|
มีความพยายามหลายปีแล้วที่จะเอาแผ่นซีดีบันทึกเสียงดนตรีโมสาร์ทมาขายให้ผู้ปกครองเด็กไทย นัยว่า เพื่อจะให้เปิดให้ลูกฟัง เพื่อลูกจะได้โตเป็นเด็กเฉลียวฉลาด เพราะการฟังจะทำให้สมองได้รับการกระตุ้น จนเกิดการพัฒนาในทางที่จะช่วยให้มีเชาว์ปัญญาดีขึ้น
โดยเฉพาะเชาว์ทางด้าน spatial-temporal reasoning การใช้เหตุผลเชิงคณิตศาสตร์เพื่อคลี่คลายปัญหา ซึ่งจำเป็นมากสำหรับเด็กในยุคไฮเทค คือถ้าเด็กคนไหนมีเชาว์ทางนี้มากเท่าไหร่ โตขึ้นจะได้เป็นวิศวกร เป็นนักการเงิน เป็นนักอุตสาหกรรม ฯลฯ
เคราะห์ดีพ่อแม่เด็กไทยไม่ค่อยเชื่อ แต่พวกที่จะขายแผ่นซีดีคงไม่ละทิ้งความพยายาม และล่าสุดกำลังเข้ามาตามกระแสแผ่นซีดีเด็กอัจฉริยะที่มีชื่อขึ้นต้นเบบี้นั้นเบบี้นี้ เพราะต้องยอมรับอุตสาหกรรมที่เรียกว่า baby-enhancement industry หรืออุตสาหกรรมเสริมอัจฉริยะภาพทารก กำลังโตวันโตคืนจนเป็นเรื่องพูดคุยทั่วไป
ความคิดที่จะเอาเสียงดนตรีโมสาร์ทเข้าไปช่วยเด็กให้ฉลาดขึ้น เกิดเมื่อปี 2536 หลังจากสองอาจารย์ที่ชื่อ Gordon Shaw นักฟิสิคส์ กับ Frances Rauscher นักพัฒนาการเรียนรู้และอดีตนักเดี่ยวเชลโล่ ได้ทดลองนำเพลงที่ประพันธ์โดยโมสาร์ท ไปเปิดให้นักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเออร์วิน ฟังนาน 10 นาที โดยเป็นเพลงแต่งขึ้นสำหรับการเดี่ยวเปียโนสองตัว ในบันไดเสียงดีเมเจอร์ ซึ่งเป็นผลงานอันดับที่ 448 และพบว่า หลังจากนั้นนักศึกษาต่างมีความสามารถมากขึ้นในการคลี่คลายปัญหา โดยใช้เหตุผลเชิงคณิตศาสตร์
การวัดความสามารถที่มากขึ้นใช้วิธีง่ายๆ นั่นคือ หลังฟังเพลงจบแล้วและได้นั่งพักสงบสติครู่หนึ่ง ผู้ทดลองได้ให้นักศึกษาพับและตัดกระดาษด้วยกรรไกร แล้วหลังจากนั้นมีการให้คะแนนตามหลักของการทดสอบแบบ Stanford-Benet test ซึ่งก็ปรากฏว่า นักศึกษาที่เข้ารับการทดลอง 36 คน ต่างมีคะแนนเชาว์ปัญหาเพิ่มขึ้น 8 - 9 จุด
การทดลองมีเท่านี้จริง ๆ และที่แปลกอีกก็คือ ไม่มีใครทดลองได้ผลแบบนี้อีก ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม ซึ่งก็นำมาสู่ความฉงนสนเท่ห์ทำไมการทดลองเรื่องที่ดูแล้ว ไม่ค่อยเป็นเรื่อง กลับได้รับความสนใจเหลือเกิน แถมยังมีคนเชื่อมากเสียด้วย
คำตอบคือ สื่อนั่นแหละตัวดี คือตอนนั้นสื่อประเภทซีเอ็นเอ็นกำลังมาแรง และพวกนี้ชอบรายงานข่าวที่ไม่เป็นเรื่อง ด้วยการตกแต่งสีสันให้ดูแล้วเป็นเรื่อง เช่นเรื่องนี้ที่มีการพูดถึงทั้งเพลงโมสาร์ท และทั้งความฉลาดของเด็ก ที่ฟังแล้วเป็นเรื่องเท่และกินใจ โดยเฉพาะในหมู่ผู้ชมรายการซีเอ็นเอ็น ซึ่งจำนวนไม่น้อยเป็นคนหนุ่มสาวที่มีครอบครัวแล้ว มีฐานะดี และกำลังค้นหาสิ่งที่อาจช่วยเสริมสร้างสติปัญญาให้ลูก รวมทั้งพวกนี้ทำงานหนัก และไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับลูก ดังนั้นจึงมักชอบหาค้นหาสิ่งที่คิดว่าดีสำหรับลูก เพื่อนำไปมอบลูกเป็นการทดแทน และแผ่นซีดีเพลงโมสาร์ทจัดเป็นของชนิดหนึ่งที่อยู่ในข่ายนี้
