเป็นคนใจกว้างหรอกนะ แต่เพราะศรัธา
  • ในฐานะมุสลิมคนนึงเท่านั้น ทุกข้อบัญญัติมีกฎของมันอยู่แล้วละ เพียงแต่มนุษย์ไม่ชอบคิดในสิ่งที่เป็นประโยค
  • ขอโทษที่เขียนมายาวเหยียด ทนๆอ่านหน่อยละกันนะคะ
  • เพราะเบื่อที่คนมักจะรู้แค่ ไม่กินหมู แล้วโดนถามตลอด
  • ขออภัย หากขัดหูขัดใจในคำพูดนะคะ
  • Wassalam

อะไรๆก็..พระเจ้า..ก็แค่ความเชื่อ เพราะถ้าคุณไม่เชื่อในพระเจ้า ชีวิตจะเป็นของคุณ ไม่ใช่ของใครก็ไม่รู้ที่ไม่เคยเห็นตัว ไม่รู้ว่าเคยให้อะไรกับโลกนี้บ้าง คนที่อ้างเป็นศาสดาสอนให้ยึดถืออะไรบ้าๆบอ เพื่อหวังผลแค่เผยแพร่ศาสนา โดยการสงคราม และการสืบพันธ์ อยู่ที่ไหนในโลกก็เกิดแต่ความรุนแรง ระเบิดพลีชีพ ขับเครื่องบินชนตึก ไม่มีศาสนาใดในโลกทำได้ ศาสนาที่สอนให้คนไม่ให้เคารพกฎหมายบ้านเมือง ไร้ระเบียบ สกปรกรกรุงรัง ทั้งบุคคล และสถานที่ นิยมความรุนแรง สามารถตายได้เพื่อความเชื่อบ้าๆบอ อย่างนี้ยังเรียกว่าเป็นศาสนาอยู่หรือ

ถ้าพระเจ้าของคุณสร้างโลก สร้างมนุษย์ สร้างทุกสิ่ง ทำไมไม่ออกแบบให้ทุกคนในโลกเป็นมุสลิม พระเยซูก็เป็นศาสดา ทำไมคำสอนไม่เกี่ยวข้องกันเลยกับ มูอัมหมัด ถ้าพระเยซูเป็นศาสดาของอิสลามจริง คงไม่เกิดสงครามครูเซด

ทำไมถูกบิดเบือนได้ง่ายจัง ทำไมถูกบิดเบือนได้ง่ายจัง ศาสนาอื่นล่ะ ไม่เห็นมีใครบิดเบือนให้ไปไล่ฆ่าคนได้

อ้างว่าเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดในโลก นาลันทา

พวกคุณระเบิดพระพุทธรูปที่ทามิยันได้ แต่พวกคุณใช้ความรุนแรงไปทั่วโลกเมื่อมีคนเขียนการ์ตูนล้อเรียนมูฮัมหมัด "อิสลาม" น่าจะแปลว่า "สงคราม" มากกว่า "สันติสุข"

ศาสนาที่สอนให้ฆ่าสัตว์ เอาชีวิตผู้อื่น ไม่น่าจะเป็นศาสนา ถ้ามีพระเจ้าจริง น่าจะเป็นผู้ส้างมากกว่าผู้ทำลาย

ศาสนาที่สอนให้ฆ่าสัตว์ เอาชีวิตผู้อื่น ไม่น่าจะเป็นศาสนา ถ้ามีพระเจ้าจริง น่าจะเป็นผู้ส้างมากกว่าผู้ทำลาย

สวัสดีค่ะ

         ไม่ได้เข้ามาดูบันทึกนี้เลย ก่อนอื่นต้องขอบคุณทุกท่านที่มาเยี่ยมบันทึกนี้นะคะ ทั้งให้กำลังใจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แม้ว่าความเห็นสุดท้ายจะแตกต่าง แต่ก็ดีค่ะ ทำให้ได้มีโอกาสได้เขียนบันทึกเพิ่ม ทั้งที่ไม่ได้เขียนมานาน ลองอ่านดูนะคะ เกียรติยศแห่งศรัทธา ขอบคุณค่ะ

  • ชอบประโยคของคุณลุงสมเจตน์ ที่ว่า ศาสนาเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งปัญญาและศรัทธา
  • เห็นด้วยกับ ทุกศาสนามีบทบัญญัติ มีข้อปฏิบัติ ข้อห้าม ถ้าศาสนิกในทุกศาสนาปฏิบัติได้จริงๆ  ตามหลักธรรมคำสอนของศาสดา  โลกคงมีแต่สันติสุข  คุกคงว่าง ศาลก็ไม่มีงานทำ  ตำรวจนั่งตบยุง  ของคุณลุงสมเจตน์ค่ะ
  • พี่คนไม่มีราก พูดไว้ในบันทึก ศาสนา...วิทยาศาสตร์... ทุกศาสนามุ่งไปสู่ศานติและความรักค่ะ
  • อัสสะลามุอะลัยกุมครับคุณ morisawa
  • ผมแวะมาตามคำเชิญชวนครับ
  • ได้อ่านที่ "บางท่าน" ได้โพสข้อความที่อาจจะทำให้คุณ morisawa รู้สึกลำบากใจ แต่ขอเรียนว่า นี่คือความจริงที่เป็นปกติ เป็นสิ่งที่ท่านศาสดามุหัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) เผชิญนับตั้งแต่ที่ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็น "นบี" เพื่อสื่อสารสัจจธรรมจากพระผู้เป็นเจ้ายังมวลมนุษยชาติทั้งมวล หากว่าท่านนบีได้เผชิญเช่นนี้ แน่นอนครับผู้ดำเนินตามรอยท่านย่อมจะได้พานพบเช่นกัน เป็นสิ่งปกติ ธรรมดา และเราในฐานะผู้เชิญชวนจะต้องผ่านสถานการณ์นี้อย่างดี ดังที่อัลลอฮฺได้ทรงกำชับในซูเราะฮฺอัลมุซัมมิล อายะฮฺที่ 10 ความว่า "และจงอดทนต่อสิ่งที่พวกเขากล่าวร้ายและจงแยกตัวออกจากพวกเขา ด้วยการแยกตัวอย่างสุภาพ"
  • หน้าที่ของเราคือการเชิญชวนในรูปแบบต่างๆ และหากเราได้ทำหน้าที่นั้นแล้ว แน่นอนว่า เราได้รับผิดชอบในหน้าที่นั้นแล้ว และผู้ที่ถูกเชิญชวน ทั้งที่เป็นมุสลิมเช่นเดียวกับเราและผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม พวกเขาก็มีหน้าที่เช่นกัน นั่นคือ หน้าที่ในการพิจารณาสารที่เราสื่อไปยังเขา และเขามีสิทธิที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ได้ ตามเจตนารมณ์เสรีที่พระเจ้าได้มอบให้กับมวลมนุษย์ทั้งหลายหลังจากที่ได้พิจารณาใคร่ครวญอย่างรอบคอบแล้ว
  • และขอคุณmorisawa อย่าได้กังวลกับข้อความที่เขาสื่อเลย ขอจงมุ่งมั่นทำหน้าที่ต่อไป ด้วยความบริสุทธฺ์ใจและหวังเสมอในความโปรดปรานจากพระองค์อัลลอฮฺ และหมั่นขอดุอาต่อพระองค์ขอทรงนำทางคุณmorisawa และผู้ที่เขียนข้อความเช่นนั้น ขอจงพยายามต่อไป และเชิญชวนมนุษย์บนความรู้สึกรักและปรารถนาที่จะให้พวกเขาได้รับความดีงามดั่งที่คุณmorisawa เองได้รับ เชิญชวนมนุษย์เพราะคุณรักพวกเขาและหวังตีต่อพวกเขา
  • ดีใจที่คุณmorisawa นึกถึงผมในยามที่คุณเผชิญกับสิ่งที่ทำให้คุณไม่สายใจ ขออัลลอฮฺทรงนำทางเราและมวลมนุษย์สู่ทางอันเที่ยงตรงของพระองค์ ขอทรงรินหลั่งความอดทนแก่หัวใจของเรา ขอทรงช่วยเหลือและสนับสนุนเราในหนทางของพระองค์ อามีน

