ข้อคิดธรรม ในเรื่องของชีวิต

ทุกครั้งทุกครา ที่เกิดเรื่องใดก็ตามที่เป็นทั้งกุศลและอกุศล ผมมักได้ข้อคิดทางธรรมะดีดีเสมอ และกล่าวคำสาธุดังๆในใจทุกครั้ง เพราะจิตน้อมเห็นตามธรรมที่เป็นจริงอย่างนั้นชัดเจนขึ้น

 

ช่วงนี้ มีแง่คิดเรื่องธรรมะชัดเจนขึ้นหลายเรื่องครับ

 

เรื่อง DC go home ก็สอนเรื่องอนิจจัง การพลัดพรากของชีวิต ซึ่งย้อนให้เห็นเรื่องของการสั่งสมความเห็นผิดเรื่องของการสะสมของรัก การยึดถือ เป็นอุปาทานขันธ์ นำไปสู่ทุกข์อุปาทาน

 

         ทำให้นึกถึง วรรณกรรมพุทธศาสนา เรื่องกามนิต-วาเสฏฐี[1] ที่พุทธองค์ทรงตรัสสอนธรรมะแก่กามนิต ในบ้านช่างปั้นหม้อในเรื่องของความรัก

         เพราะทรงฟังกามนิตเล่าเรื่องในอดีตที่มีความรักผูกพันต่อวาเสฏฐี โดยที่กามนิตไม่รู้ว่าบุคคลที่ตนสนทนาอยู่นั้นคือพระพุทธเจ้าที่ตนแสวงหาและอยากฟังพระธรรมคำสอน

 

พระพุทธองค์ทรงสนทนากับกามนิตหนุ่มที่ไม่ใช่ชื่อขจิต (เพราะคาดเดาจากคำบรรยายในหนังสือว่าคงเป็นหนุ่มรูปงาม จมูกโด่ง ผิวขาว เชื้อสายอารยัน) ว่าโดยสรุปจากเรื่องที่ฟังกามนิตเล่ามา ก็จะเห็นได้ว่า

เมื่อใดมีรัก เมื่อนั้นมีทุกข์

 

ซึ่งกามนิตหนุ่มก็ค้านอย่างเต็มที่ เพราะในความเห็นของเขา เมื่อชีวิตมีรัก ก็หมายถึงมีความสุขเกิดขึ้นในชีวิตทั้งนี้เป็นการมองชีวิตที่ยังไม่รอบ เพราะมองแค่ความสุขที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นที่เกิดความรักขึ้นเท่านั้น

ถึงแม้พระพุทธองค์จะทรงตรัสสอนให้เห็นถึงความจริงของชีวิตต่อไปอีกว่า เมื่อคนเรามีความรักหรือมีสิ่งที่รัก ในบั้นปลายก็จะเกิดทุกข์ขึ้น คือ

 

ทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการพลัดพรากจากสิ่งรัก

โดยทรงตรัสต่อว่า ธรรมดาในชีวิตมนุษย์ย่อมประสบกับความทุกข์สองประการ คือหนึ่งการประสบกับสิ่งไม่รัก และการพลัดพรากจากสิ่งรัก ย่อมเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

 

ซึ่งในชีวิตของเรานั้นไม่สามารถปฏิเสธความจริงนี้ได้เลย หรือไม่อาจหาญที่จะกล่าวได้ว่าเราสามารถหลีกพ้นจากทุกข์สองประการในชีวิตนี้ได้

 

ในชีวิตของเรา จะเลือกพบหรือปรารถนาให้ในชีวิตมีแต่สิ่งที่ดีดีหรือประสบกับสิ่งที่รักและที่ชอบเสมอตลอดไปไม่ได้ ในทำนองเดียวกันก็ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงการพลัดพรากจากสิ่งที่รักได้ตลอดกาล เพราะไม่ช้าวันใดวันหนึ่ง สิ่งที่เรารักนั้นจำต้องพรากจากเราไปแน่นอน

ไม่เราพลัดไปจากเขาหรือเขาพรากจากเราไป

สิ่งที่เกิดขึ้นในใจเรา คือความทุกข์เสมอ

 

กามนิตหนุ่มได้ฟังก็คอตก เพราะเห็นจริงตามนั้น แต่อาศัยมานะทิฏฐิอันดื้อรั้น แทนที่จะกล่าวสาธุรับธรรมกลับไพล่เฉไฉกล่าวทำนองว่า

