วิญญาณหลุดออกจากร่าง

            สุดสัปดาห์นี้ต้องบอกว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งที่รู้สึกสนุกครบรสชาติของชีวิตแพทย์อีกช่วงหนึ่งเลยก็ว่าได้

            วันพฤหัสบดี ขอตั้งชื่อว่า ศึกวันแดงเดือดเพราะผมกับเจ๊จินมีคนไข้คนหนึ่งที่เราวางแผนจะผ่าตัดกันในวันนี้ เธอเป็นคนท้องที่อายุครรภ์ครบกำหนดและมีรกเกาะต่ำ แถมการเกาะของรกนั้นมาบังพื้นที่ที่เราจะต้องลงมีดผ่าตัดไปหมดทั้งแผง ก่อนหน้านี้เราได้ปรึกษาอาจารย์วิรัช สุดยอดหมอผ่าตัดในภาควิชาของผมเอาไว้ก่อนแล้ว ว่าให้มาช่วยกัน ลำพังเพียงแค่เรื่องรกเกาะต่ำนั้นยังไม่ค่อยน่ากลัวนัก แต่รกที่เกาะต่ำนั้น เรากลัวว่ามันจะกินทะลุมดลูกออกมาด้วย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆแล้วละก็ คงจะหนาว ดีที่เจ๊จินได้ตรวจด้วยอุลตราซาวนด์ไว้ก่อน แล้วคาดว่ามันไม่น่าจะทะลุออกมา จึงวางใจได้ส่วนหนึ่ง นอกจากนั้น เธอยังมีภาวะน้ำคร่ำมากกว่าปกติ เด็กก็ดูตัวโตกว่าปกติติเล็กน้อย ดูเหมือนคนท้องที่เป็นเบาหวาน ทั้งๆที่รายนี้เราก็ตรวจกันตั้ง 2 ครั้งแล้ว ก็พบว่าเขาไม่ได้เป็นเบาหวาน

            กับคนไข้คนนี้เราได้คุยกับเขามานานแล้ว ถึงเรื่องความเสี่ยงในการผ่าตัด เราบอกเธอไปว่า หลังคลอดเด็กออกมาได้ จะตัดมดลูกออกไปด้วยเลย เพราะการที่ไปแกะรกออก อาจจะทำให้เสียเลือดมากเกินไปได้ ซึ่งเธอก็รับทราบด้วยใจกังวล

            ก่อนที่จะดมยาสลบ ผมก็มาคุยกับคนไข้อีกครั้งเพื่อช่วยลดความกังวลให้เธอ และอวยพรให้อีกว่า หวังว่าทุกอย่างคงผ่านไปได้ด้วยดี

            การผ่าตัดคลอดคนนี้ เราเลือกที่จะผ่าเอาเด็กออกจากทางยอดมดลูกเลย เพราะด้านล่างติดรกทั้งแผ่น ทารกเป็นเด็กผู้ชายตัวบะเร่ง น้ำหนัก 3900 กรัมพอดิบพอดี จากนั้นเราก็รีบเย็บผนังมดลูกแบบเร่งด่วนเพื่อลดการเสียเลือด และเริ่มการตัดมดลูกออกทันที ซึ่งตอนนี้อาจารย์วิรัชของเราก็เข้ามาถึงพอดี ก็เป็นอย่างที่คิดครับ เลือดออกมากมาย เพราะเส้นเลือดแต่ละเส้นที่มาเลี้ยงมดลูกนั้นใหญ่พอๆกับนิ้วโป้งทีเดียว แถมบริเวณที่รกเกาะอยู่นั้นเปื่อยยุ่ย แตะนิดแตะหน่อยก็ชุ่มโชกแล้ว อาจารย์วิรัชเป็นโค้ชไม่นานก็ต้องรีบเข้ามาช่วยอีกมือ

            เราใช้เวลาไป 1 ชั่วโมงครึ่งก็เสร็จเรียบร้อย คนไข้ปลอดภัย เสียเลือดไปราวๆ 3500 ซีซี

            วันนั้นผมอยู่เวรห้องคลอดด้วยครับ รับเวรตั้งแต่ 8.30 น. ก็เริ่มมีคนไข้ให้ปวดหัวเล่น เพราะว่าคนไข้ของเราคนหนึ่งซึ่งเป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงตั้งครรภ์มา เธอมีโลหิตจางประเภทที่ว่า ถ้าเป็นเราๆก็คงหัวใจวายตายไปนานแล้ว ความเข้มเลือดเหลือเพียง 8% เท่านั้น (คนปกติเราๆจะมีความเข้มเลือดประมาณ 30-40%) หาเลือดให้ก็ไม่ได้ เด็กในท้องก็ไม่โต เรียกว่าแกร็นเลยก็ว่าได้ แค่นี้ก็ปวดหัวเต็มทน เพราะเราอยากจะผ่าตัดเอาเด็กออก แม้ว่าเขาจะยังครรภ์ไม่ครบกำหนดคลอด กลัวเด็กจะตายเสียก่อน แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อยังหาเลือดมาให้แม่ไม่ได้เลย ก็ปรึกษาอาจารย์อีก 3-4 ท่านว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เราเห็นตรงกันว่า รออีกนิด หาเลือดให้ได้ก่อน อย่าเอาแม่มาเสี่ยงตอนนี้เลยนะ