ขอบคุณอาจารย์อาลัมค่ะ

ขอความสันติสุข จงมีแด่ท่านทั้งหลาย

พี่น้องมุอมิน ทั้งหลายครับ ปัจจุบันหลายท่านคงพบกับปัญหามากมาย และ การถูกกล่าวหาต่างๆนานา และการเข้าใจผิดในศาสนาอิสลาม วันนี้ที่ผมมาเข้ามาอ่านเจอ ในข้อความ ของ คุนไม่แสดงตน ผมไม่รู้ว่าท่านนี้คือใคร และไม่ได้ต้องการที่จะมีเจตนาอื่น นอกจากการอธิบาย และชี้แจงให้เห็นในข้อความที่ท่านกล่าวนั้นไม่ถูกต้อง กับความเป็นจริง

ข้อแรกนั้น ผมขอถามผู้อ่านหน่อยละกันนะครับว่า สิ่งของที่เราใช้ทุกวันนี้ ใครเป็นผู้สร้าง มนุษย์ ถูกมั้ยครับ... แต่ยังไม่จบแค่นั้น และ ของที่มนุษย์ นำมาสร้างนั้นมาจากไหนครับ โอเคคครับผมได้รับคำตอบ ธรรมชาติสร้างมา ต่อไปนี้นะครับ ผมอยากได้ฟังคำตอบนี้ ว่าแล้วใครคือผู้สร้างธรรมชาติ .... ป.ล. ผมไม่อยากได้ยินว่าธรรมชาติสร้างธรรมชาตินะครับ

ข้อที่สอง ที่คุนแสดงตนบอก ว่ามุสลิม เอาแต่ ก่อสงคราม ขับเครื่องบินชนตึก ต่างๆนานา ความจริงยังงัยก้คือความจริงครับ แต่ผมขอย้อนถามกลับไปว่า สิ่งที่ชาวยิวได้ทำกับ อิสลามนั้นทำไมคนถึงเงียบ.... ช่วยตอบด้วยครับ อยากได้คำตอบ การตามล่า ฆ่ามุสลิม ในแถบ ประเทศปาเลสตาย เพื่ออะไรหรอครับ ... ทั้งๆที่ดินแดนนี้ในเมื่อ หลายร้อยปีที่ผ่านมาเป็นดินแดนของ ประเทศ นี้เป็นประเทศ เดียวแต่ ยิวนั้น กลับไปร้องขอความช่วยเหลือกับ ประเทศซึ่งรียกตัวเองว่ามหาอำนาจ (แต่ผมไม่เรียก) ผมอยากย้อนถามผู้อ่านว่าทำไมหรอครับต้องมาเอาของแผ่นดินอิสลาม เพราะอะไรหรอครับ ผมมีคำตอบสั้นๆ เพราะไม่มีแผ่นดิจะอาศัยอยู่ โดนเข้าขับไล่มาตลอด แต่พอสามารถข่มเหง ชาวปาเลสไตน์ได้ ก้เอากันใหญ่ ร่วมมือกัน ท่านผู้อ่านครับ อย่างตัดสินใจเชื่อผมโดยไม่มีหลักฐาน โดยท่านสามารถหาอ่านได้ทางอินเตอร์ แล้วท่านจะสามารถตัดสินได้ระว่างสองประเทศนี้ด้วยความเป็นธรรม

ข้อที่สาม คุนไม่แสดงตนบอกว่าศาสนาอิสลาม ไม่มีกฎหมายที่สามารถควบคุมได้ และ เป็ชนชาติที่มีแต่ความวุ่นวาย กรุณาเถอะครับ ช่วยถามเพื่อนๆหรือใครก็ได้นะครับ ถึงประทศ ซาอุดิอาระเบีย ว่ากฎหมายประเทศเค้าเป็นอย่างไร หรือถ้าหากท่าน ไม่แสดงตนมีความสามารถพอ ที่จะไปประเทศนั้นเพื่อทดลอง กฏหมายประเทศนั้นก้ได้นะครับ จะได้ทราบถึงคำพูดที่คุนไม่แสดงตนกล่าวนั้นไม่ถูกต้อง และส่วนที่คุนบอกว่ามีแต่ความวุ่นวายนั้น ผมว่าคุนพูดผิดแล้วครับ ลองหันไปดูประเทศการ์ต้า นะครับ ถ้าคุนรู้จัก จากการเล่าเรียนของคุน และลองดูว่าประเทศนี้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอะไร และ เป็นประเทศที่มีความสงบหรือไม่ ลองดูนะครับ คนที่กล่าวถึงอาจจะยังไม่รู้จัก โลก หรือ ทวีปอาหรับมากพอนะครับ ผมว่าต้องลองศึกษถึงประวัติแต่ละประเทศดูก่อนได้นะครับ

