และแล้วฟางเส้นสุดท้ายของญี่ปุ่นก็ขาดปึ๋งลง
นั่นคีอ สถานีรถุไฟบางกอกน้อยถูกทิ้งระเบิดจนได้ในเวลาไม่นานนักหลังจากสพานรถไฟพระราม 6ถูกถล่มตัดเส้นทางลำเลียงทหารและยุทธโทปกรณ์ไปพะม่า เหตุการ์ณตอนนี้เกิดขึ้นตอนบ่าย ๆ อีกเช่นเคย จำไม่ได้ว่ามี่เสียงสัญญาณภัยทางอากาศเตือนหรือเปล่า แต่คิดว่าคงมีเตือน ส่วนตัวเครื่องบินนั้นพวกเรามองไม่เห็นกันหรอก เพราะมีอาคารตึกสุง อยุ่ระยะใกล้บดบังสายตาไม่ให้มองเห็น ตอนนั้นพวกเรายังคงอยู่ที่วัดระฆังฯอย่างเดิม และผมก็อุ้มคุณยายโยมท่านอาจาริย์ ละมูลฯลงหลุมหลบภัยหน้ากุฏิอย่างเดิม สถานีรถุไฟบางกอกน้อยนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตรงบริเวณปากคลองบางกอกน้อย อยู่เลยโรงพยาบาลศิริราชไปไม่ใกลนัก และโรงพยาบาลศิริราชก็ไม่ใกลจากวัดระฆังฯเท่าไหร่นักเช่นกัน เราคาดว่าระยะจากวัดถึงสถานีรถไฟก็ประมาณ 2 กม.กว่า ๆ เท่านั้น ตึกรามอาคารบ้านเรือนที่ใหญ ๆที่คั่นกลางอยู่ ก็มีเพียงอาคารโรงพยาบาลศิริราช สูง3-4ชั้น,และ ในเขตของโรงพยาบาลยังมีอาคารไม้อื่น ๆ อีกหลายหลังทั้งของโรงพยาบาลเองและของประชาชนทั่วไปปลูกอยู่ริมทางเดินด้านหน้าไปทางขวาจะออกด้านหน้าสถานีรถไฟบางกอกน้อยได้ จากลานกว้างหน้าสถานีรถไฟไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา จะเป็นท่าเรือข้ามฟากสถานีรถุไฟบางกอกน้อยไปขึ้นที่ท่าเรือท่าช้างวังหลวงซึ่งก็เป็นท่าเรื่อลำเลียงเหล่าชเลยศึกสัมพันธมิตรมาจากท่าเรือท่าช้างวังหลวงดังกล่าวแล้วข้างต้น นอกจากนี้ยังมีสถานที่ราชการที่สำคัญคือสถานีตำรวจบางกอกน้อย และ โบสถ์หลวงพ่อโบสถน้อยอยู่ด้านบ้างท้ายสุดของโรงพยาบาลติดกับถนนอรุณอัมรินทร์ ห่างจากโรงพยาบาลไม่มากนัก
ทราบตอนหลังจากผู้เห็นเหตุการ์ณว่า เครื่องบินที่มาทิ้งระเบิดไม่ใช่เครื่องบินทิ้งระเบิดลำใหญ่ แต่เป็นเครื่องบินลำเล็กแบบโจมตีทิ้งระเบิดได้ในตัวและมีการยิงกราดจากเครื่องบินด้วย จะเท็จจริงอย่างไรไม่กล้ายืนยัน
ผลจากการถูกทิ้งระเบิดปรากฏว่าสถานีรถไฟเสียหายมากอาคารทำการพังระเนระนาด รางรถไฟหลายตอนคตดงอ ฉีกขาดกระเด็นไปคนละทิศละทาง รถจักร ,ตู้รถไฟที่จอดอยู่ในบริเวณนั้นก็พ้งไปหลายตู้ สถานีรถไฟใช้งานไม่ได้อีกต่อไฟ การขนส่งต่าง ๆ หยุดชงักลง ณ บัดนั้นทราบว่ามี่ทหารญี่ปุนที่อยู่ในสถุานีในเวลานั้น บาดเจ็บและตายไปหลายคน นอกจากนี้ ยังมีบ้านเรือนประชาชนใกล้เคียงรับกรรมไปด้วยหลายหลัง ทราบตอนหลังจากปากคำของเพื่อนร่วมงานที่ชุมสายโทรศัพท์ สามเสน ว่าบ้านของของเขาถูกระเบิดอย่างจัง เป็นเหตุให้พ่อ-แม่ตายทันที ส่วนตัวเขาไม่ได้อยู่บ้านในตอนนั้นจึงรอดตายหมู่ไป ตัวเขานั้นแรก ๆ ถึงกับเสียสติวิ่งไปมาเพ้อเจ้อไม่ได้สรรพเพราะความกระเทือนใจ ที่เห็นสภาพร่างกายพ่อแม่ที่แหลกเหลว แขนขาขาด เลือดท่วมตัวก่อนจะโถมเข้ากอดศพพ่อแม่ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร....
