หลังจากเรียนจบปริญญา สุนัขจิ้งจอกจึงปลอดปล่อยชีวิตจากกรอบของการเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เขาทำทุกอย่างที่อยากจะทำแต่พยายามที่จะทำในสิ่งที่เข้าใจว่ามีสาระเท่านั้น อิสรภาพของเขามีอยู่ไม่นาน ชีวิตของเขาก็ต้องระหกระหินเมื่อสถานศึกษาแห่งหนึ่งติดต่อให้เขาไปทำหน้าที่สอน... “โอ .. งานช่วยอีกแล้ว...ดีจัง...”

                เขาเดินไปทำหน้าที่ที่โรงเรียนแห่งนั้น

                หน้าที่สอนหนังสือเป็นไปด้วยดี ความเป็นกันเองกับนักเรียนก็ค่อนข้างจะไปด้วยดีเช่นกัน

                วันหนึ่ง หลังจากเลิกเรียนแล้ว เขาเดินออกจากโรงเรียนเพื่อกลับบ้าน แต่ต้องผ่านเมืองที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ เขาก้าวเท้าเร็วบนทางเท้า ขณะนั้น จิ้งเหลนซึ่งก็คือนักเรียนในชั้นเรียนของเขานั่นเอง ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาและชวนจิ้งจอกคุย ระหว่างที่จิ้งเหลนถามและจิ้งจอกพยายามอธิบายนั่น หน้าของจิ้งจอกก็ต้องมองหันไปทางจิ้งเหลน “เปรี้ยง”..... จิ้งจอกทรุดลงกับที่ ก่อนที่จะพยายามจับเสาไฟฟ้าที่อยู่ข้างหน้าพยุงกายขึ้น “ขอโทษครับครูจิ้งจอก ผมขอโทษจริงๆครับ ผมบอกไม่ทัน” จิ้งเหลนพยายามพูดขณะเดียวกันก็หัวเราะท้องแข็ง

                จิ้งจอกมองหันไปรอบๆ เห็นมนุษย์ที่เดินไปมาก็หยุดหัวเราะกันยกใหญ่ จิ้งจอกเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะไปด้วย พร้อมกับเปรยขึ้นว่า “โอย..เจ็บจัง หัวโนเลย”

                เช้าวันรุ่งขึ้น จิ้งจอกเล่าเรื่องที่ตนเดินคุยกับจิ้งเหลนถึงกับเดินชนเสาไฟฟ้าให้นักเรียนในชั้นเรียนฟัง นักเรียนหัวเราะกันท้องแข็งสนุกสนาน คำหนึ่งที่นักเรียนถามคือ “ครูไม่อายคนหรือครับ”

                “ไม่รู้จะอายอะไร เราน่าจะดีใจด้วยซ้ำที่พฤติกรรมของเราทำให้คนทั้งหลายได้ร่าเริง ดูสิ ดูสัตว์ทุกวันนี้จะยิ้ม จะหัวเราะสักที มันมีอะไรที่ซ่อนเร้น ยิ้มไม่เต็มอิ่ม หัวเราะไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย การที่เราทำให้เขาหัวเราะได้อย่างบริสุทธิ์หมดจด นับเป็นวาสนาจริงๆ” จิ้งจอกกล่าว

                “อือ..ครูนี่ก็แปลก หากเป็นผม ผมคงดำดินแน่ๆเลยครับ” นักเรียนในชั้นเรียนคนหนึ่งพูดขึ้น พร้อมกับสั่นศีรษะและหัวเราะชอบใจ

                “นี่ อย่าว่าแต่ชนเสาไฟฟ้าเลย วันแต่งงานของครู ครูก็ยังตกเวทีเลย”

                นักเรียน “ฮาฮาฮา ครูนี่จริงๆเลย เสาไฟฟ้าเขาเอาไว้ให้รถจักรยานยนต์ชน แต่ครูก็ชนซะนี่ เวทีเขามีไว้ให้ยืน แต่ครูก็ดันไม่ยืนซะอีก ฮาฮา”