ในการที่คุนบอกว่า พระเจ้าทำไม ถึงไม่เลือกสร้างทุกคนมาให้เป็นมุสลิมทั้งหมด หรือ ให้เหมือนกันทั้งหมด ผมจะกล่าวถึงเรื่องเพศ ก่อนละกันนะครับ ถ้าหากพระเจ้าสร้างเพศ ญ หรือ ช มาอย่างเดียวประเทศนี้ก้คงมีแต่ความสับสนวุ่นวาย ลองนึกภาพผู้หญิง จะต้องนั่งทำงาน แบกหาม ทุกวี่ทุกวัน และ ปราศจาการดูแลควบคุมได้ และ ถ้าหากเป้นชายอย่างเดียว ก้คงมีแต่ความรุนแรง เกิดขึ้นบนหน้าแผ่นดิน เพราะ เพศ ช เป็นเพศที่มีความต้องการมากกว่าผู้หญิง ถ้าหากไม่ได้อะไร ก้ จะต้องการใช้กำลังเพื่อให้ได้มา และ

เหตสำคัญ ที่พระเจ้าสร้างมาให้มีความแตกต่างกันด้านศาสนาก็เพื่อให้รู้ถึงความศรัทธา ของแต่ละคน ว่ามีมากน้อยขนาดไหน โดยจากประสบการที่ผมได้เจอคน นับถือศาสนาคริสต์นะครับ เค้าคนนั้นเป็นคนที่เชื่อและนับถืออยู่ใน ศาสนาของเค้าแต่วันนึงเค้าก้ได้ พบหลักฐานซึ่ง พบเจอในคัมภีร์ที่กล่าวถึงไว้ว่าโลก จามี โรคระบาดเกิดขึ้น โดยการทำนายนี้เกิดขึ้นมาแล้วนะครับ 1430 ปีก่อน ซึ่งตอนนั้นจามีใครรู้ นอกจากผู้ที่สร้างขึ้นมันขึ้นมาให้รูถึงการศรุทธา ของแต่ละบุคล และเมื่อท่านมีความศรัทธา แล้วท่านนั้นก้จะได้รับ ความสุข อย่างตลอดกาล ดั่งเช่น ในคัมภีร์ ได้บอกไว้กว่าสามในสี่ของเล่ม ถึง ความสุขที่ท่านจาได้รับ ใน ทรวงสวรรค์

ส่วนอิสลาม นั้นนะครับ แน่นอนแปลว่าความสันติ สงบสุข เพียงแต่ว่าในความสงบสุขนั้นไม่ชอบให้ใครรุกราน เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนในโลกนี้ต่างมีความเคารพ และ มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ยอมรับ และคิดถึงความจริง แน่นอนครับ โลกก้จาอยู่อย่างสงบสุข

ผมหวังว่าท่านผู้อ่านที่อ่านแล้วจะได้รับความโปรดปราน และความสุข นะ ครับ และที่สำคัญกว่านั้น จะรับรู้ว่าในอิสลามนั้นมันไม่ใช่แค่ในจอที่เราได้เห็นว่ามันหลอกลวง กล่าวหา แต่อิสลาม เป็นผู้กระทำ แต่หารู้ไม่ว่าต้นเหตนั้นเกิดจากอะไร โดยที่สื่อนั้ถูกครอบงำ

วะบลลาฮิตเตาฟีก วัล ฮิดายะฮ

วัสสลามุอะลัยกุมวะเราะมาตุ้ลลอฮิวะบาร่อกาตุ

ต่อจากข้อความข้างต้น

ป.ล. คนครสตืคนนั้นปัจจุบัน เข้าอิสลามแล้ว ด้วยกับการเห็นแล้วเจอด้วยตัวของเขาเอง และตรงกับในคัมภีร์ที่กล่วไว้อย่างชัดเจน

ขอบคุนครับ

สวัสดี วัน ฮารีรายอค่ะ (ไม่รู้ว่าถูกรึปล่าว) แต่ทักทายด้วยใจค่ะ..

สวัสทุกคนทุกท่านครับ

ผมเข้ามาอ่านข้อความต่างๆ ก็มีความรู้เพิ่มขึ้นน่ะครับ และก็ชอบบทความของ "นักเรียน [IP: 78.101.224.150]

" มากเลยที่เดียว(ดูแล้วน่าจะเป็นผู้ที่มีการศึกษาเลยทีเดียว) ที่สะท้อนความจริงที่หลายคน หลายท่านเชื่อในสิ่งที่เห็นจากสื่อหรือแหล่งข่าวเพียงไม่กี่แหล่งข่าว ก็คล้อยตามหรือเชื่อสิ้งเหล่านั้นแล้ว ขอออกตัวนิดนึน่ะครับ ผมเป็น พุทธศาสนิกชนคับ ไม่ได้เป็นอิสลาม ก็อย่างที่"นักเรียน [IP: 78.101.224.150]" ว่าล่ะครับ บ่อยครั้งที่ชาวมุสลิมถูกมองว่า" มุสลิม เอาแต่ ก่อสงคราม ขับเครื่องบินชนตึก ต่างๆนานา " มันก็เป็นแค่เพียงส่วนน้อยของส่วนมากที่เป็นอย่างนั้น