อาจเป็นเพราะได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน รวมทั้งพ่อแม่กลุ่มที่มีฐานะ ดังนั้น
 ถึงแม้การทดลองจะถูกโต้แย้ง แต่นักทดลองทั้งสองยังเดินหน้าต่อไป โดยทำถึงขั้นนำเด็กก่อนวัยเรียน 3 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มที่ได้รับการสอนให้เล่นเปียโนและร้องเพลง กลุ่มที่ได้รับการสอนให้รู้จักใช้คอมพิวเตอร์ และกลุ่มที่ไม่ได้รับการฝึกสอนใดๆ ไปพิสูจน์กลุ่มใดจะมีความจำและการทำงานของสมองดีกว่ากัน ซึ่งปรากฏว่ากลุ่มแรกดีกว่า ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายที่ถือหางคอมพิวเตอร์ เพราะเชื่อว่าการฝึกให้ใช้คอมพิวเตอร์น่าจะมีความสลับซับซ้อนกว่า และจำเป็นจะต้องใช้ความจำ มากกว่าการฝึกให้เล่นเปียโน
ปีที่ทดลองคือปี 2540 ซึ่งหลังจากนั้นก็ดูเหมือนคงไม่มีใครที่อาจหยุดอิทธิพลของทั้งสองได้อีกแล้ว เพราะคำว่า The Mozart Effect หรือผลกระทบของดนตรีโมสาร์ท ที่ใช้เรียกผลการทดลองดังกล่าว ได้กลายเป็นคำที่ได้รับการกล่าวขวัญอย่างแพร่หลาย จนเกิดอุตสาหกรรมตามมา
นั่นคือการผลิตแผ่นซีดีและหนังสือแนะนำพ่อแม่ให้ใช้ดนตรีโมสาร์ทเสริมสมองลูก โดยเฉพาะในระยะตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ไปจนถึง 3 ขวบ โดยหนึ่งในจำนวนของผู้ผลิตคือ Shaw และ Rauscher นั่นเอง ทั้งนี้ ทั้งสองได้ก่อตั้งสถาบัน The Music Intelligence Neural Development Institute หรือชื่อย่อ M.I.N.D. ขึ้นมา เพื่อเผยแพร่ผลการทดลอง พร้อมทั้งออกหนังสือและซีดี Keeping Mozart in Mind เพื่อให้คนนำไปเพิ่มพูนเชาว์ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และการเล่นหมากรุก ส่วนใครที่ไม่ชอบอ่าน แต่ชอบเล่นเกม ก็มีเกมให้เลือก
อย่างไรก็ดี ในที่สุดทั้งสองยังสู้ Don Campbell ไม่ได้ เขาผู้นี้เวลานี้คือ เจ้าพ่อสินค้าเพลงโมสาร์ทตัวจริง เพราะเป็นคนประพันธ์หนังสือ The Mozart Effect เพื่อเผยแพร่แนวความคิดดนตรีทุกชนิด ไม่จำเป็นต้องเป็นโมสาร์ทเท่านั้น สามารถนำไปใช้เสริมสร้างพลังทางสมองให้แก่ทุกคน และนอกจากนั้น ยังอาจนำไปบำบัดรักษาโรคต่างๆ ได้อีกด้วย
ปีที่หนังสือเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์คือปี 2540 เช่นกัน ปรากฏว่าหนังสือได้รับการตอบรับอย่างดี จนกลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับในเวลาต่อมา รวมทั้งอีก 3 ปีต่อมาได้เขียนหนังสืออีกเล่ม The Mozart Effect for Children สำหรับพ่อแม่นำดนตรีไปใช้เพิ่มพูนสติปัญญาลูก
และนายแคมป์เบลล์ผู้นี้เองที่เป็นคนทำให้คำว่า The Mozart Effect กลายเป็นคำที่แพร่หลาย เพราะหลังจากออกหนังสือเล่มแรก เขาได้ไปจดลิขสิทธิ์ชื่อหนังสือเล่มนี้ แล้วนำลิขสิทธิ์ไปใช้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับแนวความคิดของเขา ซึ่งปัจจุบันนอกจากจะมีหนังสือและแผ่นซีดีแล้ว เขายังรับเป็นผู้บรรยายและผู้ให้คำแนะนำกลุ่มและองค์กรต่างๆ ที่ต้องการนำดนตรีไปใช้งาน เช่น การคลายความเหงาหงอยในชีวิต การปรับปรุงประสิทธิภาพคนงาน และการอยู่ต่อไปหลังรอดตายจากโรคร้าย