สิ่งที่ท่านกล่าวออกมานั้น ก็จริงอยู่ดูมีเหตุผล แต่เป็นคำที่ท่านกล่าวเองหรือว่าได้ยินมาจากพระพุทธองค์เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเป็นคำที่พระองค์พูดเอง(ในฐานะนักบวชในสายตาของกามนิต) กามนิตจึงถอนหายใจแสดงความโล่งอกและกล่าวเสริมว่า ตนอยากไปกราบทูลถามธรรมข้อนี้ต่อพระองค์ หากเป็นคำที่ได้ยินออกจากพระโอษฐ์พระพุทธองค์เองจึงจะเชื่อถือตาม

พระพุทธองค์ทรงได้ยินดังนั้น จึงแสดงอาการดุษฎี คือนิ่งเฉยเงียบไม่ต่อล้อต่อเถียงให้ยาวความ

ตอนรุ่งเช้ากามนิตเร่งรีบออกเดินทางแต่เช้าด้วยดวงจิตที่ร้อนรน กระหายที่อยากจะฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า โดยไม่เฉลียวใจเลยว่าตนมีโอกาสอันประเสริฐที่ได้สนทนาธรรมกับพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิดตลอดคืน แต่อนิจจาชีวิตตนถึงวาระสุดท้ายถูกวัวบ้าที่วิ่งสวนมาขวิดตาย ในขณะสุดท้ายได้กล่าวร้องขอพระอานนท์และพระสารีบุตรพาไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแต่ก็ทนพิษบาดแผลไม่ได้สิ้นใจตายก่อน

เนื้อหาในบทนี้จึงมีชื่อว่า เด็กดื้อได้แก่ตัวกามนิตนั่นเอง

 

คงพอที่จะน้อมนำมาเป็นอุทธาหรณ์ของชีวิตเราได้ว่า ธรรมะไม่ว่าจะหลุดออกมาจากปากผู้ใด หากได้ยินได้ฟังแล้ว เป็นธรรมแท้หรือความจริงแท้ ก็ให้น้อมใจรับฟังไว้ อย่าได้ประมาทว่าจะต้องได้ยินจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าเลย

หรือเรื่องใดใดก็ตาม หากเกิดในชีวิตเราแล้ว ไม่ว่าจะดีหรือเลว ก็สามารถน้อมเอามาเป็นหลักธรรมสอนตนได้เสมอ

ทุกครั้งทุกครา ที่เกิดเรื่องใดก็ตามที่เป็นทั้งกุศลและอกุศล ผมมักได้ข้อคิดทางธรรมะดีดีเสมอ และกล่าวคำสาธุดังๆในใจทุกครั้ง เพราะจิตน้อมเห็นตามธรรมที่เป็นจริงอย่างนั้นชัดเจนขึ้น

เชิญชวนทุกท่านลองสำรวจดูว่า ท่านมีของอันเป็นที่รักอยู่กี่อย่าง ทั้งที่เป็นสิ่งของวัตถุ บุคคลหรือสัตว์เลี้ยงใดใดก็ตาม

ลองนั่งนับนิ้วดู แล้วจะประจักษ์ว่าท่านสะสมทุกข์ไว้เท่าจำนวนนิ้วที่นับได้นั่นแหละ

          เตรียมตัวเตรียมใจรับความทุกข์ที่พึงจะเกิดขึ้นไว้ให้ดีเถิด 

เนื้อเรื่องโดยย่อ

ในเรื่องกามนิต กล่าวถึงบุรุษผู้หนึ่งผู้ซึ่งมีนามว่า กามนิต ผู้ที่หวังจะได้เข้าพบสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อที่จะได้ขจัดความทุกข์ต่าง ๆ ที่ตนได้เผชิญมา และได้พบกับความสุขอันเป็นนิรันดร์ ในระหว่างการเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้านั้น กามนิตได้เข้าขอพักที่บ้านของช่างปั้นหม้อท่านหนึ่งเป็นการชั่วคราว และในวันเดียวกันนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้เสด็จมาขอพักอาศัยที่บ้านหลังนั้นด้วยพอดี กามนิตจึงได้มีโอกาสเล่าเรื่องของตนเองและสนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้าโดยที่ไม่รู้เลยว่าพระสงฆ์ที่สนทนาอยู่นั้นคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