อ้างถึงในข้อที่สาม ที่ได้กล่าวถึงประเทศที่มีความวุ่นวายและอีกหลายประเทศที่มีความสงบเรียบร้อยที่ดูแล้วไม่น่าจะมาจากศาสนาเป็นเหตุ แต่มาจากการปกครองของแต่ล่ะประเทศตางหาก เมื่อมองเขามองเราแล้วก็ดอดีใจไม่ได้น่ะครับ ที่เราชาวไทยทุกคนได้เกิดมาบนแผ่นดินนี้ อันมีพระประมุขของประเทศ ที่เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรม ทำให้เราอยู่กันด้วยความสงบสามัคคีในทุกๆศาสนา(ยกเว้นความขัดแย้งส่วนน้อยใน3จงหวัดชายแดนภาคใต้น่ะครับ ที่ผมก็ไม่ค่อยจะรู้ที่มาที่ไปมากมายนัก แต่รู้ว่า ชาวบ้าน ที่ไม่เกี่ยวข้องต้องอยู่ด้วยความลำบากใจ เพราะบางครั้งเหมือนว่าจำเป็นจะต้องเลือกข้าง คือ ไม่ตำรวจก็ผู้ก่อการร้าย )

หาข้อความข้างต้น ผิดพลาดประการใดโปรดชี้แนะด้วยคับ ยินดีรับฟังจากทุกคนทุกศาสนา ที่จริงมีข้อสงสัยอีมากมายเลยครับที่อยากถามแต่เอาไว้วันหลังดีกว่า

ส่วนผม นับถือข้อปฏิบัติที่เห็นว่าดีของทุกศาสนา (พุทธเป็นวิทนาศาสตร์มากสุด เพราะศาสดาเป็นคนธรรมดาเนี่ยแหละ และไม่มีพระเจ้า)ครับ และก็ไม่ชอบข้อห้ามนัก เพราะไม่เป็นวิทยาศาสตร์

ถ้าพระเจ้าของอิสลามดีจริงๆนะ ทำไมไม่สร้างคนที่เกิดมานับถือศานาเดี่ยวกับคุณล่ะ แต่คนส่วนมากยังนับถือศานาอื่นกันอยู่ ก็แสดงว่าพระเจ้าหลอกคุณแล้ว เพราะพระเจ้าสร้างคนนับถือศาสนาาอื่นมาด้วย

ตอนแรกๆพระเจ้าอาจเห็นว่าศานาตัวเองดีก็ได้ แต่หลังๆพระเจ้าเห็นว่าศาสนาตัวเองไม่ดีเลยสร้างคนที่นับถือศาสนาอื่นขึ้นมาไง..

ถ้าพระเจ้าสร้างหมูขึ้นมาไม่ให้กิน แล้วทำไมสร้างสัตว์อื่นมา ไมไม่สร้างแต่ต้นไม้ แล้วก็ มีมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตอย่างเดียวล่ะ จะได้กินพืชทั้งชีวิตเลย

{คนบ้างคนเกิดมาก็แค่.... กิน ถ่าย สืบพันธุ์ และก็ตาย โดยที่ไม่เคยคิดที่จะทำความดีให้ตนเองและผู้อื่นเลย}

ก็เพราะว่าพระเจ้าทรงให้สมองกับมนุษย์มา เพื่อที่มนุษย์จะได้ใช้สมอง ได้คิดว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรถูกอะไรผิด

และถ้าไม่รู้ก็ต้องศึกษาให้เข้าใจซะก่อน ก่อนที่จะมาออกความคิดเห็น หรือ ดูถูกศาสนาอื่นๆ แม้นแต่ศาสนาที่คุณนับถือเองก็เถอะ

คุณก็ควรจะศึกษาเกี่ยวกับศาสนาของคุณ ว่าสิ่งไหนเป็นข้อห้าม และข้อปฏิบัติตามหลักศาสนาของคุณ ไม่ใช่คิดอยากจะทำอะไร

ก็ทำตามใจตัวเอง อย่างนั้นเค้าเรียกว่ามักง่าย หรือ(เป็นคนไม่มีศาสนา) แต่ถ้าคุณไม่ได้เป็นคนอย่างนั้นละก็ และถ้าคุณแน่จริง

ฉันอยากจะให้คุณลอง ศึกษาศาสนาอิสลามอย่างจริงจัง ขอย้ำนะคะว่าอย่างจริงจัง คุณจะได้เข้าใจในศาสนาอิสลามอย่างถูกต้อง

เพราะศาสนาอิสลาม มีเหตุและผล เพื่อให้มนุษย์ ได้ใช้สมองได้คิดและศึกษา ไม่ได้ให้เชื่อแบบงมงาย ......ุ^_^ุ.....

(ขอแนะนำผู้ที่สนใจอยากศึกษาเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ไม่ว่าคุณจะเป็นคนนับถือศาสนาอะไร ลองเข้าไปดูที่เว็บ อิสลามสันติชน

เค้าเปิดอบรมผู้ที่สนใจฟรี)

ศาสนาใดนับถือ ก็นับถือไป จะเอามาถกเถียงกันทำไม แต่ถ้าใครเลือกจะเข้าเป็นอิสลามละก็ เหมือนคุณเลือกตั๋วเที่ยวเดียว

เข้าไปได้แต่ออกไม่ได้ ถ้าคุณคิดจะออกจากศาสนานี้ ยาก ถ้าใครคิดเลิกนับถือ ก็อาจถึงตาย(ที่อิรักหรืออิหร่าน)

ทำให้คนศาสนาอื่นไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องรุนแรงขนาดนี้ด้วย ก็แค่นั้นแหละ เขาไม่ได้ต้องการว่าร้ายหรอก นอกจากจะ

พวกคุณไปกล่าวหาเขา ว่ามาว่าร้ายศาสนาอิสลาม แล้วก็ประชดแดกดันเสมอ ไม่เคยตอบคำถามได้ตรงประเด็น ตอบอ้อมๆ

แบบพิสูจน์ไม่ได้ ขาดความน่าเชื่อ คุณจะบอกว่าศาสนาคุณดีที่สุดก็คงไม่ใช่หรอกครับ ศาสนาอื่นที่เก่าแก่กว่าคุณก็ถมไป

เช่น ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธ ซึ่งเกิดก่อนเป็นพันปี ศาสนาอิสลามเกิดขึ้นในช่วงเวลาสงครามรวบรวมดินแดน

ทำให้คำสอนบางอย่างเอื้อประโยชน์ในการเอาตัวรอดและดูแลสุขภาพในสถานที่ทุรกันดาร เช่น ทะเลทราย มันก็คือ

พิธีกรรมขลิบ เพราะไม่มีน้ำให้อาบ ประเทศต้นกำเนิดของศาสนาก็เป็นทะเลทรายซะส่วนใหญ่ มันเลยกลายเป็นพิธีกรรมทางศาสนาไป

