. . . ไม่แน่ใจว่าไปพักผ่อน หรือยิ่งทำให้เหนื่อยมากกว่าเดิม . . .

วันที่ 15 เม.ย. ทัวร์เปลี่ยนสูตรเป็น 5-6-7 คือต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า ออกเดินทางจากอู๋ซีเวลา 7 โมงเช้าเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองอู๋ซี  ระหว่างทางแวะร้านไข่มุกน้ำจืดที่อยู่ริมทะเลสาบไท่หู ช่วงฟังบรรยายเรื่องการเลี้ยงไข่มุก แฝงการโฆษณาผลิตภัณฑ์ ผมแว้บออกไปถ่ายรูปบริเวณใกล้ๆ ได้เก็บภาพทุ่งดอกคัสตาดร์ (อิ๋วไช่ฮัว) และภาพบ้านของชาวบ้านบริเวณนั้นมาฝาก

  

หลังจากนั้นได้ไปนมัสการพระใหญ่เขาหลิงซาน หรือที่ชาวจีนเรียกว่า "หลิงซานต้าฝอ" เป็นพระพุทธรูปยืนกลางแจ้ง สูง 88 เมตร แล้วเดินทางต่อไปยังเมืองซูโจว (Suzhou) เมืองประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่กว่า 2500 ปี เป็นเมืองที่ได้รับสมญานามว่า "เมืองแห่งสาวงาม" แวะเข้าวัดซีหยวน นมัสการรูปบูชาเจ้าแม่กวนอิมพันมือพันตา ชมรูปบูชาอรหันต์ 500 องค์ ชมสวนหลิวหยวนโบราณสถานที่องค์การยูเนสโกได้อนุรักษ์ไว้เป็นมรดกโลก 

  

  

วันที่ 16 เม.ย. ออกจากซูโจว ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่งถึงเมืองโจวจวง ชมหมู่บ้านโบราณที่มีวิถีชีวิตอยู่กับน้ำจนได้รับขนานนามว่าเป็น "เวนิสแห่งประเทศจีน" อาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือ "ขาหมู" ผมนำภาพบรรยากาศเมืองโจวจวงมาให้ดูข้างล่างนี้

  

  

  

ออกจากโจวจวง เดินทางกลับเซี่ยงไฮ้ แวะร้านสมุนไพรของรัฐบาลจีน ตอนเย็นดูโชว์กายกรรมเซี่ยงไฮ้ แต่ไม่ค่อยประทับใจเท่าไรไม่เหมือนวันที่ไปดูโชว์วัฒนธรรมที่เมืองจำลองซ่ง

วันที่ 17 เม.ย. ช่วงเช้าทัวร์พามา Shopping ที่ตลาดหลงหัว เป็นตลาดสินค้าก๊อปปี้ ช่วงบ่ายพาขึ้นรถไฟแม่เหล็กความเร็วสูง (ความเร็วสูงสุด 430 ก.ม.ต่อ ช.ม.) ไปยังสนามบิน อยู่สนามบินประมาณสามชั่วโมง หลังจากเข้าเครื่องเรียบร้อยตามเวลา กัปตันแจ้งว่าสนามบินยังไม่ให้ Take-off ต้องรอไปอีก 50 นาทีจึงจะอนุญาตให้บินขึ้นได้ เครื่องบินถึงเมืองไทยเวลา 21.50 น. เวลาประเทศไทย กว่าจะได้นอนก็เกือบเที่ยงคืน !