การสัมนาหน่วยประจำปีผ่านมานานหลายวันแล้ว ตั้งแต่วันที่ 4 -5 เม.ย. ช่วงที่กลับมาเผอิญมียุ่งวุ่นวายกับอะไรไม่รู้เลยไม่ได้เขียนเล่าเลย บันทึกนี้ที่ได้เขียนก็มาจากคุณเอื้อ(อีกแล้ว)
จะว่าไปการจัดสัมมนาที่ผ่านมาเลื่อนแล้วเลื่อนอีกมาตั้งแต่ปีก่อนโน้น เพราะกะจะรอไปให้ครบกันทุกคน รอไปรอมาก็เลยขาดกันไปมากขึ้นกว่าเก่า พี่ปนัดดาเลยฟันธง ใครไปก็ไป ไม่ไปก็ไม่ต้องไป อึ๋ย!!
สำหรับสถานที่ พี่ดาเลือกที่ใกล้ ๆ ก็คือเขาชันรีสอร์ท โดยพวกเราไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทาง โดยพี่ดาทำเรื่องขอใช้รถคณะ และงบก็ได้มาจากเงินประกันสังคมที่ได้มานั่นเอง งานนี้พี่ดาเหนื่อยสุด ๆ คนที่ได้ช่วยแบ่งเบาในการติดต่อบ้างก็เห็นจะเป็นนายดำอีกคน...
สำหรับกำหนดการออกก่อนวันเดินทางอย่างกระชั้นชิด สร้างความอัดอั้นตันใจกับใครหลายคนในหน่วย เพราะอยากรู้กำหนดการซะเหลือเกิน แต่ก็ไม่ผิดหวังค่ะ
หัวข้อการสัมมนาในคราวนี้ประมาณว่า "AAR หลังการตรวจประเมิน ISO15189" เชียวน๊ะ ฟังจากพี่ดาอดทึ่งไม่ได้ในการใช้เครื่องมือ KM จริง ๆ แล้วพี่ดาเป็นผู้ที่ใช้เครื่องมือ KM ได้เนียนมากเลย
รถออกสตาร์ทเวลา 11.00 น. สายบ้างตามประสาพวกเราชาวไทย ซึ่งมีน้ำใจในการรอคอยซึ่งกันและกัน
ประมาณ 11.30 น. แวะทานอาหารที่ร้านโกจ้อง โดย นายดำชวนชิม โชคร้ายมากที่รถบัสไม่สามารถเข้าไปในซอยได้ พวกเรากว่า 20 ชีวิตเดินผ่าเที่ยงกันไปเกือบกิโลได้มั๊ง ตลอดทางก็ได้ยินเสียงถามไปตลอดว่าเกือบถึงรึยัง ?? ผู้เขียนก็ตอบตามความเป็นจริง ที่เห็นเสาสัญญาณมือถืออยู่ลิบ ๆ นั่นก็ถึงแล้วค่ะ อดคิดในใจไม่ได้ว่า ถ้าอาหารไม่อร่อยถูกปากมีหวัง บ้านเราถูก...ตายแน่ ๆ ตายกันทั้งบ้าน แต่ก็โชคดีอาหารรสจัดจ้านถูกใจใครหลายคน (วันหลังหลังจากกลับมาเราก็นัดไปกินกันอีก) เลยรอดตายหวุดหวิด เอ๊ะ !! หรือจะเป็นเพราะเดินไกล ทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว อีกทั้งเลยเวลามามากก็เป็นได้ แต่ภาพรวมทุกคนก็บอกว่าอร่อย และราคาไม่แพง มาครั้งแรกผู้เขียนยังงงเลยว่า เข้ามาออกจะลึก แต่ก็เห็นคนมาทานเรื่อย ๆ มากกว่าร้านที่เราเห็นข้างนอกกันอีกขากลับโชคดีน้องอร ติดต่อลูกค้าที่มาทานอาหารให้พวกเรานั่งรถไปกันกับเขาด้วย เลยไม่ต้องเดินกลับเอง เหลือบางคนโชคร้ายไปเข้าห้องน้ำ ออกมาอีกทีเขาไปกันหมดแล้ว เดี๋ยววันหลังหน่วยเราต้องพกน้องอรไปอีก