ซึ่งมันก็ไม่จำเป็นแล้วในยุคนี้ แต่เขาก็ยังยึดขนบแบบเดิม ส่วนเรื่องเนื้อสัตว์ที่ห้ามก็เป็นเพราะเหตุผลเดียวกัน เนื้อหมูทำให้เกิด

โรคระบาดในชาวมุสลิมยุคเก่า เลยกลายเป็นโดนห้ามรับประทาน บัญญัติโดยศาสดา นั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงห้ามกัน

อย่างทราบเหมือนกัน ชาวมุสลิมที่บอกว่ารู้ดีในศาสนาของตนเอง กลับตอบคำถามถึงบทบัญญัติของตนไม่ได้ มันเป็นเพราะอะไร

ถาม10 ก็ตอบแตกต่างกันทั้ง10คน ไม่เคยตอบได้ชัดเจน แถมโดนบิดเบือนจนแตกเป็นลัทธิหัวรุนแรงอีก หัวใจหลักของศาสนา

อิสลามอยู่ที่ไหน ต้นตำรับอยู่ที่ไหน ใครตอบได้บ้าง นี่แหละ คือสิ่งที่ทำให้คนศาสนาอื่น ค้างคาใจในศาสนาอิสลาม

โปรดเข้าใจไว้ด้วย

อ้อ ลืมไปอีกนิดหน่อย

ชาวมุสลิมมักจะสร้างสังคมปิดเสมอ น้อยคนที่จะใจกว้าง อย่างเช่น การแต่งงานกับชาวมุสลิม เขาจะบังคับคนศาสนาอื่นให้เข้า

เป็นอิสลามก่อนเท่านั้น หรือไม่ก็ไม่รับคนจากศาสนาอื่นเลย นอกจากศาสนาเดียวกัน ทำให้ค่อนข้างจะเป็นสังคมแบบปิด

ซึ่งก็ทำให้คนศาสนาอื่นไม่เข้าใจว่า ทำไมจะต้องเข้าศาสนาอิสลามก่อนเท่านั้น แล้วทำไมชาวมุสลิมไม่คิดจะเข้าศาสนาอื่นบ้าง

ในตอนแต่งงาน ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่า มันไม่แฟร์เท่าไหร่ และทำให้บางประเทศไม่ยอมให้มีการนับถือศาสนานี้ศาสนาเดียว

เพราะค่อนข้างจะมีปัญหาสูง แม้แต่ไทยเอง ก็เพิ่งยอมรับศาสนานี้เข้ามาได้ไม่นาน เพราะศาสนานี้ค่อนข้างแบ่งแยกและขีดเส้น

กับศาสนาอื่นไว้สูง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมาหลายอย่าง บางคนที่บอกว่า ไปศึกษาศาสนาให้ถ่องแท้ ซึ่งผมก็เข้าใจนะครับ

และเมื่อได้ไปศึกษาดูแล้วก็พบว่า หลักคำสอนบางอย่างมันค่อนข้างจะโบราณ ไม่ยืดหยุ่นและปรับเข้ากับยุคสมัยใหม่ไม่ได้

และที่สำคัญ ทั่วโลกก็ยอมรับกันว่า ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาที่กดขี่เพศหญิงอย่างมากด้วย เพศชายจะมีสิทธิ์ขาดหมดทุกอย่าง

และที่สำคัญ เป็นศาสนาที่เหยียดเพศด้วย มีการฆ่าเพศที่สาม ที่อิรักหรืออิหร่าน และที่อื่นก็มักจะรังเกียจเพศที่สามด้วย

แล้วบอกว่า พวกเพศที่สาม นั้นฝ่าฝืนคำสอนพระเจ้าของตน ซึ่งพวกคุณก็ไม่รู้กันเลยว่า เพศที่สามเกิดจากความบกพร่องตอน

ปฏิสนธิเลยทำให้สมองของพวกเขาทำงานไม่เหมือนชายหญิงทั่วไป แล้วก็ไปกล่าวหาว่าเขาชั่วร้าย สกปรก แปลกแยก น่ารังเกียจ

นี่หรือครับ ศาสนาที่คุณบอกว่าเจริญแล้ว คำสอนเป็นวิทยาศาสตร์แล้ว จากที่เห็น ก็มีแต่กฎหมู่ กฎจากสงคราม อ้างแต่ศรัทธา

แต่พิสูจน์อะไรไม่ได้ แล้วคุณก็อย่าบอกนะครับ ว่าผมว่าร้าย เพราะหลักฐานมันชัดเจนอยู่ คุณคงปฏิเสธกันไม่ได้หรอกครับ

เอาน้ำล้างตาแล้วสังเกตดี ๆเถอะครับ อย่าเอาแต่หลับหูหลับตาเชื่อแบบพวกคุณอีกเลย พิจารณาความจริงซะ

ไม่เห็นด้วยกับ คห. ที่ 7 พระเจ้าได้สร้าง ส้ตว์หรือสิ่งต่างๆที่ทานได้ตามหลักศานา บนโลกใบนี้ ให็เป็นอาหาร ของมนุษย์ ไม่ใช่การ

เบียดเบียนเราทานเค้า เพื่อชีวิต รอด พระเจ้าได้สร้างมาเพื่อเรา แต่ห้ามกินทิ้งกินขว้าง ฆ่าสัตว์ในทางที่ไม่สมควร ส่วน คห.ที่ 19 นั้น

เรื่องของการแต่งงาน คือศานาที่แท้จริงนั้นมีเพียงอิสลาม

ถ้า คนที่เคย หลงผิด นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้าองค์เดียว คือคนที่ตกนรก แท้แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าเค้าเปลี่ยนมานับถืออิสลามเขาก็

จะได้บุญ ไม่ต้องลงนรก จนปืนจากปลายหลุม และไม่ได้กลิ่นของสวรรค์แม้แต่นิดเดียว

เป็นส่วนเพิ่ม...เติมความรู้..มากขึ้นค่ะ เพราะก็ไม่เข้าใจเหมือนกันข้อห้ามของแต่ละศาสนาเป็นอย่างไรบ้าง แต่พอรู้และเข้าใจว่าทุกศาสนาต้องการให้คนเป็นคนดี..ทำดี..มีความสุข