            ตลอดเวลาก็คุยกับคนไข้ตลอดเลยว่าเราเจอปัญหาอะไรบ้าง ความเสี่ยงต่างๆที่เขาและลูกแบกอยู่ตอนนี้เป็นอย่างไร หมอเด็กก็มาช่วยดู หมออายุรกรรมโรคเลือดก็เข้ามาช่วยประเมิน เรียกว่าต้องเรียกคนให้มาช่วยกันหลายคนเชียว

            อีกไม่นานก่อนเที่ยง ทางโรงพยาบาลอีกจังหวัดหนึ่งก็โทรฯเข้ามาบอกว่า จะส่งคนไข้มาให้อีกคน เป็นคนไข้ตั้งครรภ์แฝด อายุครรภ์ราวๆ 32 สัปดาห์ และมีน้ำเดินแล้ว เขาประสบปัญหาเรื่องการเลี้ยงดูเด็กที่คลอดก่อนกำหนด จึงขอส่งตัวมารับการรักษาที่นี่ คนไข้มาถึงเราก็ราว 2 โมงกว่าเล็กน้อย ผมจึงรีบเข้าไปคุยด้วย ตรวจร่างกายพบว่าทารกในท้องนอนอยู่ในท่าเอาหัวลงคนหนึ่ง และเอาตูดลงคนหนึ่ง ซึ่งคิดกับเบ็ดเสร็จแล้ว เราจึงตกลงที่จะผ่าตัดคลอดทันที ก็บอกเขาไปเลยว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องการตกเลือด (อีกแล้ว) การที่อาจจะถูกตัดมดลูก เนื่องจากครรภ์แฝดมักจะทำให้เกิดปัญหาตกเลือดได้ง่ายอยู่แล้ว แต่การผ่าตัดก็ผ่านไปได้ด้วยดี เลือดไม่โชกเท่าไหร่

            เสร็จงานก็เกือบ 5 โมง ผมต้องอยู่เวรต่ออีกในคืนนี้ ดีที่ลูกศิษย์ที่อยู่เวรด้วยนั้นเก่งและคล่อง อีกทั้งยังมีหมอมานพ ที่กำลังเรียนต่อยอดด้านมะเร็งอยู่เวรอยู่ด้วย คืนนั้นทั้งคืนผมจึงหลับสบาย ฮ่า ฮ่า อันที่จริงก็ไม่มีอะไรมากครับ เพราะว่าเวรมันว่างน่ะครับ ไม่ถูกตามอีกเลย

            มาวันศุกร์ผมก็ไปทำงานได้ตั้งแต่ตอนเช้า เพราะไม่ต้องส่งลูกไปโรงเรียน เลยออกตรวจคนไข้ได้ตั้งแต่ 8.30 น. (ก่อนเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง) เดี๋ยวนี้อยากรีบออกตรวจ เพราะว่าคนไข้มากขึ้นเยอะ ตรวจไม่ทัน วันนี้กว่าจะเก็บได้หมดก็ปาเข้าไปเกือบบ่าย 2 โมง (ไม่อยากจะบอกว่า บรรดาเหล่าคุณหมอใช้ทุนลูกศิษย์นั้น ยังต้องตรวจต่ออีกครับ บางวันก็ปาเข้าไปเกือบ 4 ถึง 5 โมงก็มี) ช่วงนี้บางครั้งผมก็เลิกบ่ายแก่ก็หลายหน เดือนก่อนจำได้ว่าเสร็จ 3 โมง เพื่อรีบขึ้นไปสอนหนังสือ แล้วลงมาตรวจต่อตอน 4 โมงครึ่ง เล่นเอาคางห้อย

            ในทุกวันศุกร์ผมต้องตรวจคนไข้ที่คลินิกนอกเวลาจนถึง 2 ทุ่ม ซึ่งวันนี้ก็มีเรื่องประทับใจขึ้นมาอีกจนได้

            มีคนไข้คนหนึ่งมาตรวจภายใน ถามประวัติไปเธอก็บอกว่า ถูกตัดมดลูกออกไปแล้ว ผมก็ถามว่า เพราะเหตุใด เธอเล่าว่า เป็นการตกเลือดขณะคลอด รกเกาะต่ำ และรกกินออกมานอกมดลูกด้วย ว่าแล้วผมก็หยุดกึ๊ก เอ๊ะ ชักคุ้นๆแฮะ เธอเล่าว่า ได้ฝากครรภ์ที่คลินิกกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ทราบมาแต่แรกแล้วว่ามีรกเกาะต่ำ แต่ไม่ทราบหรอกว่ามันมีการกินออกมานอกมดลูกด้วย และวันหนึ่ง อาจารย์ท่านนั้นติดราชการที่กรุงเทพฯ อาจารย์จิตเกษมซึ่งรับฝากเวรไว้จึงมาผ่าตัดแทนเพราะเธกเริ่มมีอาการตกเลือด เขาเล่ามาเพียงเท่านี้ผมก็จำได้ทันที เลยถามไปว่า คุณเป็นคนที่วิญญาณออกจากร่างตอนที่หมอผ่าตัดกันใช่ไหมครับ”“ค่ะ คือคำตอบที่ทำให้ผมขนลุก ไม่ใช่ว่ากลัว แต่ตื่นเต้นและตื้นตันต่างหาก เราจำผู้ป่วยรายนี้ได้ติดหัวเชียวครับ

            ตอนนั้นผมเป็นแพทย์ใช้ทุนปีที่ 3 แล้ว วันนั้นผมจำได้ว่า เขาเล่ากันตอนกลางวันว่า เจ๊จินเจอปัญหาหนัก เพราะคนไข้ที่รกเกาะต่ำนั้น มันมีรกส่วนหนึ่งกินทะลุมดลูกออกมาจนถึงเส้นเลือดใหญ่ข้างๆด้วย มันเลยเกิดปัญหาขึ้นมาละสิ เพราะว่าอย่างรายแรก เราตัดมดลูกได้ แต่รายนี้แค่คิดก็บ้าแล้ว เพราะรกมันมากินเส้นเลือด ทันทีที่เราหนีบตัด รับรองได้เลย ชนิดที่หลับตาก็ขนหัวลุกแล้ว ในวันนั้นเจ๊จินต้องตามอาจารย์ศัลยแพทย์มาช่วยกันอย่างมาก อาจารย์สูติฯของเราเองก็ช่วยกันหัวขวิด เสียเลือดไปเป็นหมื่นซีซี หมอดมยาต้องเทน้ำเทเลือดกันอย่างเร่งด่วน ผ่าตัดกันครึ่งวัน คนไข้รอดตาย

            ผมจำได้ว่า เย็นวันนั้นเราไปกินเลี้ยงกันที่ร้านอาหารเจ๊เล็ก เพื่อเลี้ยงรุ่นพี่ที่สอบบอร์ดผ่านหมด เจ๊จินเข้ามาด้วยอาการระโหดสุดแรงเกิด

            คนไข้รอดตาย เมื่อเธอรู้สึกตัวเต็มที่ก็บอกพวกเราว่า ตอนที่เรากำลังผ่าตัดกันอยู่นั้น เธอออกมายืนดูอยู่ด้วย เล่ามาเพียงเท่านี้ก็ทำให้พวกเราขนหัวลุก เป็นไปได้อย่างไร ไม่มีใครเชื่อหรอก เธอจึงบอกว่า มีช่วงหนึ่งที่หมอร้องว๊ายออกมา ว่าแล้วเจ๊จินก็บอกว่า จริง! เพราะทำเครื่องมือหล่นในจังหวะสำคัญ มันหล่นพื้นดังกริ๊ง!! และในช่วงนั้นก็เป็นช่วงเดียวกับที่หมอดมยากำลังป่วน เพราะว่าวัดความดันคนไข้ไม่ได้ เขากำลังจะตายอยู่รอมร่อแล้ว

            มันทำให้เราต้องเชื่ออย่างเลี่ยงไม่ได้เลย อาจารย์วิรัชบอกว่า นี่คือ near death experience (NDE) ลองไปอ่านใน internet ดู รับรองว่า เราคงไม่ใช่รายเดียวที่เจอเรื่องแบบนี้

            และทุกวันนี้เราก็ยังพูดถึงเรื่องนี้กันอยู่เรื่อยๆ เรียกว่า เธอเป็นตำนานของภาควิชาเราก็ว่าได้ แล้วนี่ตอนนี้ผมเจอเธอ ตัวจริงเสียงจริง ขอจับเนื้อจับตัวหน่อยครับ คนไข้เธอเล่าว่า ตั้งแต่รอดชีวิตมานั้น เธอก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เธอบอกว่าสงสัยเลือดของเธอนั้นเป็นเลือดทหาร เพราะว่าเข้มแข็งขึ้น แกร่งขึ้น เปลี่ยนไปเลย เมื่อก่อนอ่อนไหวและอ่อนแอ (ว่าไปนั่น) และเธอก็บอกว่า ลูกที่ออกมานั้นตอนนี้ทั้งเก่งและฉลาด อายุ 9 ปี แต่มีความคิดเหมือนเด็กอายุ 15 ปี สวรรค์ให้ลูกคนนี้มาจริงๆ ผมก็หยอดไปตามประสาผมว่า สวรรค์ให้ลูกมา และก็เกือบเอาแม่ไปแล้วด้วย

            ผมเสร็จการตรวจที่คลินิกนอกเวลาด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าจริงๆครับ