ที่มาแห่งพลัง... ศรัทธา
เราลองมาพิจารณาเรื่องของมูลนิธิฉือจี้นี้อย่างตั้งอกตั้งใจสักนิด ยังไม่ต้อง focus ว่าพวกเขาได้ "ทำอะไร" ยังไม่ต้องลงรายละเอียดว่าเขาได้ "ทำอย่างไร" แต่มาใคร่ครวญไตร่ตรองเรื่องพวกเรา "ทำทำไม เพื่ออะไร?"
เป็นเวลานานมาแล้วที่เราศึกษางานศิลปของบรรดา maestro ในผลงานนับร้อยนับพันชิ้น ดูเหมือนเราจะ "เข้าใจ" ในงานเหล่านี้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่ทำให้เรากลายเป็น maestro ไปอีกคน ในยุคต่อมา เป็นยุครุ่งเรืองของ Know-How คือการศึกษาว่า "ทำอย่างไร" อาทิ การสะบัด stroke ภู่กันเบอร์อะไร ผสมสียังไง ทฤษฎีสีมีอะไรว่าอย่างไรบ้าง แต่แม้ว่าเราจะพอทราบว่าทำอะไร อย่างไร จึงจะออกมาสวยงานแบบที่เขาทำมาก่อน แต่สูงสุดของการศึกษา how-to ก็เป็นเพียง copy เท่านั้น เพราะยังไม่เกิดจินตนาการ สร้างสรรค์ หรือเข้าถึงใน "อะไรที่เป็นต้นตอที่นิรมิต" ผลงานระดับโลกเหล่านั้น
จิตอาสา... มาจากไหน?
เอาล่ะ จนถึงวันที่สองนี้ เราค่อนข้างจะพบประเด็นร่วมหลักๆของสามสถานที่ที่เกี่ยวพันกับมูลนิธิพุทธฉือจี้ นั่นคือ "จิตอาสา" ของผู้คนที่เข้าร่วมกิจกรรม ตั้งแต่ครอบครัว ตัวอาสาสมัคร ทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้พึ่งมาเข้าร่วม ไปจนถึงระดับกรรมการบริหารของอาสาสมัคร สมมติฐานก็คือ ถ้าเรา crack the path to the source ของอาสาสมัครที่นี่ได้ เราอาจจะเข้าใจ "กลไก" การเกิดจิตอาสาและนำมาใช้ที่บ้านเราได้
สิ่งหนึ่งที่เราเห็น และในตำราบริหารจัดการทุกเล่มก็บอกว่าเป็น "ผลลัพธ์" ที่องค์กรต้องการ คือ การทำงานอย่างมีความสุข ขณะที่ทุ่มเทให้งานเต็มที่ แต่ทว่า "ความสุข" และ "ทุ่มเท" มันเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร?
ผมคิดว่า "อาสาสมัคร" ที่เราพบเห็นนี้ เป็น anti-thesis ของ financial-incentive system อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็น "อาสาสมัคร" ทำงานโดยสมัครใจ ทำงานเพราะมีความสุข ว่างเมื่อไหร่ก็มาทำงาน ทำอย่างเต็มที่ อ่ิมเอิบใจ
ครั้งหนึ่งในอาราม ผมเหลือบเห็นรูปปั้นพระโพธิสัตว์พระองค์หนึ่ง ใบหน้าเปี่ยมเมตตา มือซ้ายถือลูกแก้ว มือขวาถือคฑา ผมจึงถามคุณสุชลว่าพระรูปองค์นี้เป็นพระโพธิสัตว์อะไร ตอนนั้นเอง จะด้วยสาเหตุใดก็ตามที่ดลใจให้ถาม ผมจึงได้รับทราบตำนานอีกตำนานหนึ่ง ซึ่งผมเองไม่เคยได้ยิน และโชคดีที่ได้มารับฟัง นั่นคือ "ตำนานพระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์"
พระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์
คุณสุชลเล่าว่า ทางพุทธนิกายมหายาน จะเชื่อเรื่องของพระโพธิสัตว์ และพระโพธิสัตว์สำคัญพระองค์หนึ่งก็คือ "พระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์" สำหรับพุทธมหายาน การจะเป็นพุทธมามกะ ก็ทำได้โดยตั้งจิตแน่วแน่ปวารณาตนจะดำรงชีวิตประดุจดั่งพระโพธิสัตว์ คือ จะขออยู่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น พระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์เกิดมาหลายอสงไขยปีแล้ว