คนที่ว่าอยู่ข้างต้นน่ะต้องไม่ได้นับศาสนานี้แน่เลย

บอกไรให้นะ

  เนื้อสุกรมีลักษณะที่นับว่าเป็นข้อเสียเมื่อเทียบกับสัตว์อื่นๆ

อยู่หลายประการ อาทิ เช่น

-1- มีไขมันมาก *ซึ่งเท่ากันมีโปรตีนน้อยตามน้ำหนัก*

-2- เน่าเสียเร็วกว่า

-3- เป็นพาหนะของพยาธิตัวจี๊ดได้ง่ายกว่า

-4- พยาธิหรือเชื้อโรคทรกต้องการความร้อนสูงจัดในการฆ่าเชื้อโรค*ทำให้แรธาตุ และโปนตีนสูญไปเปล่าๆ*

              เข้าใจยัง

กลุ่มที่ทำให้โลกวุ่นวายครับ Free mason และ Iluminati

Freemason (ฟรีเมสัน)

ฟรีเมสันเป็นองค์กรลับของพวกยิวที่มาตั้งแต่ยุคสมัยโรมันองค์กรนี้ก่อตั้งขึ้นในเยรูซาเล็มเมื่อเฮโรด อากริปปาได้เป็นกษัตริย์ของพวกยิวระหว่าง ค.ศ.37-44 กษัตริย์ผู้นี้เป็นหลานของกษัตริย์ เฮโรดมหาราชฆาตกรสังหารเด็กๆของชาวเมืองเบธเลเฮมเพราะกลัวการมาปรากฏตัวของพระเยซูซึ่งเขาเชื่อว่าจะมาเป็นผู้ทำลายอาณาจักรของเขา

เป้าหมายแรกของพวกฟรีเมสันคือการต่อสู้กับศาสนาคริสต์ หลังจากนั้น เป้าหมายของพวกนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นการต่อสู้กับทุกศาสนา เพื่อสถาปนาอิสราเอลขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่งและเพื่อกลับไปสู่ปาเลสไตน์ ใน ค.ศ.1717 พวกฟรีเมสันได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งภายใต้ชื่อใหม่ว่า"สมาคมฟรีมาโซนิคหรือฟรีเมสัน"เพื่อต่อต้านศาสนาอย่างเปิดเผย นอกจากนั้นแล้ว พวกนี้ยังได้ใช้เครื่องหมายใหม่เป็นรูปสามเหลี่ยมและวงเวียนปลายแหลมสองด้านเป็นสัญลักษณ์อีกด้วย แหล่งพบปะหรือที่เรียกกันว่า “ลอดจ์” (lodge) แห่งแรกของคนพวกนี้ถูกตั้งขึ้นในอังกฤษโดยใช้คำขวัญใหม่ว่า “เสรีภาพ ภราดรภาพและเสมอภาค”ต่อไปนี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มมาโซนิคและสโมสรต่างๆที่กล่าวไว้ข้างต้น

หลังจากนั้น คนพวกนี้ก็ตัดสินใจประกาศเป้าหมายที่แท้จริงของตนดังต่อไปนี้ คือ

1) เพื่อรักษาศาสนายูดาย

2) เพื่อต่อสู้ศาสนาต่างๆโดยเฉพาะนิกายแคธอลิก

3) เพื่อเผยแพร่การไม่เชื่อในพระเจ้าและลัทธิเสรีนิยม

หลังจากนั้น แหล่งพบปะใหม่ๆของพวกฟรีเมสันก็ถูกตั้งขึ้นในสหรัฐฯ มีมุสลิมหลายคนหลงเชื่อไปกับคำขวัญของคนพวกนี้และได้ไปเข้าร่วมเป็นสมาชิกด้วย แต่เมื่อรู้ถึงเป้าหมายที่แท้จริงของคนพวกนี้แล้ว มุสลิมเหล่านี้ก็ถอนตัวออกมาแต่ไม่กล้าเปิดเผยความลับของคนพวกนี้โดยกลัวว่าจะถูกฆ่า

งานศึกษาหลายชิ้นโดยนักเขียนชาวตะวันตกตลอดจนแถลงการณ์ของพวกยิวและการศึกษาค้นคว้าเป็นการเฉพาะได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกยิวกำลังวางแผนที่จะทำให้โลกเสื่อมทรามลงโดยคำขวัญที่สวยหรูต่างๆซึ่งมุสลิมจะต้องระวังไว้ให้ดี คนพวกนี้มีคำขวัญว่า “ศาสนานำไปสู่การแตกแยกในขณะที่ฟรีเมสันนำเราไปสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

มีรายงานในสารานุกรมมาโซนิคที่ออกในฟิลาเดลเฟียเมื่อปี ค.ศ.1906 ว่าแหล่งพบปะทุกแห่งของพวกมาโซนิคจะต้องเป็นสัญลักษณ์ของวิหารชาวยิวและครูทุกคนจะต้องเป็นตัวแทนของกษัตริย์ยิวและองค์การฟรีเมสันทุกแห่งจะต้องรวบรวมผู้ทำงานชาวยิวไว้ ในแถลงการณ์ของพวกมาโซนิคที่ ออกในลอนดอนในค.ศ.1935 กล่าวว่า : “ความปรารถนาของเราก็เพื่อที่จะก่อตั้งลัทธิความเชื่อที่สมาชิกของลัทธิใช้วิธีการมีความสัมพันธ์ทางเพศ” ดังนั้น จึงได้มีการตั้งสโมสรต่างๆสำหรับคนชอบเปลือยกายขึ้นและพยายามอย่างเต็มที่ในการทำลายคุณค่าทางศีลธรรม

เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายของตน พวกฟรีเมสันได้ใช้ชื่อต่างๆกัน เช่น “ลูกหลานแห่งพันธสัญญา” (Children of covenant) “คิวานี”(Kiwani) “ไลออนเนส” (Lioness) “ยะฮ์เวห์ เพรสเซนส์” (Yahweh Presence) “เอ็กซเชนจ์” (Exchange) “สโมสรโรตารี” (Rotary Club) และอื่นๆ ชาร์ลส มาร์ไดน์ (Charles Mardine) ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในหนังสือเรื่อง Rotary and The Like ของเขาซึ่งตีพิมพ์ใน ค.ศ.1936