ความจริงปรากฏการณ์ผลกระทบดนตรีโมสาร์ทมีเรื่องดีอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่ไม่มี เรื่องดีคือทำให้คนสนใจดนตรีคลาสสิกกันมากขึ้น รวมทั้งศึกษาวิจัยการนำดนตรีประเภทนี้ไปใช้งานด้านต่างๆ
แต่ที่ไม่ดีและกลัวกันมากคือ พ่อแม่ที่ซื้อซีดีไปให้ลูกฟัง อะไรจะเกิดขึ้นกับลูก หากไม่อาจมีเชาว์ปัญญาเพิ่มขึ้นเหมือนอย่างที่โฆษณา เพราะในขณะนี้อย่างที่คงทราบกัน ยังไม่มีวิธีไหนที่จะเพิ่มเชาว์ปัญญาให้เด็ก ไม่ว่าจะวัยใด ยกเว้นการให้การเลี้ยงดูที่เน้นการให้กินอาหารที่มีประโยชน์ ให้ออกกำลังกายเป็นประจำ ให้พักผ่อนเป็นเวลา
นอกนั้นแล้ว ควรให้เด็กได้เล่นมากๆ เพราะการเล่นจะช่วยสร้างเด็กให้รู้จักเชื่อมโยงกับโลกภายนอก ซึ่งจะทำให้กลายเป็นคนที่ตื่นตัวกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว รวมทั้งตื่นตัวที่จะเรียนรู้สิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของผู้ที่จะโตขึ้นเป็นวิศวกร นักการเงิน และนักอุตสาหกรรม อย่างที่ฝันอยากให้ลูกเป็น
ทำอย่างนี้ต่างหาก ไม่ใช่ไปซื้ออะไรไม่รู้ไปให้ลูกฟัง แล้วเชื่อตามคำโฆษณาข้างกล่อง สามารถทำให้ลูกฉลาดขึ้นได้
ข้อมูล http://women.sanook.com/mom-baby/knowledge/tips_27919.php
|
สวัสดีครับ
ผมเห็นโฆษณาอยู่พักหนึ่ง ขายกันแพงๆ ด้วย
คนมีท้อง มีลูกก็ซื้อกันไม่น้อย
ดนตรีทำให้คนเก่งหรือเปล่าไม่ทราบ
พี่ศศินันท์เคยเขียนไว้ในบล็อก
แต่ "เท่าที่ผมรู้จัก" นักดนตรีส่วนมากอ่อนคณิตศาสตร์ อิๆๆๆๆ
ขอบคุณ
สวัสดีค่ะคุณครูโย่ง
สวัสดีค่ะ
แวะมาอ่านบันทึกค่ะ
ขอบคุณ
หิ้วขนมมาฝากครูโย่งและครอบครัวค่ะ
ขอบคุณ ครูปู
" จังหวะดนตรี....จรรโลงจิต
จังหวะชีวิต....จรรโลงใจ
ดนตรีกับชีวิตควบ...คู่ไซร้
จิตมั่น.....ีวทัญญู (ใจบุญ)
รพี
จิตรกรใช้อารมณ์ผสมสี นักดนตรีใช้อารมณ์ผสมเสียง นักประพันธ์ใช้อารมณ์ผสมสำเนีนง ไม่อยากเดี้ยงอย่าใช่อารมณ์ผสมแอลกอฮอร์
ขอบคุณ
ขอบคุณ
ขอบคุณ
สวัสดีค๊ะ ครูโย่ง ได้อ่านบทความแล้วทำให้ตาสว่างขึ้นมาเยอะเลยค๊า เพราะตอนนี้ก็กำลังเตรียมตัวที่จะตั้งครรภ์ เตรียมไว้นานแล้วแหละคะ แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จสักที แต่ก็ยังเตรียม ๆ ไว้อยู่คะ พอได้อ่านบทความที่ครูโย่งเขียนแล้ว ก็ทำให้ได้พูดกับตัวเองว่า มันเป็นอย่างนี้เองหรอ แต่ก็ยังอดที่จะถามครูโย่งต่อไปว่า สรุปแล้วถ้ากำลังตั้งครรภ์เหมาะไหมที่เราจะซื้อมาฟัง แต่โอ้ไม่ชอบฟังเลยค๊า ชอบฟังเพลงประเภทลูกทุ่งมากกว่าคะ ถามไว้เผื่อเมื่อไรตั้งครรภ์จะได้ทำตัวถูกนะคะ ยังงัยครูโย่งที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านดนตรี ก็ช่วยแนะนำด้วยนะคะ ขอบคุณล่วงหน้านะคะ
เปิดเทอมแล้ว ครูโย่ง รักษาสุขภาพด้วยนะคะ หากตอบช้าต้องขออภัยนะคะ ยุ่งมั่ก ๆ ค่ะ ขอบอก อิอิ
ขอบคุณ