ดั้งเดิมเคยเป็นบุตรีของพราหมณ์ แต่มารดาของเธอนั่้นประกอบกรรมหนักหนามาก ตายไปจึงไปได้ทุกข์ทรมานในนรกภูมิ นางเสียใจมาก จึงได้บำเพ็ญเมตตาบารมี ทุ่มเทอุทิศตนประกอบบุญโดยโดยการมุ่งช่วยเหลือผู้ได้ทุกข์ทรมานอย่างเสียสละตนเอง ไม่เห็นแก่เหนื่อยล้า มีครั้งหนึ่งนางทำบุญอยู่ก็เกิดนิมิตจากพระพุทธเจ้าว่าอย่าได้ท้อแท้เลย นางจะได้ผลที่ได้พากเพียรประกอบบุญมา นางดีใจมากขออธิษฐานให้ได้ทราบว่ามารดาของนางตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง แต่ก็ไม่มีเสียงตอบมา จนกระทั่งนางเสียใจเป็นลมสลบ ในนิมิตที่เกิดขึ้นนั้นเองพระพุทธเจ้าก็ได้มาบอกนางว่า กุศลบุญที่นางประกอบกรรมนั้นยิ่งใหญ่นัก มารดาของนางก็จะพลอยได้รับกุศลด้วย อย่าได้ท้อแท้เลย
นางตื่นขึ้นจึงมีจิตปิตินัก และหมั่นเพียรบำเพ็ญมหาเมตตาบารมีต่อไป จนครั้งหนึ่งนางวิปัสนากรรมฐาน จิตได้ไปปรากฏข้างมหาสมุทรนรก เต็มไปด้วยสัตว์นรกและคนรับใช้กรรมทุกข์ทรมานแสนสาหัสมากมาย พญาอสูรที่ดูแลนรกเห็นนางจึงมาไต่ถามว่า "ดูกร โพธิสัตว์ผู้เปี่ยมบุญ ท่านมีกิจธุระอันใดจึงได้ลงมา ณ ที่นี้หรือ" นางจึงไต่ถามว่าพญาอสูรพอจะทราบไหมว่ามารดาของนาง ณ ขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง พญาอสูรตรวจสอบแล้วจึงตอบว่า "กุศลบุญของท่านโพธิสัตวนั้นยิ่งใหญ่นัก ณ ขณะนี้ มารดาของท่านได้รับผลส่วนบุญ หลุดพ้นจากนรกภูมิไปแล้ว"
นางมีจิตยินดียิ่งเมื่อทราบว่าผลแห่งความกตํญญูของนาง สามารถช่วยเหลือมารดาของเธอได้ จึงบำเพ็ฐบุญบารมี ในการช่วยเหลือคนต่อไป พระโพธิสัตว์องค์นี้ก็คือชาติหนึ่งของพระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์นั้นเอง
พระองค์ตั้งจิตอธิษฐานไว้ว่า "ตราบใดนรกยังไม่สูญ คือไม่ว่างเปล่า จะไม่ขอไปสู่พุทธภูมิ" จะขอกลับชาติมาโปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ให้พ้นทุกข์ให้หมดให้จงได้
เชื่อกันว่าพระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์ก็ยังวนเวียนอยู่บนโลก นรกภูมิ สวรรค์ชั้นต่างๆ โปรดเวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์ เกิดปัญญา อยู่จนบัดนี้ เป็นเวลานับอสงไขยนับไม่ถ้วนปี รูปบูชาพระองค์จะถือไม้คฑา เชืื่อมนรก โลก สวรรค์ มีพระสูตรกล่าวว่า หากผู้ใดที่ประพฤติตนในธรรมอยู่แล้ว ได้กล่าวบูชาพระนามกษิติครรภมหาโพธิสัตว์ ก็จะได้กุศลบุญเกิดในที่ที่สงบสันติเปี่ยมสุขเป็น 100 ชาติ
การหล่อหลอมเจตจำนง ตั้งจิตอธิษฐาน ทำความเข้าใจว่า จริงๆแล้ว ตัวเราเกิดมาเพื่ออะไร? คำถามง่ายๆ อาทิ สมมติว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่มีการบังเอิญใดๆทั้งๆสิ้น เราลองใคร่ครวญพิจารณาสิว่า ทำไมเราจึงมีอยู่
ทำไมครอบครัวเราจึงมีอยู่ ทำไมชุมชนเราจึงมีอยู่ ทำไมองค์กรเราจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา? ถ้าไม่มีได้ไหม ถ้าจำเป็นต้องมี อะไรเป็นเหตุจำเป็นนั้นๆ และการคงอยู่ของเรายังคงเป็นเพื่อซึ่งที่มา เพื่อเหตุจำเป็นนั้นๆไหม?
ชาวฉือจี้หลายคนที่เราได้มีโอกาสเจอะเจอนั้น เหมือนกับว่าเขาได้ทราบแล้วว่า ณ ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ เขาอยากจะทำอะไร และอะไรที่เขาเลือกทำนั้น มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่เขา ณ ที่นั้น เวลานั้น ควรจะกระทำแล้ว จิตจึงเปี่ยมสติ เปี่ยมวิริยะ เพราะธัมมะที่ได้เลือกว่าจะทำ เกิดปิติ เกิดความสงบ มีสมาธิ เหลือเพียงจิตอุเบกขา ก็จะครบธรรมะทั้งเจ็ดอันเป็นหนทางสู่การตื่นรู้ (โพชฌงค์ 7) นั้นเอง
บางครั้งบางคราว เมื่อทบทวนสิ่งที่เรากำลังปลูกฝังให้นักเรียน นักศึกษาแพทย์ หรือแม้กระทั้งลูกหลานของเราเอง กลับเป็น illusion เป็นเหตุแห่งทุกข์ เคยมีนักศึกษากระวนกระวายเดือดร้อน เพียงเพราะทราบว่าหากวิชาหนึ่งไม่ผ่าน ก็อาจจะมีผลต่อ "เกียรตินิยม" ที่ตนเองอยากจะได้ กลับไม่ทราบ หรือไม่เห็นว่า การที่จะมีคน "นิยมในเกียรติ" นั้น ก็เพราะความคงเส้น คงวา ขยันหมั่นเพียร เรียนรู้ในศาสตร์ต่างๆอันจำเป็นอย่างกว้างขวาง มิได้เลือกเรียนเฉพาะวิชาที่เกรดเยอะๆ เกรดดีๆ เท่านั้น และเกรดเยอะๆ เกรดดีๆ เหล่านี้ จะมีผลอย่างไรต่อสุข ทุกข์ ของชาวบ้านประชาชนหรือไม่ ก็ยังเป็นที่สงสัย ยังไม่พิสูจน์อยู่ กลับกลายเป็นประเด็นใหญ่ ประเด็นหลัก แต่จะโทษนักเรียนนักศึกษาก็ไม่ได้ เพราะใครๆก็อยากจะถูกชมเชย ถูกยอมรับ จากครู จากพ่อแม่ เพื่อนฝูง เมื่อเราไปให้ "น้ำหนักและความหมาย" ของเกียรตินิยม โดยไม่ได้ให้ความกระจ่างชัดว่า หมายถึงอะไร กลับไปยึดที่ surrogate parameter เพียงตัวเดียว มาทดแทนที่ "เกียรติแห่งวิชาชีพแพทย์" จึงเป็นเช่นนี้
ดังนั้น "วิสัยทัศน์ พันธกิจ" อย่างที่พระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์ตั้งไว้ อย่างเรียบง่าย ยั่งยืน ไม่ต้องเปลี่ยนไป เปลี่ยนมา เป็นวิสัยทัศน์ที่ท้าทาย แฝงด้วยพันธกิจที่ชัดเจน ที่ใดที่มีความทุกข์อยู่ ที่นั่นต้องการเรา นัยสำคัญของหน้าที่การงานของเราไม่เคยเด่นชัดขนาดนี้มาก่อน