ยังมีอีกครับ .....(มีต่อ)
027--กรุงเทพฯถุกทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2( ตอนจบ)
ฟางเส้นสุดท้าย
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
วัลลา ตันตโยทัย · 20 เม.ย. 2551
beyondKM · 20 เม.ย. 2551
สุนันท์ พลับเที่ยง · 20 เม.ย. 2551
คนตานี · 20 เม.ย. 2551
ครูอ้อย แซ่เฮ · 20 เม.ย. 2551
เหยี่ยวอินเดีย · 20 เม.ย. 2551
kmsabai · 20 เม.ย. 2551
เรียนอาจาริย์ขจิต ฯ
ขอบคุณครับที่เข้ามาอ่านได้เร็ว สพานข้ามแม่น้ำแควกาญจนบุรี ก็เป็นจุดยุทธศาตร์อีกแห่งหนึ่งที่ไม่รอดจากการทิ้งระเบิด คิด ๆ แล้วก็อดสงสารเหล่าชเลยสัมพันธมิตรที่ต้องเอาชีวิตรไปทิ้งในการสร้างทางรถไฟสายมรณะและสพานข้ามแม่น้ำแควนี้ไม่ได้เลยนะครับ
สวัสดีครับ
ตามมาติดๆ
เอ ที่วัดระฆัง ในปัจจุบันคงไม่มีหลุ่มหลบภัยให้เห็นแล้วนะครับ
เข้าใจว่าพันธมิตรคงไม่ทิ้งระเบิดวัดนะครับ คนที่อยู่วัดเลยน่าจะโชคดีกว่าคนทั่วไป
ทิดลูก
ตอนนี้หลุมหลบภับถูกกลบทำเป็นลานจอดดรถแล้ว ส่วนการทิ้งระเบิดของพันธมิตรนั้น เข้าใจว่าคงไม่ทิ้งระเบิดวัดหรือโรงพยาบาลหรอก อีกอย่างวัดระฆังฯก็อยู่ห่างจากสถานีรถไฟบางกอกน้อยหลายกิโลเมตร โอกาศถูกลูกหลงไม่มี อย่างไรก็ตามถึงหหากจะมีโอกาศบ้าง สมเด็จวัดระฆังฯท่านคงปกป้องเต็มที่ บ้านเรือนรอบวัดจึงพลอยโชคดีไปด้วยจริง ๆ
สวัสดีค่ะ
หลุมหลบภัย ถูกกลบไปแล้ว แต่แผลในใจ ของผู้ร่วมชะตากรรม ในสงคราม คงจะถูกกลบ ลบเลือนได้ยากนะคะ
รออ่านตอนต่อไปค่ะ
เรียนคุณหมอฯ
โห อยู่ถึงกุสินาราใกลโพ้น ยังแซงคิวคุยเข้ามารวดเร็วเช่นเคยนะครับ แผลในใจในสงครามก็ย่อมลบเลือนไปบ้างแล้วลืมเลื่อมากน้อยแค่ไหนก็สุดแต่ว่าใครจะประสพภัยหนักมากน้อยกว่ากัน ใครประสพภัยมากก็ลืมยาก ส่วนผู้ประสพภัยน้อยหรือไม่ประสพภัยเลยก็ลืมเลือนไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว...คงเหลือแต่ความทรงจำที่ไม่อยากให้มีอีก- แผลในใจกับแผลในหัวใจไม่เหมือนกันนะครับ
กรุงเทพฯถูกทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนจบ (ต่อ)ยังมีอีกครับ คราวนี้ผมเห็นกับตาเลย คือพอหวอสัญญาณปลอดภัยดังขึ้น ผมและเพื่อน ๆ ก็พากันไปดูที่เกิดเหตุทันที พร้อมกับกลุ่ม
คนอื่น จากหลายแหล่งที่มุ่งไปทางเดียวกันคือโรงพยายาบาลศิริราชกับสถานีรภไฟบางกอกน้อย พวกผมไปทางตรอกวังหลังจนสุดไปทะลุข้างโรงพยาบาลศิริราช แล้วตัดเข้าไปในถนนเข้าไปหน้าโรงพยาบาล เพื่อออกไปยังสถานีรถไฟ พอพ้นบริเวณหลังโรงพยาบาลไปเล็กน้อย ก็พบกับหลุมตื้นๆ ทางด้านขวา ในหลุมมีทหารญี่ปุ่นในเครื่องแบบคนหนึ่ง นอนอยู่ในสภาพที่มีผ้าพันแผลพันบริเวณหัว หน้าอกและร่างกายเกือบทั่วตัว ทหารผู้นี้นอนหายใจระรวยอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่พบว่ามีเพื่อนทหารคอยดูแลแต่าอย่างใด ผมเข้าไปนั่งยองๆ ที่ปากหลุม มองเขาด้วยความสงสาร เขาก็มองตอบรับรู้ เข้าใจว่าหลังการทิ้งระเบิด หน่วยเสนารักษ์ของญี่ปุ่นคงจะออกค้นหาทหารบาดเจ็บและปฐมพยาบาลให้ท้นที่แล้วก็เดินหน้าไปค้นหาผู้บาดเจ็บคนอื่น ๆ ต่อไป สำหรับหลุมที่ทหารบาดเจ็บนอนอยู่ในนั้น เข้าใจว่าอาจเป็นหลุมระเบิดก็ได้ เราละจากทหารผู้เคราะห์ร้ายซี่งยังฝังตาอยู่ไม่รู้หายแม้(จะผ่านมาแล้วนับ 50-60 ปีแล้วก็ตาม) เมื่อเดินต่อไปก็พบกับเสาไฟฟ้า..(ยังมีต่อ)
ทิดพ่อครับ
สภาพบริเวณหลังโรงพยาบาลศิริราชทุกวันนี้ ก็ยังดูเป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่เปลี่ยนไปเท่าไหร่นัก
น่าสงสารทหารญี่ปุ่นคนนั้น ไม่รู้ว่าจะเป็นญาติกับโกบูริหรือเปล่าก็ไม่รู้
แถวนั้นมีวัดอยู่วัดหนึ่งใช่ไหมครับ เห็นว่าหลวงพ่อพระประธานศักดิ์สิทธิ์นะครับ
สวัสดีค่ะคุณพ่อวรโพธินามะ
หนูเพิ่งตามมาอ่านค่ะ
อ่านแล้วก็รู้สึกตามไปด้วย ต้องเจริญสติตามกันแทบไม่ทัน ^ ^
ขอบพระคุณสำหรับเรื่องเล่าดีๆ เช่นนี้นะคะ หาอ่านที่อื่นๆไม่ค่อยได้เลยค่ะ ประสบการณ์ตรงแบบนี้ และทำให้รู้ประัวัติศาสตร์กรุงเทพมากขึ้นค่ะ ^ ^
ทิดลูกเอ้ย ระยะหลัง ๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทิดพ่อไม่ได้ย่างกรายไปทางชุมชนหลังโรงพยาลศิริราชเลย จึงไม่รุ้ว่าตอนนี้สภาพจะแตกต่างจากสม้ยนั้นเพียงใด แต่ก็คิดว่าคงจะแออัดมากกว่าเดิม เรื่องถนนเป็นหลุมเป็นบ่อนั้นอย่าว่าแต่บริเวณนั้นเลย รอบนอกออกมาในถนนหลักๆหลายแห่งก็ยังมีให้เห็นอยุ่ทั่วไปนะ ส่วนทหารญี่ปุ่นคนที่เห็นมีผ้าพันแผลพันแทบรอบตัวนอนอยู่ในหลุมนั้น ทิดพ่อเสียดายที่ไม่ได้ถามชื่อไว้ แต่ไม่ใช่ญาติโกโบริแน่นอนเพราะโกโบริเป็นชื้อในนิยายที่เกิดภายหลัง ส่วนวัดที่ถามถึงนั้น ก็จำไม่ได้อีกนั่นแหละ เพราะไม่ได้ไปแถบบั้นนานนักหนาเช่นกัน จำได้แต่โบสถ์หลวงพ่อโยสถ์น้อยฯที่ศักสิทธิเพียงแห่งเดียว....
เรียนคุณกมลวัลย์ ฯ -ขอบคุณครับที่แวะเข้ามาอ่านช้นทึกของผม ผมก็เล่าไปตามที่เห็นจริงเท่าที่ยังพอจะจำได้ บางตอนก็เป็นคำบอกเล่าของคนใกล้ชิดเหตุการ์ณ ที่น่าเชื่อถือได้ ก็เท่านั้นเองครับ หากจะมีสับสนวกวนบ้างก็ขออภัยด้วยนะครับ
เมื่อเดินต่อไปก็พบกับเสาไฟฟ้าข้างทางหักโค่น หม้อมีเตอร์ที่เสาหลุดห้อยอยุ่กับเสา บางอันหลุดลงมากองที่โคนเสา เลยไปอีกพบเสาไฟฟ้าไม้ยังมีไฟลุกไหม้อยู่หลายแห่ง นอกจากนี้ บ้านเรือนข้างทางหลายหลังอยู่ในสภาพพังทะลายไปตาม ๆกัน แต่โชคดีที่หอพักนักศึกษาแพทย์ซึ่งเป็นตึกใหญ่ 3หรีอ 4 ชั้น ทางด้านขวาของถนนสายนี้ไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด พวกเราเดินเลี้ยวซ้ายไปทางสถานีตำรวจนครบาลบางกอกน้อย ตลอดทางพบว่าบ้านเรือนอาคารต่าง ๆ พังทลายเป็นหย่อม ๆ บ้านบางหลังยังมีควันกรุ่น ๆ และมีไฟลุกขึ้นมาเป็นครั้งคราว หลาย ๆ หลังพบสมาชิกในครอบครัวพากันยืนมองดูบ้านของตนเองอย่างไม่เชื่อสายตา ส่วนเด็กเล็ก ๆ ก็เกาะมือพ่อแม่ยืนร้องไห้กระจองอแงอยุ่เป็นที่น่าเวทนายิ่งนักบางหลังก็เห็นมีคนกำลังช่วยกันเก็บซากสลักหักพังให้เข้าที่เข้าทางอยู่อย่างขะมักขะเม้น พอมาถึงสถานีตำรวจ ก็พบว่าตัวสถานีเองก็ ถูกลูกหลงเสียหายอย่างหนักไปกับเขาเหมือนกัน(จนต้องสร้างใหม่ในเวลาต่อมาดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ )สำหรับโบสถ์หลวงพ่อโบสถ์น้อยนั้น น่ามหัศจรรย์ที่ไม่เป๋นอะไรเลยแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ ที่ อาคารใกล้ ๆ พังไปต่อหน้าต่อตา...(มีต่อ)
กรุงเทพฯถูกทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนจบ(ต่อจากครววที่แล้ว)....ให้เห็นหลายแห่ง ส่วนที่สถานีรถไฟบางกอกน้อยนั้นพวกเราเพียงแต่มองเข้าไปเท่านั้น ไม่ได้เข้าไปดูใกล้ ๆ เพราะมองเห็นแค่สิ่งสลักหักพังตู้รถล้มตะแคง,รางรถไฟบิดโค้งอผู้คนวิ่งชุลมุลไปมา แต่นั้นก็พอเเล้ว เพราะทุก ๆ แห่งก็ไม่ได้แตกต่างกันนักเลย การที่สถานีรพไฟบางกอกน้อยถุกทิ้งระเบิดครั้งนี้ ทำให้เกิด ภาพยนต์เรื่อง คู่กรรม ตามมาภายหลัง ซึ่งมีฉากสถานีรถไฟถูกทิ้งระเบิดและพระเอกของเรื่องซึ่งเป็นนายทหารญี่ปุ่นดูเหมือนจะชื่อ โกโบริ ถ้าจำไม่ผิด ที่แต่งงานกับสาวไทยถูกระเบิดจนต้องเสียชีวิตร ท่ามกลางสิ่งสลักหักพังของอาคารและรางรถไฟที่บิดงออยู่รอบด้านและท่ามกลางความอาลัยรักอย่างสุด จะพรรณาของนางเอก ซึ่งท่านผู้ที่เคยได้ดูภาพยนต์เรื่องนี้คงจะยังไม่ลืมความรักระหว่างสงครามระหว่างโกโบริ กับสาวไทยที่จบลงด้วยความโศรกศร้าอาดูรนี้นะครับส่วนท่านทียังไม่เคยดูถ้าหาแผ่นหรือม้วนหนังมาดูก็จะเข้าใจและเสริมความรู้สึกไปกับบันทึกของผมได้ไม่น้อยทีเดียว
ครับ อ่านบันทึกถึงตอนนี้แล้ว ทำให้อยากจะดูภาพยนตร์เรื่องคู่กรรม
ขอบคุณครับ
ขณะทีพวกเรากำลังเดินดูความเสียหายของบ้านเรื่อนต่าง ๆ อยู่นั้น จู่ ๆ ก็เกิดพายุฝนตกลงมาอย่างรวดเร็ว พวกเราพากันวิ่งกลับทางเก่าท่ามกลางสายฝนและลมที่แรงขึ้นทุกทีเนื่อตัวเปียกปอนชุ่มไปด้วยน้ำฝนตาม ๆ กันเป็นอันว่าฟางเส้นสุดท้ายสำหรับลำเลียงอาวุธยุธโธปกรณ์ ตลอดจนชเลยสัมพันธมิตรไปสร้างทางรถไฟสายมรณะ ขาดปึ๋งลงอย่างสิ้นเชิง ต่อมา สัมพันธมิตรได้ตีโต้ได้ชัยนะทุกแนวรบจนญีปุ่นต้องถอยร่นทุกแห่ง และหลังจากถูกทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองนางะซากี ญี่ปุ่นจึงได้ยอมแพ้ ทำให้เหตุการ์ณ ขนส่งชะเลยระหว่างท่าเรือรถไฟบางกอกน้อยกับ ท่าเรือท่าช้างวังหลวงกลับตะละปัดไปอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ กล่าวคือคราวนี้เป็นการขนส่งขะเลยญี่ปุ่นมาที่ท่าเรื่อท่าช้างวังหลวงมานั่ง....(มีต่อ)
กรุงเทพฯถูกทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนจบ(ตอนที่ 3)... และทหารผู้ควบคุมเหล่าชเลยก็เปลี่ยนเป็นทหารสัมพันธมิตรแทน เช่นเดียวกับพลขับเรือลากจูงแพบันทุกทหารระหว่างท่าเรือทั้งสอง ก็เปลี่ยนเป็นทหารญี่ปุ่นนุ่งผ้าเตียวยืนทำงานอย่างสงบเสงี่ยม
มีนายทหารสัมพันธมิตรเป็นผู้บงการอยู่ข้างหลัง นับว่าเป็นหนังคนละม้วนทีเดียว...ที่น่าชื่นชมอีกอย่างหนึ่งก็คือ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่ท่าเรือท่าช้างที่เคยสงสารชเลยสัมพันทธมิตรนั้น เมื่อเหล่าทหารญี่ปุ่นกลับมาเป็นชเลยมั่ง พวกเขาก็ยังให้ความสงสารพวกทหารเหล่านี้ด้วยกล้วย,อ้อย,ส้มโอ,ข้าวหลาม และอื่นๆ เช่นเดียวกับที่เคยให้แก่เหล่าชเลยสัมพันธมิตรเช่นกันแม้จะมีแม่ค้าหลายคนร้องสาบแช่งว่าเอาไปให้มันกินทำไม เสียของเปล่า ๆ ......(ยังมีต่อ)
กรุงเทพฯถูกทิ้งระเบิดในสงคราวโลกครั้งที่ 2 ตอนจบ(ตอนที 4) ต่อจากคราวที่แล้ว แต่บรรยากาศผิดกัน กล่าวคือทหารผู้ควบคุมสัมพันธมิตร ไม่ได้ขัดขวางการเอาของกินให้เหล่าชเลยญี่ปุ่นเหมือนที่ผู้ควบคุมญี่ปุ่นเคยขัดขวางและทำทารุณต่อเหล่าชเลยสัมพันธมิตรที่รับของกินเหล่านี้ นักศึษาผู้หนึ่ง บอกภายหลังว่าเขามีโอกาศเข้าไปคุยกับเหล่าชเลยญี่ปุ่น ได้รับคำบอกเล่าจากทหารญี่ปุ่นระดับนายทหาร ผู้หนึ่งว่า เขาแทบไม่เชื่อสายตาตนเองเลยที่เห็นพ่อค้าแม่ค้าและคนไทยเอาของมาให้พวกเขากินทั้ง ๆ ที่พวกเขาเคยขัดขวางทุบตีเหล่าชเลยสัมพันธมิตรเมื่อรับของกินจากพ่อค้าแม่ค้าเมื่อครั้งที่พวกเขาคุมชเลยมาที่นี่ เขารู้ว่าพวกแม่ค้าพ่อค้าร้องด่าสาบแช่งพวกเขาที่ทุบตีชเลยที่แอบรับของและถูกพวกเขาจับได้ เขายอมรับสารภาพว่าเขาก็เป็นผู้หนึงที่ทุบตีชเลยคนหนึ่งอย่างทารุณต่อหน้าพ่อค้าแม่ค้า เขาเห็นแม่ค้าบางคนร้องไห้ด้วยความเคียดแค้นต่อพวกเขา แต่ ณ วันนี้พวกพ่อค้าแม่ค้ากลับไม่เคียดแค้นจองเวรจองกรรมต่อพวกเขา ทำให้เขารู้สึกละอายใจและซาบซึ้งในน้ำใจคนไทยกลุ่มนี้มาก
ทิดลูกเอ้ยฯ
เชื่อใหมว่าพิดพ่อก็ยังไม่เคยได้ดูเหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะหาแผ่นหรือม้วนแบบเดิมได้หรือเปล่าน้อ
ทิดพ่อ
กรุงเทพฯถูกทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนจน( ตอนที่ 5)
..และแล้ว.....
บันทึกเรื่องกรุงเทพฯถูกทิ้งระเบิดในปลายสบครามโลกครั้งที่สองก็เดินทางมาถึงจุดสุดท้าย เพราะหลังจากทิ้งระเบิดสถานีรถไฟบางกอกน้อยแล้ว สัมพันธมิตรก็ไม่ได้มาทิ้งระเบิดที่ไหนอีกจนสงครามสงบ กรุงเทพฯก็เริ่มกลับสู่ภาวะปรกติ ประชาชนที่อพยพไปนอกเมืองก็เริ่มทะยอยอพยพกลับ การทำมาค้าขายก็เริ่มคึกคักขึ้น สินค้าที่หาได้ยากก็เริมหาได้ง่ายขึ้น โรงเรียนต่าง ๆ ก็๋เริ่มเปิดสอนใหม่ ที่อพยพไปสอนในเลือกในสวนเป็นการชั่วคราวก็กลับที่เดิม ไม่ต้องมีการปันส่วนข้าวสาร,น้ำตาล,สบู่ กันอีกต่อไป แต่ก็มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นควบสคู่กันไปนั่นคือการฉกฃิงวิ่งราวลักเล็กขโมยน้อย รายแล้วรายเล่า.....(ปรดอ่านต่อตอนหน้า)
ทิดพ่อครับ
สนุกมากครับและได้ความรู้ชีวิตในช่วงสงครามได้ดีมากครับ
จะนำไปรวมเป็นเรื่องยาวน่าอ่านในเว็บ www.polpage.com ต่อไปครับ
รออ่านเรื่องอื่นๆ ต่อไปครับ