1) ลูกหลานแห่งพันธสัญญา (Children of covenant) พวกมาโซนิคกลุ่มนี้เกิดขึ้นในนิวยอร์คใน ค.ศ.1843 โดยมีสมาชิกเป็นชาวยิวโดยเฉพาะ หลังจากนั้น กลุ่มนี้ก็มีสาขาหลายแห่งทั่วโลก ในการประชุมครั้งหนึ่งซึ่งคนกลุ่มนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3/5/1966 นายฟอร์สเตอร์ ดัลลัส ได้กล่าวในที่ประชุมว่า : “อารยธรรมตะวันตกวางพื้นฐานอยู่บนความเชื่อของยิว ประเทศตะวันตกทั้งหมดจะต้องป้องกันฐานที่มั่นของอารยธรรมของตน นั่นคือ อิสราเอล”

2) “กลุ่มคิวานี” กลุ่มนี้มีคำขวัญว่า “รู้ด้วยตัวเองก็แล้วกันว่าจะทำให้เสียงของพวกท่านเป็นที่รับฟังได้อย่างไร” กลุ่มนี้ถูกจัดตั้งขึ้นใน ค.ศ.1915 ในเมืองดีทรอยต์ สหรัฐฯ

3) “ไลออเนสส์” สาขานี้ปรากฏขึ้นในชิคาโกมาตุภูมิของสโมสรโรตารี ตามหนังสือพิมพ์อัล-อะฮ์รอมฉบับวันที่ 2/12/1985 รัฐมนตรีหญิงได้ไปเปิดสโมสรไลออเนสส์แห่งแรกที่โรงแรมเชอราตันไคโร รายชื่อสมาชิกของกลุ่มนี้มีอยู่ในหนังสือพิมพ์ด้วย

4) “เอ็กซเชนจ์” ถูกก่อตั้งขึ้นในเมืองดีทรอยต์ในสหรัฐฯเมื่อวันที่ 27/3/1916 โดยชาร์ลส เบอร์คี ซึ่งเป็นพ่อค้าอัญมณีคนหนึ่ง กลุ่มนี้จัดประชุมครั้งแรกขึ้นใน ค.ศ.1917

5) “ยะฮ์เวห์ เพรสเซนส์” เป็นมูลนิธิของพวกยิวในชื่อคริสเตียน ยะฮ์เวห์เป็นนามของพระผู้เป็นเจ้า (พันธสัญญาเก่า) ถูกตั้งขึ้นในเพนซิลวาเนีย สหรัฐฯหลังจากนั้นก็ย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์คในค.ศ.1909 ผู้ปฏิบัติงานของมูลนิธินี้จะออกไปเยี่ยมเยียนผู้คนที่บ้านเพื่อส่งเสริมหลักการที่วางพื้นฐานอยู่บนคัมภีร์โตราห์ (ซึ่งคนพวกนี้ได้บิดเบือนแล้ว) กลุ่มนี้เป็นสมาคมยิวที่อันตรายที่สุดกลุ่มหนึ่งทั้งนี้เนื่องจากมันหลอกลวงชาวคริสเตียนและสร้างเรื่องเท็จต่างๆขึ้นมาเกี่ยวกับศาสดา เช่น การพยากรณ์ถึงดินแดนแห่งพันธสัญญา

ใน ค.ศ.1951 ความลับของพวกฟรีเมสันก็แดงขึ้นในวารสารของกองทัพโดยนายทหารคนหนึ่งซึ่งเข้าไปร่วมกันคนพวกนี้และหลังจากนั้นได้ออกมาเปิดเผยความลับของคนพวกนี้ นอกจากนี้แล้ว นายทหารคนหนึ่งยังได้เปิดเผยความลับของคนพวกนี้ในหนังสือเรื่อง “The World is the Doll of Israel” (โลกนี้คือตุ๊กตาของอิสราเอล) ซึ่งได้ถูกแปลเป็นภาษาอาหรับ นอกจากนี้แล้วก็ยังมีหนังสือบางเล่มเกี่ยวกับเรื่องฟรีเมสันที่เป็นประโยชน์และสมควรที่จะกล่าวถึงในที่นี้ เช่น “Freemasonry Open Air” และ “Pawns on the Chase”โดย ดร.มุฮัมมัด อะลี อัซ-ซุบี, นอกจากนี้ ดร.มุฮัมมัดเคยเป็นพวกมาโซนิคคนสำคัญคนหนึ่งในเลบานอน แต่หลังจากนั้น เขาสำนึกผิดและได้กลับมาสู่อิสลามและได้ถูกพวกฟรีเมสันฆ่า

ต่อไปนี้เป็นกฎระเบียบของชะรีอ๊ะฮเกี่ยวกับเรื่องฟรีเมสันและสมาชิกขององค์กรนี้ซึ่งสภานิติศาสตร์อิสลามได้ประกาศออกมาในการประชุมที่จัดขึ้นในมักก๊ะฮ์เมื่อวันที่ 10/8/ฮ.ศ.1398 ซึ่งตรงกับวันที่ 15/7/1978 ค.ศ.1978 “หลังจากที่ได้ศึกษาและตรวจสอบทุกสิ่งที่ได้ถูกเขียนและตีพิพม์เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว สภาขอกล่าวว่า:

1) ฟรีเมสันเป็นลัทธิความเชื่อที่มีหลักการและเป้าหมายลึกลับ ไม่มีใครรู้ความลับของคนพวกนี้แม้แต่สมาชิกส่วนใหญ่ยกเว้นคนที่มีตำแหน่งสูงๆซึ่งบางครั้งทำงานอยู่ในหมู่ประชาชน

2) องค์กรของลัทธิความเชื่อนี้สร้างความสัมพันธ์ในหมู่สมาชิกของตนออกไปทั่วโลกโดยอาศัยข้ออ้างความเป็นพี่น้องแบบหลอกลวงเพื่อที่จะปกปิดเป้าหมายของตนไว้เป็นความลับ สมาชิกขององค์กรนี้ประกอบด้วยคนจากทุกศาสนาและความเชื่อ