หนังท้องตึงหนังตาหย่อน ระหว่างนั่งรถ แม้ระยะทางอันใกล้ ก็เห็นหลายคนหลับอย่างเปิดเผย
เป็นประเพณีประจำการเดินทางที่ทุก Trip เราจะต้องไปทำบุญเข้าวัด คาดว่าชาติไหน ๆ คงหนีกันไม่พ้นแน่ เพราะทำบุญร่วมกันเป็นประจำ ซึ่งพี่ดา(อีกแล้ว) เป็นคนค้นหาข้อมูลทั้งทาง Net และสอบถามจากใคร ๆ ในที่สุดพี่อุราก็แนะนำให้พวกเราไป "วัดห้วยลึก" กัน ขอเล่านิดนึงว่า พอพี่ดาบอกไปวัด ครอบครัวเราแอบดีใจมาก เพราะกะว่าจะพาน้องต้นตาลไปสะเดาะเคราะห์อยู่แล้วเชียว คือก่อนหน้านั้นลูกคนนี้เขาเผอิญเจอเรื่องบังเอิญให้เจ็บตัวในวันเดียวกันถึง 4 ครั้ง เริ่มจากเขาปวดฟันมาก อักเสบจนคางบวมโย้ ไปหาหมอวันแรกที่คลินิกทันตกรรม แต่ไม่มีหมอเด็ก เลยไม่ได้ทำ หลังจากกลับมาและขณะหลับอยู่นั้นประมาณตี 3 อารามขยับตัวคางที่บวมโย้ก็ไปกระแทกเอาข้อศอกนายดำ ร้องไห้ไม่เป็นอันหลับอันนอนกันทั้งบ้าน(อาจจะข้างบ้านด้วย เพราะเขามีกิตติศัพท์ที่ยายตั้งไว้ว่า ลมพัดใบไม้ไหวก็ยังร้องได้ วันไหนไม่ได้ยินเสียงร้องคนข้างบ้านก็อดถามไม่ได้) ตอนเย็นก่อนจะพาไปหาหมอฟันกะว่าวันนี้ยังไงก็จะหาหมอเด็กให้ได้ นายดำทอดปลาอยู่ น้องต้นตาลอยู่เยื้อง ๆ ด้านหลังปรากฏว่าน้ำมันก็ยังกระเด็นไปโดนระหว่างคิ้ว (ไม่แน่ใจรอยแผลหายรึยัง) นี่เป็นครั้งที่สอง เสียงดังแปดหลอด ไปหาหมอหลายคลินิก ไม่มีหมอเด็ก กว่าจะเจอคลินิกที่มีหมอเด็กเขาก็ไม่รับทำเพราะมันบวมมาก ฉีดยาชาไม่ได้ จะเจ็บต้องกินยาให้หายบวมก่อน เราเลยกลับบ้านกัน ขณะที่ผู้เขียนปิดประตูรถ ก็ไปหนีบเอามือน้องต้นตาลอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 3 และก่อนนอนเป็นครั้งที่ 4 ฝีมือน้องใบเตยเล่นกันอีท่าไหนไม่รู้โดนคางน้องต้นตาล เลือดสาด หนองกระจายเลย ร้องจนหลับไปในที่สุด ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าตื่นขึ้นมาหน้าบวม ตาบวม เพราะร้องไห้หรือเพราะเหงือกอักเสบ พี่ชายและพี่สะใภ้นายดำเขาก็แนะให้ไปทำบุญซะบ้าง ประมาณว่าดวงตก ผู้เขียนฟังตอนแรกก็เฉย ๆ แต่พอพี่ดาบอกไปวัดก็ถือเป็นโอกาสอันดี เชียวล่ะ !!
เขียนไปเขียนมาชักยาวยืด ยังไม่ถึงครึ่งทางไปเลย แต่วัดที่เราไปทำให้พวกเรารู้ว่า พวกเรา 20 กว่าคน เกิดวันพฤหัสกันเยอะมาก วันอื่น ๆ น้อย บางวันมีแค่คนเดียวเอง แล้วมาเขียนเล่าต่อในครั้งหน้าดีกว่า