เรื่องราวดำเนินส่วนแรกเป็นภาคพื้นดิน และต่อในส่วนหลังเป็นภาคสวรรค์ ที่กามนิต ได้เสียชีวิตระหว่างเดินทางเพื่อจะได้พบ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ไปเกิดเป็นเทวดาและพบกับ วาสิฏฐี ทั้งสองได้เล่าเรื่องราวชีวิตหลังความรักในโลกมนุษย์ ประสบการณ์แห่งการไขว่คว้าหากันจนได้มาพบเจอพุทธศาสนา ตลอดจนการเห็น การเกิดดับของสรรพสิ่งที่แม้แต่สวรรค์ พรหมก็หลีกหนีไม่เป็น ความเปลี่ยงแปลง มีแต่บรมสุขแห่งพระนิพพาน คือทางออกแห่งการเดินทางอันยาวนานนี้ วาสิฏฐีได้เข้าถึงความจริงนี้ก่อน และทำให้กามนิตได้รู้ว่าบุคคล ที่ตนพบในบ้านช่างปั้นหม้อ ได้ให้สัจธรรมแห่งความจริงไว้พิจารณา คือใคร การไม่ต้องเวียนว่ายอีกต่อไปเป็นเช่นไรในที่สุด ในเรื่องกามนิตนี้ มีกามนิต และวาสิฏฐีเป็นตัวเอก และนอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว       ยังมีองคุลิมาล พระอานนท์ และพระสารีบุตร ปรากฏในเรื่องอีกด้วย เป็นการเชื่อมโยมหลักธรรมในพุทธศาสนากับความจริงแห่งความรักได้อย่างลึกซึ้งและกินใจ

 



[1] กามนิต จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี กามนิต (Der Pilger Kamanita) เป็นวรรณกรรมประเภทนวนิยายอิงพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงมาก ประพันธ์ในปี ค.ศ. 1906 โดย คาร์ล อดอล์ฟ เจลเลอร์รุป นักประพันธ์ชาวเดนมาร์ก ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี ค.ศ. 1917

หนังสือกามนิตได้รับการยกย่องให้เป็นหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน ฉบับภาษาไทยแปลโดยเสฐียรโกเศศนาคะประทีปในปีพ.ศ. 2473 โดยแปลจากฉบับภาษาอังกฤษ (The Pilgrim Kamanita) ซึ่งแปลมาจากต้นฉบับภาษาเยอรมัน (Der Pilger Kamanita) อีกทอดหนึ่ง

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าจากอาจารย์



ความเห็น (23)

เขียนเมื่อ 

กามนิตมารายงานตัว การจากของที่รักเป็นทุกข์ อิอิๆๆๆ

เขียนเมื่อ 

มาอีกรอบ ไม่ได้ดื้อ นิสัยดี ไม่ดื้อไม่ซน ท่านให้เชื่อในหลักกาม เอ้ยไม่ใช่ กาลามสูตรครับ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ อิทัปปัจจัยตา ด้วยครับ ขอบคุณที่เอาเรื่องผมมาเล่า อ้าวไม่ใช่หรือ อิอิๆๆๆ

เขียนเมื่อ 

ไม่ใช่อาจารย์ขจิต แน่นอนครับ ผมยืนยัน :)

ขอบคุณครับอาจารย์

ทุกข์ที่ต้องพรากจากสิ่งรัก เป็นทุกข์ที่สาหัสเหลือเกินค่ะ

เขียนเมื่อ 

สาธุ สาธุ สาธุ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะอาจารย์

สมัยเรียนหนังสือตอนเด็กๆ เป้นคนไม่ละเีอียดอ่อนกับวรรณกรรมเหล่านี้เลยค่ะ จำเรื่องกามนิต วาสิฎฐี เป็นเรื่องของความรักด้วยซ้ำ อิอิ

พอมาอ่านที่อาจารย์สรุปให้ฟังก็ถึงได้รู้ว่าเป็นเรื่องธรรมะ ไม่ใช่แค่เรื่องของความรัก แต่ธรรมะข้อนี้ตัวเองก็พึงสังวรณ์อยู่เสมอค่ะ ถึงได้พยายามไม่เพิ่มทรัพย์สมบัติสิ่งของให้ตัวเองโดยไม่จำเป็น เดี๋ยวนี้เห็นสิ่งเหล่านี้เป็นภาระทั้งสิ้น เหมือนสะสมไว้ พอเวลาจะทำ 5 ส ทีก็เก็กซิมค่ะ ^ ^ เยอะเกินความจำเป็น แต่ถ้าพูดถึงของรักที่เป็นคนที่รัก ก็จะพยายามคิดถึงไตรลักษณ์ให้มากๆ ไว้ด้วยค่ะ พยายามฝึกให้เกิดปัญญา ให้เข้าใจในธรรม(ชาิติ) เตรียมความพร้อมสำหรับสิ่งที่จะต้องเกิดแน่นอนค่ะ ^ ^

ขอบคุณอาจารย์ที่นำเรื่องกามนิต วาสิฎฐีมาเผื่อแผ่กันนะคะ

ขอให้ DC go home ไวๆ ค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะอาจารย์

วันนี้ลูกสาวเอานาฬิกาที่เธอรักมาให้ดู พร้อมทำหน้าเศร้าๆ บอกว่าหนูทำนาฬิกาตกพื้น กระจกด้านหน้าแตก ... เขาเป็นทุกข์ในสิ่งที่รักกำลังจะสูญเสีย ... ก็เลยบอกเขาไปค่ะว่า ไม่เป็นไรหรอก เป็นเรื่องปกติ... อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา... ไม่ต้องไปยึดติด หากพังใช้ไม่ได้ก็ไปซื้อใหม่...ก็ดูเหมือนเขาจะดีขึ้น ไม่ทราบว่าทำใจได้ หรือดีใจจะได้ของใหม่ค่ะ

วันก่อนโน้นก็เอาใบประกาศฯ ที่ได้มาจากอิตาลีตอนไปฝึกงาน ไปวางไว้ที่โต๊ะในวอร์ด ไม่รู้ใครเอาแก้วน้ำมาวางข้างๆ จึงมีหยดน้ำมาทำให้ใบประกาศฯเธอเปรอะเปื้อน...เธอก็เสียใจ หงุดหงิด...ก็บอกเธอไปว่า...ไม่เป็นไรหรอก...อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา... แต่ก็ทำให้เรารู้ว่า หากเราไม่อยากให้สิ่งที่เราเห็นว่าสำคัญ เราก็ต้องดูแล และระมัดระวังให้มากกว่านี้ อาจรวมถึงต้องรู้จักคาดการณ์ ระวังปัญหาที่อาจเกิดข้างหน้าด้วย...ที่ผ่านมาเรายังทำไม่ดีพอ ... ดูท่าทางเขาก็สบายใจ แต่ก็ยังอดไปบ่นให้พ่อฟังต่อไม่ได้

ตอนนี้แป๋วกำลังพยายามทำความเข้าใจ และเรียนรู้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ค่ะอาจารย์ ... จะพยายามไม่ยึดติดค่ะ แต่ก็ไม่อยากถูกทดสอบ...อิอิ

DC go home...

 

   

สวัสดีครับกามนิตขจิต

เอ?!ผมว่าผมจะเขียนเรื่องของคุณนา...

ทำไมไพล่ไปเขียนเรื่องนี้เข้าได้ :)

แต่ถ้าเป็น version ของหนุ่ม(เหลือ)น้อยขจิต ถ้าจะสนุกกว่านี้

เพราะถนัดในเรื่องกามสูตร เอ้ย! กาลามสูตร

แต่คุณขจิตยังไม่ทุกข์ดอกครับ...เพราะเห็นกำลังสะสมสิ่งที่รักอยู่หลายเด้อ!

ขอบคุณท่านเทพชั้นหก ที่กรุณามายืนยันความเห็น

ที่ว่าไม่ใช่อาจารย์ขจิตนั้น หมายถึงอย่างที่ผมพรรณาหรือว่ายังไม่พลัดพรากจากแควนๆครับ :)

สวัสดีครับ อ.ดร.จัน

ทรงผมใหม่ผมแทบจำไม่ได้ หลานผมน่ารักมากครับ

อยากอุ้มจังเลย :)

หนูka-poom

ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ

คงยังปฏิบัติธรรมและวิ่งเจริญสติอยู่เป็นปกตินะครับ

น้องรอง

เรื่องทุกข์จากการพลัดพราก

เป็นประสบการณ์ธรรมในชีวิตจริงที่คอยเข้ามาสอนเราครับ

หากยังไม่เจอ ก็ยังไม่เข้าใจชัดเจน

เรื่องกามนิตวาเสฏฐีนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่วรรณกรรมพุทธศาสนาเถรวาท เป็นพุทธมหานิกายแต่เป็นวรรณกรรมที่ดีมากเรื่องหนึ่ง ที่พี่ใหญ่อ่านมาตั้งแต่เรียนมัธยม แล้วชอบใจจึงตามไปอ่านต่อในภาคสวรรค์

อ่านแล้วก็ยังไม่เข้าใจลึกซึ้ง เพราะภูมิรู้ภูมิธรรมยังด้อยและขาดประสบการณ์ชีวิต

พอมาปัจจุบัน เวลามีข้อธรรมกระทบใจ จึงกระจ่างเป็นเรื่องๆ โดยเฉพาะเรื่องการพลัดพรากธรรมะในวรรณกรรมเรื่องนี้ผุดขึ้นมาทันที

หนูแป๋ว

จริงด้วยครับ...แท้จริงแล้วในเรื่องรอบตัวของชีวิตประจำวัน

จะมีธรรมะคอยสอนอยู่ตลอดเวลา

ขึ้นอยู่ว่า เราจะหมุนมันเป็นธรรมะหรือไม่เท่านั้น

เรืองอนิจจัง ทุกขังและอนัตตา เป็นสาระธรรมของชีวิต

และมีความลึกซึ้งหลายระดับครับ

และเป็นธรรมะที่เป็นเหตุผลโยงใยกันด้วย

หนูสอนลูกได้ดีแล้วครับ ให้เขาเห็นและทำใจในเรื่องของไตรลักษณ์ให้มากๆ

การรู้เห็นลักษณะธรรมทั้งสามประการนี้

ช่วบทำให้อุปาทานต่างๆคลายตัวลงและเกิดสติมากขึ้น

ขอบคุณที่มาเป็นกำลังใจและแบ่งเบาทุกข์นะครับ

เขียนเมื่อ 

ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ เป็นสัจธรรมจริงๆ แต่มันก็มีสุขเหมือนกันนิ เถียงแบบเดียวกับกามนิตหนุ่ม ^ ^ รู้ว่าทุกข์จะตามมาทีหลังก็ยอม หนูถือคตินี้ดีกว่า "อกหักดีกว่ารักไม่เป็น" นับๆ ดูศิษย์น้องเล็กก็สะสมทุกข์ไว้เยอะพอตัวนี่นา และหมู่นี้ยังเก็บสกอร์เพิ่มอีกเรื่อยๆ ต่างหาก 555 หนูยังเป็นมนุษย์ปุถุชน รัก โลภ โกรธ หลง มีครบถ้วนกระบวนความ

นอกเรื่องค่ะ เรื่องธรรมะไม่ค่อยรู้ รู้แต่ว่าภาพนี้ของเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ใช่มั้ยคะศิษย์พี่ จำสไตล์ได้

สุดท้ายไม่ลืม DC go home

ฮ่า!ฮ่า!

น้องเล็กแก้มย้วย

เจ้ามิเห็นโลงมิหลั่งน้ำตา... มิออกสมรภูมิ จึงไม่มีบาดแผล :)

สุขทุกข์นั้น แล้วผันแปรตามเหตุ

อุปมาดั่งเหรียญเดียวมีสองหน้า

ตอนสะสมสกอร์ หน้าสุขก็อยู่ข้างเรา

ตอนเสียแต้ม หน้าทุกข์พลันปรากฎ

พี่ใหญ่เอง ก็ใช่หมดโลภโกรธหลง ถึงได้เย็บแผลอยู่เรื่อยๆนี่ไง

ถูกต้องแล้วคร้าบ!ภาพนี้เป็นภาพจิตรกรรมของเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ คนที่พูดถึงยุงให้คนฟังเห็นเป็นช้างได้นั่นแหละ

เข้ามาเรียนรู้ธรรมะ ด้วยคนค่ะ อาจารย์

เอาใจช่วยให้ DC go home ไวไวนะคะ

ปล.หมั่นไส้ คนนี้ นะคะ มาไวเชียว

ยินดีต้อนรับครับ หนูหนิง

โถโถ อย่าไปหมั่นใส้เขาคนนั้นเลยครับ

เป็นกามนิตเหมือนกัน จึงรวดเร็ว

แต่เร็วคนละแบบ.. :)

ขอบคุณ DC go home ครับ

แก้มแหม่ม
IP: xxx.147.74.4
เขียนเมื่อ 

อาจารย์คะ สมมตินะคะว่า

"หากกามนิตสามารถทนอยู่กับความทุกข์ได้ ไม่ว่าจะด้วยความรัก ความเข้าใจ ความอดทน หรือ เพราะคิดว่าเป็นการชดใช้กรรมเก่าก็ตาม โดยเค้าก็ยินดีที่จะอยู่กับสิ่งที่เป็นทุกข์ต่อไป" อาจารย์เห็นว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปคะ

ด้วยความเคารพ

ก็อย่างที่บอก
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 

ธรรมะ คือ วันนี้ ไม่ได้ เข้าสอบ ยังไง ล่ะ

ธรรมะ คือ คุณไม่ได้ เดือดร้อนอะไรเลยไง

จบสูง นี้ ครับ (ทำตัวให้มัน น่าเคารพ จะดีกว่านะครับ)

ปล คนอย่างคุณมันแค่นั้นแหละ

น้อมนำเป็นหลักคำสอน ขอบคุณค่ะ

เมื่อปลดเปลื้อง จากความรัก หัวใจไร้รัก รักแบบไม่คาดหวัง แต่เป็นผู้ให้ตลอดกาล ที่นั่น คงสุขแท้จริง.....?????????????

สุกฤตา
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะอาจารย์

หนูหายไปนานมากไม่ทราบอาจารย์ยังจำหนูได้มั้ยคะ เมื่อปีที่แล้วหนูมาเรียนอ.ว่ากำลังอ่านพระไตรปิฎกอยู่น่ะค่ะ ตอนนี้กะยังอ่านอยู่ค่ะเพราะเยอะมากๆเลยตั้ง48เล่มและหลังๆก็ยากขึ้น บางทีกว่าจะเข้าใจอ่านเป็นหลายครั้งถึงจะพอรู้เรื่อง แห่ะๆ

ทำให้รู้สึกอัศจรรย์ใจในสิ่งที่ท่านทรงตรัสรู้ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีมนุษย์คนใดทำได้เช่นนี้

รู้สึกศรัทธาในพระองค์ยิ่งขึ้นไปอีก

เรื่องกามนิตสมัยหนูเด็กๆได้อ่านตอนนั้นก็รู้สึกว่าความรักนี่ดีจัง แต่พอโตมาก็เริ่มเข้าใจถึงอีกแง่หนึ่งของความรักว่าไม่ใช่จะมีความสุขเสมอไป

สำหรับหนูหนูว่าการผิดหวังในรักก็มีผลดีนะคะทำให้เราไม่ต้องคาดหวังกับอะไรมากไป

จะได้ทำใจให้มันกลางๆ หนูว่าความรักนี่บางทีก็ทำให้เราหลงยึดติดในภพชาติไม่หลุดไปไหน จะว่าไปก็ทำให้เกิดผลเสียเหมือนกันนะคะ บางทีหนูก็ดีใจที่ไม่ต้องมีความรักไม่ต้องมีครอบครัว ไม่ต้องมีห่วงในใจ หนูว่ามันเบาสบายดี ขนาดเลี้ยงหมาน้อยบางทีก็ยังรู้สึกถึงภาระได้ ชีวิตที่ไม่มีภาระไม่มีห่วงอะไร เหมือนกับนกที่บินไปอย่างอิสระ อาจเกาะไปตามกิ่งไม้บ้างเวลาเหนื่อยแล้วก็บินต่อโดยไม่ต้องย้อนกลับน่าจะเดินทางได้เร็วดี แห่ะๆพูดไปๆมาๆกลายเป็นเรื่องนกง่าหนูชอบพูดแล้วจินตนาการไปเรื่อยเจี้อยทุกที

เขียนเมื่อ 

กามนิต วาสิฎฐี เกี่ยวกับมหายานอย่างไรครับ