เมื่อคืนกว่าจะเข้านอนก็เลยตีหนึ่งไปแล้ว  ญาติๆหลายคนมานอนเฝ้าแม่ ผมเองก็นั่งอยู่ใกล้ๆ เปิดดู Blog ไปด้วย เข้าไปอ่าน ไปตอบอะไรเล็กน้อย สลับกับการไปคุยกับแม่ ที่เรียกหาชื่อลูกๆเป็นระยะ แม่จะถามบ่อยๆว่า "กินข้าวหรือยัง" บางทีก็บอกว่า "นอนเสียสิ" ผมให้แม่ฟังบทสวดทำวัตรเย็นไปแล้วตอนเย็น แต่ก็นำมาให้ฟังอีกครั้งยามดึก  เห็นได้ว่าแม่สงบลงมาก 

                          บรรยากาศที่ญาติๆมานอนเฝ้าดูอาการของแม่เมื่อคืนนี้

   ตื่นเช้ามาพี่สาวบอกว่า แม่อาการกระสับกระส่าย ไม่สู้ดี ผมก็มานั่งขนาบข้างคนละข้างกับพี่ชาย นาย Augustman เปิดบทสวดทำวัตรเช้าให้แม่ฟัง ใช้มือกุมมือแม่ ลูบและนวดมือเบาๆไปเรื่อยๆ  พี่สาวมาป้อนอาหารเหลวแต่แม่ก็ไม่ค่อยกลืนแล้ว  ญาติๆมาเยี่ยมกันมากขึ้น  ตอนสายๆผมใชน้ำมันเซียงเพียวอิ๊ว ใส่ฝ่ามือ ชะโลมนวดเท้าที่บวมเป่งของแม่อยู่ครู่หนึ่ง  ทำไปขณะที่เปิดบทสวดให้แม่ฟังอีกครั้ง

   พูดถึงเทคโนโลยีที่ใช้ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์  ตอนเช้านี้บทสวดยังไม่ทันจบ แบตเตอรี่ในลำโพงที่เป็นแบบชนิด Lithium Ion สามารถประจุไฟใหม่ได้หมดครับ  ต้องใช้สายชาร์จพิเศษซึ่งผมลืมติดมาด้วย ก็เลยต้องหาวิธีการใหม่ นั่นคือ ต่อเครื่องเล่น MP-3 เข้าเครื่องส่ง และรับคลื่น FM ด้วยวิทยุ Multi-band เครื่องเดิม  นำไปวางข้างหูแม่  ตอนปลายๆ ออกอาการ ติดๆ ดับๆ คงเป็นเพราะแบตเตอรี่อ่อนเช่นกัน  ผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอีกครั้งซึ่งคงเป็นวิธีสุดท้าย เพราะเป็นวิธีที่น่าจะเกิดปัญหาน้อยที่สุด นั่นคือไปแกะฝาหลังวิทยุธานินทร์ที่วางอยู่หน้าร้านของหลาน  ต่อสายตรงเข้าไปยังขั้ว Volume Control (Variable Resistor) โดยให้ขั้ว Ground ของสายชีลด์ต่อเข้ากับขั้วริมทางซ้ายมือ  และสายสัญญาณนั้น ต่อขั้วริมด้านขวา โดยเว้นขากลางว่างเอาไว้ เพราะมันเป็นขั้วที่นำสัญญาณที่ควบคุมความดังแล้ว ส่งเข้าภาคขยาย (Amplifier) ของเครื่องรับวิทยุ 

    ผมไม่มีหัวแร้งบัดกรี จึงนำเอาสายที่มีปากคีบ (Alligator Clip) อยู่ทั้งสองด้าน นำมาตัดแบ่งครึ่ง  ใช้ปากคีบ หนีบต่อขั้วทั้งสองของตัว Volume Control ดังกล่าวแล้ว  ส่วนปลายที่ต่อกับสายสัญญาณที่มาจากปลั๊กที่จะต่อเข้าช่อง Phones ของเครื่องเล่น MP-3 นั้น ใช้วิธีบิดผูกให้ติดกันธรรมดา แล้วสอดสายออกมาตามช่องรอยแตกของตู้วิทยุดังกล่าว  เมื่อต่อเสร็จก็หมุนคลื่นหนีไปหาที่ว่างๆ ไม่มีสัญญาณจากสถานีวิทยุเข้ามา เปิดบทสวดจากเครื่อง MP-3 ฟังได้ชัดเจน ต่อเนื่อง ไม่มีปัญหาอีกเลย นี่ก็ให้แม่ฟังไป 2 ครั้งแล้วครับ

               

       เพราะชุดนี้ Batt. ในลำโพงหมด ไม่มีสายชาร์จ          จึงดัดแปลง .....   ใช้วิธีนี้แทน

                 

                                                 สุดท้ายก็ลงเอยด้วยวิธีนี้

                                              และนี่คือบรรยากาศเช้าวันนี้ครับ

     

       แม่มีอาการอ่อนล้าลงมาก  ทุกคนรักห่วงใยแม่ และหนึ่งในนั้นมีคนพิเศษคนหนึ่งซึ่ต้องกล่าวชื่นชมไว้ในที่นี้ ว่าเป็นสุดยอด ตัวอย่าง คนหายากในปัจจุบันคนหนึ่งครับ เธอคือ หลานจ๋า หลานสะไภ้ ศรีภรรยาของหลานชาย นายนันธชัยนั่นเอง  เธอฟูมฟัก เอาใจใส่ดูแลแม่มาอย่างดียิ่ง  ซักเสื้อผ้าให้มาตลอด  อุ้มแม่เข้าห้องน้ำ อาบน้ำชำระกายให้จนเป็นบทบาทประจำของเธอ มีอะไรนิดแม่ก็เรียกหา "หลานจ๋า" ตลอดมา เธอทำงานหนักมาก ทั้งเรื่องการค้าขาย การเลี้ยงดูลูก 2 คน และการดูแลยายของสามีคือแม่ของพวกเรา  ระยะนี้เมื่อแม่ขับถ่ายไม่ว่าหนัก-เบา เธอคือคนที่ยังคอยชำระสะสาง ทำความสะอาดให้แม่อยู่อย่างเดิม ... เช้านี้ ขณะที่ผมนวดเท้าแม่อยู่ เธอนั่งข้างแม่ สัมผัสมือแม่ จ้องมองแม่อยู่พักหนึ่งแล้วก็ลุกเดิน ร้องไห้สะอึกสะอื้นออกไป  ผมที่ว่าตัวเองทำใจยอมรับอะไรๆได้อยู่พอสมควรก็สุดจะยั้งใจ ต้องลุกขึ้นบ้างเพื่อเดินไปอีกทาง หาผ้ามาเช็ดน้ำตาตัวเอง ไม่ให้หมู่ญาติได้เห็น .. มันเป็นความตื้นตันที่สุดจะบรรยายครับ

     เธอคือคนที่นั่งขวามมือสุดในภาพคู่แรกข้างบน ครับ .. มีโอกาสผมจะนำภาพเธอชัดๆมาลงให้ดูกันอีกครั้งครับ