คนเราเลือกเกิดไม่ได้ ........เกิดมามีแต่แม่ที่เฝ้าเลี้ยงดูอย่างอดๆอยากๆ

      

  

            บ่อยครั้งที่มักจะได้ยินเสมอๆว่า  คนเราเลือกเกิดไม่ได้   แต่เลือกที่จะทำสิ่งดีๆได้  บางคนเกิดมาเพียบพร้อมทุกอย่าง   อยู่ในครอบครัวอันแสนจะอบอุ่น มีทั้งพ่อแม่ พี่น้อง ห้อมล้อมอยู่รอบกาย    แต่บางคนเกิดมาไม่รู้แม้แต่ว่าใครเป็นพ่อเป็นแม่ มีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว เมื่อเกิดมาแล้วต้องต่อสู้กับชะตาชีวิตเพื่อความอยู่รอด

       ลูกศิษย์ของครูคนนี้   เกิดมามีแต่แม่ที่เฝ้าเลี้ยงดูมาอย่างยากไร้ ไม่รู้จักพ่อ  แม่หอบลูกมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งแต่เค้ายังเล็กๆ  มาอยู่เมื่อใดครูก็ไม่ทราบ   รู้แต่ว่าเข้ามาเรียนในชั้นอนุบาลปีที่ 1 เมื่อปี พ.ศ.2545 โดยที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ ไม่รู้วัน เดือน ปีเกิด  แม่ก็ให้คำตอบไม่ได้  คิดว่าน่าจะมาจากภาคอีสาน  ฟังจากสำเนียงและภาษาพูด  โรงเรียนรับเข้าเรียน โดยสังเกต จากพฤติกรรมและความพร้อมที่จะเรียนในชั้นอนุบาลได้   

      ตอนแรกก็อาศัยอยู่กับเถ้าแแก่ไร่อ้อย  ต่อมาก็ย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ สุดท้ายหลวงพ่อที่วัด สร้างเพิงเล็กๆพอเป็นที่ซุกหัวนอน หลบแดดหลบฝนได้ และอาศัยข้าวก้นบาตรประทังชีวิตไปวันๆ       ตื่นเช้าแม่ก็ออกเก็บผักขายพอได้เงินติดตัวบ้างเล็กๆน้อยๆ  ส่วนลูกก็ได้รับการดูแลจากทางโรงเรียน มีอาหารกลางวัน  ดื่มนมที่เจียดจากเพื่อนๆ

       ตอนแรกก็มีพฤติกรรมก้าวร้าว  อาจเป็นเพราะชีวิตที่ระหกระเหินไม่ได้รับการเหลียวแล เอาใจใส่จากผู้เป็นแม่เท่าที่ควร    เมื่อเข้าเรียนก็ได้รับ การพร่ำสอนจากคุณครู เริ่มดีขึ้นมาบ้าง  เรียนรู้และได้เลื่อนชั้นเหมือนกับเพื่อนๆ ครูประจำชั้นและผู้บริหารโรงเรียนได้ปรึกษา และแจ้งเรื่องไปยังอำเภอเพื่อขอมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และวัน เดือนปีเกิด โดยสอบถามจากผู้เป็นแม่และคนใกล้ๆวัด ถึงที่มาของสองแม่ลูกนี้ ได้แค่เลขประจำตัว ขึ้นต้นด้วยตัว G... วันเดือนปีเกิดยังไม่ได้  ติดต่อไปก็ได้แต่ รอ..ๆ..

       ผู้บริหารโรงเรียนได้ให้สัมภาษณ์กับ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ถึงความเป็นอยู่ อย่างขัดสนของสองแม่ลูก ทำให้ได้รับบริจาคเสื้อผ้า และเงินจำนวนหนึ่งจากผู้ที่ทราบข่าว  ผ่านเข้าบัญชี ของโรงเรียน ประมาณหมื่นกว่าบาท  และได้เบิกออกมาให้ใช้จ่ายในสิ่งของที่จำเป็นโดยให้ครูประจำชั้นเป็นผู้ดูแล  ทำให้ความเป็นอยู่ของแม่ลูกคู่นี้ดีขึ้นพอสมควร

       แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น  เมื่อลูกศิษย์ของครูอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  แม่ของเค้าถูกคนใจบาปทำร้ายในไร่อ้อย และเสียชีวิตในที่สุด  เมื่อไม่มีหลักฐาน บัตรประชาชน  ทะเบียนบ้าน   จึงดำเนินคดีเอาผิดทางกฎหมายไม่ได้  คนชั่วลอยนวลอีกตามเคย ลูกศิษย์ของครูกลายเป็นเด็กกำพร้าขาดทั้งพ่อและแม่ตั้งแต่บัดนั้น  ความสูญเสียที่เกิดขึ้น ใครจะรู้สึกได้ถึงจิตใจของเด็กน้อยคนนี้ว่า จะโศกเศร้าเสียใจ ว้าเหว่สักเพียงใด  ผู้ใหญ่อย่างเราๆยังรู้สึกเสียใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเวลาที่สูญเสียคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่  หรือคู่ชีวิต  กว่าจะทำใจได้ก็จมอยู่กับอดีตนานอักโขพอควร

     เมื่อเหลือเพียงชีวิตเดียว ญาติพี่น้องก็ไม่มี ต่อไปจะอยู่ได้อย่างไร คงเป็นคำถามที่หลายคนคิด ดีแต่ว่ามีผู้ใจบุญเมตตาสงสาร อุปการะเลี้ยงดูเหมือนลูกหลาน  สอนให้รู้จักทำงานสู้ชีวิต ได้เงินมาให้รู้จักเก็บออม  แบ่งใช้อย่างประหยัด  มาโรงเรียนคุณครูทุกคนก็ดูแลเอาใจใส่ อบรมสั่งสอนให้ประพฤติดี  ขยันหมั่นเพียรศึกษาเล่าเรียน  ให้ซื่อสัตย์สุจริตต่อผู้มีพระคุณ  ช่วยเหลือการงานเท่าที่ทำได้  ลูกศิษย์ของครูเชื่อฟังและประพฤติตนตามคำสั่งสอนเรื่อยมา 

     ครูหวังแต่เพียงว่าให้ลูกศิษย์ของครูเป็นคนดีของสังคมต่อไปในภายภาคหน้า  เหลือเวลาอีกเพียงปีเดียวลูกศิษย์ของครูต้องไปศึกษาต่อที่อื่นแล้ว  เวลานั้นทำได้ก็เพียงส่งต่อให้โรงเรียนที่รับเข้า  ดูแลช่วยเหลือต่อไป

                                                                                                  

           ครูได้สร้างโอกาส ให้ลูกศิษย์ได้เรียนรู้และออกสู่โลกภายนอกได้ เป็นบางครั้งเท่าที่จะทำได้ ขอให้ลูกศิษย์ของครูมีอนาคตที่ดี  เข้มแข็งอดทน อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข  คุณครูทุกท่านยังรอรับคำปรึกษาและให้ความรักความอบอุ่นกับลูกศิษย์คนนี้ของครูเสมอ และ ตลอดไป....

           สิ่งที่ครูวิตกกังวล  คือ เมื่อไรลูกศิษย์ของครูจะมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ เพื่อให้เป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ เหมือนกับคนทั่วๆไปค่ะ