3) องค์กรของลัทธิความเชื่อนี้ดึงดูดผู้คนโดยการตอบสนองผลประโยชน์ส่วนบุคคลทั้งนี้เนื่องจากฟรีเมสันทุกคนจะต้องรับใช้พี่น้องของตนทั่วโลก นั่นคือ เพื่อส่งเสริมสมาชิกให้ประสบความสำเร็จตามที่ใฝ่ฝันไว้ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามและเพื่อช่วยแก้ปัญหาต่างๆให้แก่สมาชิกในการที่จะบรรลุถึงเป้าหมายนั้น คนพวกนี้จะทำงานร่วมกันทั้งในเรื่องความดีและความชั่ว ความยุติธรรมและความไม่ยุติธรรม แต่โดยหน้าฉากแล้ว คนพวกนี้จะทำงานให้ปรากฏเหมือนกับว่าพวกเขาเป็นผู้ช่วยเหลือกันในสิ่งที่ดี พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พวกฟรีเมสันจะทำงานเพื่อให้สมาชิกของพวกตนเข้าไปดำรงตำแหน่งสำคัญในสังคมและนี่คือสิ่งดึงดูดคนให้เข้าไปเป็นสมาชิก และสมาชิกเหล่านี้เองที่มีส่วนร่วมอย่างสำคัญต่อการทำงานขององค์กร

4) การเข้าร่วมองค์กรนี้เริ่มต้นด้วยพิธีกรรมที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่น่าสะพรึงกลัวเพื่อข่มขู่ให้สมาชิกกลัวถ้าหากเขาหรือเธอฝ่าฝืนคำสอนหรือคำสั่งขององค์กร

5) สมาชิกที่ไม่ประสีประสาจะได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติพีธีทางศาสนาของพวกตน แต่คนพวกนี้จะได้รับคำสั่งให้ทำงานบางอย่างตามความสามารถและจะถูกเตรียมตัวให้เป็นผู้ปฏิเสธพระเจ้าและดำรงตำแหน่งตามลักษณะของงานที่จะนำไปสู่เป้าหมายและแผนการที่ชั่วร้ายขององค์กร

6) ฟรีเมสันมีเป้าหมายทางการเมืองและมีบทบาทสำคัญในการรัฐประหารส่วนใหญ่ทั่วโลก

7) โดยพื้นฐานแล้ว องค์กรฟรีเมสันเป็นองค์กรความเชื่อลึกลับของพวกยิวและไซออนิสต์

8) ในเป้าหมายอันลึกลับนั้น องค์กรนี้เป็นศัตรูต่อทุกศาสนาโดยเฉพาะอิสลาม

9) พวกฟรีเมสันเลือกสมาชิกของตนจากหมู่คนที่มีสติปัญญา ฐานะร่ำรวย นักวิทยาศาสตร์และบุคคลผู้มีอิทธิพลต่ประชาชนทั้งนี้เพื่อใช้บุคคลเหล่านี้ทำงานเพื่อเป้าหมายของตนและสมาชิก

10) องค์กรนี้ใช้ชื่อและลักษณะต่างๆและทำกิจกรรมที่หลากหลายในที่ที่มีการต่อต้านพวกตนเกิดขึ้นในสังคม ในจำนวนชื่อเหล่านี้ได้แก่ โรตารี, ไลออนเนส และสโมสรไลออนส์ เป็นต้น

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าฟรีเมสันมีสายสัมพันธ์ที่ช่วยให้องค์กรของตนควบคุมและชี้นำบุคคลต่างๆทั่วโลกที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องปาเลสไตน์และแสวงหาผลประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว จากความจริงดังกล่าวเกี่ยวกับเป้าหมายและวิธีการอันชั่วร้ายที่พวกฟรีเมสันใช้ดังกล่าวข้างต้นนั้น สภานิติศาสตร์เชื่อว่าองค์กรลัทธิความเชื่อดังกล่าวเป็นองค์กรอันตรายที่ทำลายอิสลามและมุสลิม และใครที่เข้าไปร่วมองค์กรนี้ถือว่าเป็นผู้ปฏิเสธความศรัทธาในอิสลาม”

เกี่ยวกับเรื่องการบริโภคเนื้อหมู ขอเรียนให้ทราบว่าคนจีนและคนทั่วโลกบริโภคกันมานานหลายพันปีแล้ว

ก่อนที่ศาสนาอิสลามจะกำเนิดเสียอีก อิสลามเพิ่งเกิดได้ 1400 กว่าปี ปัจจุบันคนจีนและคนทั่วโลกก็ยังบริโภคอยู่

ถ้าทำให้สุกเต็มที่ก็จะไม่เกิดอันตราย เช่นเดียวกันกับเนื้อวัว

ทราบมาว่าประเทศซาอุดีอาระเบียและอาหรับบางประเทศ ไม่มีเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนา

พลเมืองจะต้องเป็นอิสลามเท่านั้น และกลุ่มเบี่ยงเบนทางเพศอันได้แก่ กะเทย เลสเบี่ยน ตุ๊ดฯลฯ ที่เป็นอิสลาม

จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง

มนุษย์ถือกำเนิดมาจากธรรมชาติเมื่อหลายหมื่นล้านปีที่ผ่านมา ผ่านวิวัฒนาการมามากมาย จนมาถึงยุคไอที

ทุกสิ่งทุกอย่างสะดวกสบายไปหมด ศาสนาต่างๆ เพิ่งจะถือกำเนิดเมื่อไม่กี่พันปีมานี่เอง อะไรจะมาชนะธรรมชาติได้

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ชาวอาเจะห์อิสลามในอินโดนีเซียก็โดนภัยธรรรมชาติสีนามีถล่มตายไปเกือบ 200000 คน

การมีศาสนาเป็นสิ่งที่ดีเพราะเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจ ไม่ให้ทำชั่ว ทำแต่ความดี มนุษย์ทั่วโลกก็จะอยู่กันอย่างมีความสุข

นับถือได้แต่อย่าหลงและบ้าคลั่ง

เห็นด้วยกับ คุณ mayongnes อย่างแรงครับ ชัดเจนดี ผมว่าสาวๆ อิสลามไทยยังโชคดี ที่ไม่ได้เกิดในชาติอิสลามแท้ๆ ไม้งั้นคงอึดอัดหน้าดู ก็เห็นๆอยู่ว่า ผู้หญิงอิสลามขาดความเม่าเทียมอย่างชัดเจน

เข้า่ใจผิดไปเอง

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี