“อาจารย์! เขียนแบบนี้มันพวกพูดมลายูทองแดงครับ ไม่ใช่คนเขาตูมแท้ๆ พูดครับ”
เปาะซูดิง ปราชญ์ชุมชนจากโสร่งแทรกขึ้นมาจากที่ผมนำเสนอผลการฝึกเขียนภาษามาลายูปาตานีด้วยอักษรยาวีของเยาวชนในชุมชนเขาตูม คำพูดนี้สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงของภาษามลายูในท้องถิ่นได้อย่างชัดเจนครับ และเป็นเครื่องหมายที่แสดงว่า ผู้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้เข้าใจระบบเขียนที่ทีมวิจัยได้ร่วมพัฒนากับชุมชนมาเป็นเวลาเกือบสองปี

(เปาะซูดิง แกนนำชุมชนเขาตูม)
สองวันที่ผ่านมานี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งสำหรับผมในการลุ้นระทึกกับการทำงานวิจัย ปกติงานวิจัยอื่นๆ ไม่ค่อยได้ลุ้นเหมือนกับงานวิจัยระบบเขียนภาษามลายูถิ่นปาตานีด้วยอักษรยาวีครับ งานวิจัยชิ้นนี้ใช้เวลาพัฒนาโจทย์กับสกว.สำนักงานภาคสองปี และได้อนุมัติให้ทำในระยะเวลาหนึ่งปี แต่ตอนนี้ทำไปแล้วสองปีแล้วครับ ผมตั้งใจจะปิดโครงการในเดือนหน้าครับ และครั้งนี้จะเป็นการประชุมชาวบ้านเพื่อจุดสุดยอดของงานวิจัย ส่วนอีกครั้งหนึ่งสำหรับเยาวชนโสร่ง

(สมาชิกประชุม คละเคล้ากันทั้งอายุและจำนวนครั้งที่เข้าร่วม)
ปกติทุกครั้งผมมักจะรบกวนกำนันโสร่งในการประสานงาน แต่รอบนี้เนื่องจากไม่ได้เจอหน้าท่านมานานพอสมควร และอีกอย่างหนึ่งคือมี อุสตาสแม แห่งบ้านโสร่งคอยช่วยเหลืองานผมมาหลายเรื่องเหมือนกัน รอบนี้เลยขอรบกวนอีกรอบ ให้ช่วยประสานงานตัวแทนชุมชนที่เคยไปประชุมร่วมกันเมื่อหลายเดือนก่อนให้มาประชุมพร้อมกันอีกครั้ง รอบนี้ผมนัดหมายค้างคืนครับ แจ้งไว้ว่าจะไปนอนกันที่หาดแก้วรีสอรท์ ปรากฏเช้าเมื่อวาน ผมไปที่นัดหมายพบว่า หน้าใหม่ทั้งนั้นเลย มีหน้าเก่าที่ร่วมกิจกรรมมาตั้งแต่ต้นเพียงสองสามคนเท่านั้นเอง ได้ทราบว่า คนเก่าๆ ติดภาระกิจกันเป็นส่วนใหญ่เลยต้องรบกวนชุดใหม่แทน
ออกเดินทางตั้งแต่แปดโมงสี่สิบครับ จากโสร่งถึงไปยังสงขลา เกือบเที่ยงครับ แล้วก็ต้องเปลี่ยนกำหนดการทั้งหมดของกิจกรรมครั้งนี้เนื่องจากคนที่เข้าร่วมไม่ใช่ชุดเดิม (จริงๆ จัดประชุมทีมงานชาวบ้านหลายรอบมักจะมีหน้าเก่าเพียงห้าสิบเปอร์เซนต์เท่านั้นแห่งครับ ซึ่งลำบากมากจะให้คนเดิมเข้าร่วมทุกครั้ง)
ผมเริ่มจากการชี้แจงที่มาที่ไปของโครงการ และแน่นอนครับเมื่อคุยว่าจะทำอะไรกันก็จะมีความเห็นเชิงลบมาทันทีว่า ทำอย่างนี้เสี่ยงต่อความสูญเสียของภาษามลายูถิ่น หรือมักจะคิดว่า ระบบอักษรยาวีที่มีอยู่แล้วใช้ได้กับภาษามลายูถิ่น ก็ต้องอภิปรายกันจนทุกคนเข้าใจความสำคัญ แต่การประชุมรอบนี้แปลกมากครับ เนื่องจากเมื่อชี้แจงไปแล้วปรากฏว่า ไม่ใช่เสียงคัดค้านแต่เป็นเสียงตัดพ้อใส่ผมว่า "อาจารย์ทราบมัยว่า ผมคิดจะทำอย่างอาจารย์ทำมาตั้งแต่เมื่อสี่สิบปีที่แล้ว และผมก็คิดระบบของผมไว้แล้ว" แล้วท่านก็นำเสนอระบบของท่าน แต่เมื่อทีมงานนำเสนอระบบที่พัฒนาขึ้นโดยชุมชน ปรากฏว่าท่านเห็นด้วยมากๆ และยอมรับว่าเป็นระบบที่ครอบคลุมในหน่วยคำในภาษามลายูถิ่น (อัลฮัมดุลิลลาห์)

(อุสตาซดิง คนนี้เข้าร่วมไม่เคยพลาด)
ที่สำคัยรอบนี้เมื่อพูดถึงความจำเป็นของโครงการวิจัยนี้ ผมไม่ต้องพูดเยอะครับ เนื่องจากสมาชิกที่เข้าร่วมในครั้งก่อนๆ เป็นคนชี้แจงให้เป็นส่วนใหญ่ อันนี้ผมใจชื้นขึ้นมากเลยครับ เหตุผลเพราะนักวิชาการภาษามลายูส่วนใหญ่มองตรงข้ามกับผมครับ แต่รอบนี้ชัดเจนมากว่าชุมชนสนับสนุนผม
ออ. เป้าหมายสำคัญของการประชุมรอบนี้คือ ผมต้องการทดสอบระบบขั้นสุดท้ายครับ โดยจะลองให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรอบนี้ทดลองเขียนคุตบะห์ภาษามลายูถิ่นด้วยอักษรยาวี แต่เมื่อมีสมาชิกใหม่เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ช่วงบ่ายของวันแรกจึงเป็นการเรียนรู้ระบบเขียนที่พัฒนาขึ้น จากนั้นก็เริ่มเขียนครับ แต่เปลี่ยนจากคนละเรื่องเป็นกลุ่มละเรื่อง แบ่งเป็นสามกลุ่ม เนื่องจากต้องการให้สมาชิกใหม่มั่นใจในการเขียนมากขึ้นก่อน
หลังจากเรียนรู้วิธีการเขียนตามระบบที่พัฒนาขึ้นมาแล้ว ผมได้เอาผลงานของเยาวชนเขาตูมที่ผมอบรมไปเมื่อหลายเดือนก่อนมาให้กลุ่มนี้พิจารณา เนื่องจากส่วนใหญ่ของกลุ่มนี้เป็นระดับแกนนำชุมชน ผลได้อย่างที่ผมจัวหัวไว้นั่นแหละครับ คือ ทุกคนเห็นด้วยว่า ภาษามลายูถิ่นจำเป็นต้องอนุรักษ์ เพราะปัจจุบันภาษาที่วัยรุ่นใช้ไม่เหมือนกับภาษาของคนรุ่นก่อนแล้ว หน่วยเสียงบางหน่วยเสียงหายไปแล้ว ที่แย่คือ คำศัพท์บางอย่างไม่ถูกเลือกนำมาใช้ กลับไปใช้คำที่ผิดๆ มาแทนที่ ข้อต่อมาคือ แสดงว่าระบบเขียนที่ทีมวิจัยได้ร่วมพัฒนากับชุมชนเรียนรู้ได้ง่าย และอ่านออกได้ในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง (สำหรับคนที่อ่านยาวีได้แล้ว)
แล้วเวลาที่เหลือของวันแรกจึงเป็นการจับกลุ่มกันเขียนคุตบะห์ครับ
เสร็จวันแรกครับ วันที่สองก็เริ่มด้วยการแลกการอ่านคุตบะห์ที่เขียนขึ้น โดยให้ทั้งสมาชิกใหม่และสมาชิกเก่าอ่านคุตบะห์ที่เขียนขึ้น (อ่านของกลุ่มอื่นนะครับ เพราะถ้าเขียนเองอ่านเองจะหาที่ผิดไม่เจอ) ได้อารมณ์ขันไปอีกแบบหนึ่งครับ เพราะระดับอุสตาซแมที่ร่วมกิจกรรมกับทีมวิจัยมาตั้งแต่ต้นยังเขียนและอ่านผิดอยู่บ้าง

(เริ่มการเรียนรู้ระบบเขียน โดยอ.กามารุดดีนครับ)
กิจกรรมนี้ผมยอมรับอย่างหนึ่งครับว่า ผมเลือกกิจกรรมที่มาใช้กับระบบเขียนผิด เนื่องจากส่วนใหญ่ภาษาที่ใช้ในการอ่านคุตบะห์จะเป็นภาษากึงทางการมากกว่าจะเป็นภาษาถิ่นของต.เขาตูมจริงๆ ดังนั้นการอ่านด้วยภาษาถิ่นจริงๆ ทำให้รู้สึกขัดกับความรู้สึกของคนอ่านและคนฟัง
โจทย์อีกข้อหนึ่งสำหรับกิจกรรมครั้งนี้คือ ผมอยากรับฟังแนวคิดของชุมชนต่อการขยายผลโครงการ ซึ่งสิ่งที่ผมได้รับฟังเป็นสิ่งที่ผมคาดไม่ถึงครับ คือ ข้อเสนอของสมาชิกคือ ไม่ต้องไปสอนระบบนี้ในกลุ่มนักเรียนในตาดีกาหรอก แต่จะต้องเปลี่ยนไปสอนกรรมการมัสยิดดีกว่า เหตุผลเพราะกลุ่มนี้มีความจำเป็นมากที่จะต้องใช้ระบบเขียนนี้ในการอ่านคุตบะห์ เนื่องจากปัจจุบันคุตบะห์ที่ใช้อ่านเป็นภาษามาเลย์ อ่านถูกอ่านผิด ไม่รู้เรื่อง ที่ไม่รู้เรื่องนี้ทั้งคนอ่านและคนฟัง มีเสียงหนึ่งจากสมาชิกว่า คนฟังนะไม่รู้เรื่องแต่คิดว่าคนอ่านคงรู้เรื่อง ปรากฏว่า ความจริงคือทั้งคู่ไม่รู้เรื่อง และอ่านผิด สื่อสารผิดเป็นส่วนใหญ่
สมาชิกเสนอว่า จำเป็นต้องมีการเขียนคุตบะห์ให้เป็นเล่มๆ พร้อมกับให้มีหลักวิธีการอ่านและการเขียนตามระบบที่พัฒนาขึ้นมานี้ด้วย
ประเด็นต่อมาคือ ต้องการให้มีการรวบรวมคำและเสียงที่ใช้ในชุมชน อาจทำเป็นแบบพจนานุกรมหรืออะไรทำนองนี้เพื่อบันทึกไว้ในรูปแบบของระบบเขียนที่พัฒนาขึ้นมานี้
ผมเลยได้โอกาสโยนคำถามหลักของผมไปในที่ประชุมครับว่า เป็นไปได้มัยว่า ความต้องการทั้งหมดนั้นให้อยู่ในรูปแบบของการวิจัย โดยไม่ต้องให้นักวิชาการอย่างผมมานั่งทำ แต่ทุกคนในที่นี้เป็นคนทำวิจัย คำตอบคือ ได้เลยอาจารย์ เพียงแต่อาจารย์ต้องส่งพวกเราไปให้ถึงประตูก่อน ส่วนภายในนั้นพวกเราจะเป็นคนต่อสู้เอง ผมเลยบอกว่า ผมจะเป็นช่วยในแง่ของการประสานหาทุนวิจัย และให้คำปรึกษาในการทำวิจัยชิ้นต่อไป ซึ่งเป็นโครงการวิจัยต่อยอดจากงานวิจัยชิ้นนี้ แต่เปลี่ยนคนทำเป็นชุมชนทำเอง

(นั่งร้านอาหารยามเช้า นอกโรงแรม)
เมื่อสี่ปีก่อน ผมคุยเรื่องให้ชุมชนทำวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน คนที่เข้าประชุมตอบว่า ยาก ไม่ทำ ทำไม่ได้หรอก เหตุการณ์นั้นเปลี่ยนไปแล้วครับในวันนี้ วันที่งานวิจัยผมที่ทำกับชุมชนอย่างแท้จริงกำลังจะปิดฉากลง แล้วคนในชุมชนได้สัมผัดกับการทำวิจัย คำนิยามของงานวิจัยนี้คือ "นักวิจัยพูดภาษามลายูไม่ได้ แต่ทำวิจัยภาษามลายู" ผมก็ตอบกับชุมชนว่า ที่ทำได้ก็เพราะงานวิจัยนี้เขาไม่ได้ให้ผมทำเอง แต่เขาให้ผมมากระตุ้นให้ชุมชนเป็นคนทำงัย"
รอบหน้าอบรมเยาวชน ผมไม่ให้ทีมวิจัยของผมเป็นวิทยากรสอนระบบเขียนแล้วครับ เพราะแกนนำวันนี้ขออาสาเป็นวิทยากรอบรมเอง (ขอบคุณอัลลอฮ์ที่ประทานความสำเร็จในโครงการนี้ให้ผมอย่างเกิดคาด)

(บรรยากาศจากห้องพัก)
สวัสดีครับ
มาให้กำลังใจนักวิจัยครับ
สนใจพจนานุกรมภาษาถิ่นปัตตานี
แล้วจะมาติดตามอ่านต่อครับ
เห็นงานวิจัยที่ตอบสนองต่อสังคม ชุมชนได้จริงๆ ก็อัลฮัมดุลิลละฮฺครับ น่าชื่นชมๆ
ขอบคุณครับ คุณ1. ธ.วั ช ชั ย
พจนานุกรมนี้จะเขียนด้วยอักษรยาวีเป็นหลักครับ (คาดว่าอย่างนั้น)
ขอบคุณครับอาจารย์เสียงเล็กๆ
หัวใจสำคัญต่อไปคือ ชุมชนจะสานต่ออย่างไรครับ
อัลฮัมดุลิ้ลลาฮ หนูดีใจกับผลงานชิ้นโบแดงด้วยนะคะ ตอนนี้ปัญหาของทุกๆภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษามาลายู ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ แม้แต่ภาษาอาหรับเองกำลังเกิดวิกฤติทางภาษาไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบการเขียน การออกเสียง หรือแม้แต่คำศัพท์ ที่ใช้เกิดความแตกต่างกันมากขึ้น ส่วนหนึ่งของปัญหาเกิดจากเยาวชนรุ่นหลังที่ละเลยต่อทักษะที่กล่าวมาในข้างต้น ถึงแม้หนูจะพูดภาษามาลายูได้แบบทองแดงร่วงกราว แต่หนูก็รับรู้ได้ถึงความมีเสน่ห์ของภาษามาลายู ที่มีความเกี่ยวดองกับภาษาอาหรับ หนูอยากให้งานวิจัยมีชีวิตสามารถโลดแล่นอยู่บนการดำเนินชีวิตของชุมชนมากกว่าตัวอักษรที่นอนเรียงรายอยู่บนกระดาษ A4 หนูขอให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีสมกับความตั้งใจของทีมงาน(วันนี้ผีนักวิชาการเข้าสิงkulaibahค่ะ ฮิฮิ)
ขอบคุณครับ kulaibah
ขอให้ผีนักวิชาการเข้าสิ่งนานๆ นะจ๊ะ
งานของอาจารย์...มีคุณค่า..หลายด้าน..จริงๆครับ
ตามมาเรียนรู้ และ นำ ภาพปริศนา มาเฉลย ครับ
ขอบคุณครับอาจารย์พิสูจน์
เหรียญมีสองด้านครับ งานชิ้นนี้อาจมีผลกระทบหลายด้านเหมือนกันครับ
ขอบคุณครับอาจารย์ jj
ภาพนี้ทำให้ผมย้อนไปยังภาพคำถามได้ครับ ยอมรับว่า เบื้องหน้าเป็นความสวยงาม เบื้องหลังเบื้องลึกก็ต้องเป็นเครื่องสร้างความสวยงาม ฮิฮิฮิ
ถ้าได้มีโอกาส
ขอเข้าไปศึกษาบ้างนะครับ
และสนใจในประโยคนี้เป็นพิเศษ
"ประเด็นต่อมาคือ ต้องการให้มีการรวบรวมคำและเสียงที่ใช้ในชุมชน อาจทำเป็นแบบพจนานุกรมหรืออะไรทำนองนี้เพื่อบันทึกไว้ในรูปแบบของระบบเขียนที่พัฒนาขึ้นมานี้"
ซึ่งกระผมกำลังศึกษาข้อมูลความเป็นไปได้ต่างๆ ที่คิดว่าจะทำเครื่องแปลภาษาโลก
ในบ้านเราก็มีหลากหลายภาษาพูด ทางใต้เองก็มีเอกลักษณ์ทางด้านภาษาที่สำคัญๆ
บางอย่างไม่เข้าใจ บางอย่างก็พยายามอยู่
และซึ่งเป็นที่สนใจมากๆ สำหรับ การรวบรวมคำและเสียง รวบถึงพจนานุกรมด้วย
(ความคิดเห็นส่วนตัว ถ้าสามารถสื่อสารแพร่หลาย ในรูปแบบของอิเล็กทรอนิคส์คอมพิวเตอร์ มาเป็นตัวช่วย ก็น่าสนใจไม่น้อย)
ซึ่งกระผมกำลังที่จะคิดทำเรื่องนี้อยู่พอดี แต่จะเป็นไปในลักษณะ ภาษาถิ่นทุกภาษาที่อยู่ในบ้านเรา
www.saletohome.com/article.htm
อักษรทองแดง
ขอบคุณครับ อักษรทองแดง
ยินดีต้อนรับครับ หากจะแวะมาเยี่ยมที่มหาวิทยาลัย