คนที่มีมีธรรมะ หล่อเลี้ยงใจ ถึงล้มก็ไม่นาน จะลุกได้ด้วยตัวเอง
ผู้เขียนรู้สึกว่าชีวิตที่อยู่ที่นี่ มีค่ามาก แต่ละเวลา เราจะทำอะไร ก็ให้นึกถึงเป้าหมาย การสร้างบารมี ๓๐ ทัศเข้าไว้ จึงได้ตรวจสภาพใจทุกครั้งที่ลงมือทำงาน ว่า คราวนี้ เป็นแค่การสร้างบารมีแบบธรรมดา อุปบารมี หรือ ปรมัตบารมี ซึ่งแต่ก่อน ผู้เขียนเคยคิดว่า ทำดีแล้ว แต่มันก็ปนๆกันไป ดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ที่นี่ ผู้เขียนจะวินิจฉัยตัวเองว่าได้ทำให้เขารู้สึกดีแค่กาย หรือใจด้วย หรือให้เขาเหล่านั้นดีจนเขาสามารถทำสิ่งดีให้เกิดแก่คนอื่นได้อีก นับเป็นหนึ่งแห่งการเปลี่ยนแปลงทางจิต ที่ได้มาเรียนรู้เห็นที่อินเดีย
วันที่ผู้เขียนขอเข้าไปเยี่ยม แม่ชีอัมพรนั้น เป็นเวลาหลังข้าวกลางวัน ที่ยังมีเวลาเหลืออยู่ ทราบว่าหมอก็เพิ่งมาตรวจไป ผู้เขียนเข้าไปหา ก็พบแม่ชีสูงอายุคนหนึ่ง ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน แม้จะอิดโรย แต่ดวงตายังมีแววเมตตา ผู้เขียนเข้าไปจับมือ สอบถามอาการ ดูแม่ชีเนือยๆ เหมือนจะไม่อยากพูดคุย มียามากมาย อาหารเสริม วางเต็มไปหมด ผู้เขียนมองว่า นี่คือ บุญอย่างหนึ่งของคนๆหนึ่ง ที่ยามป่วยไข้ มีผู้สนใจ นำหยูกยามาให้มากมาย รวมทั้งสิ่งบำรุงกำลังราคาแพง ซึ่งเทียบกับคนไข้ของผู้เขียน บางคน ที่ขาดแคลนจนน่าสงสาร นี้คือบุญเฉพาะตน ที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ใครทำ ใครได้จริงๆ
อาการของแม่ชี ก็คืออ่อนเพลีย ปวดขา และกินอาหารไม่ได้ มื้อสุดท้ายที่ทราบคือ กินได้ ๓ ช้อน แล้วก็กินยา แล้วก็นอน ช่วงนั้น ปลายมีนาคม ยังมีทัวร์เข้ามาแทบทุกวัน แม่อัมพร เล่าว่า จะตื่นแต่เช้า สั่งการ ดูแลความเรียบร้อย พอสว่างทุกอย่างพร้อม แม่ชีก็จะกลับมานอน กินข้าวปลาในห้องนี้ มิน่าผู้เขียนจึงไม่ได้พบเห็นท่านเลย
วันรุ่งขึ้น ผู้เขียนพาหมอมาตรวจอีกครั้ง ความดันโลหิตก็ปกติ หัวใจก็ไม่มีปัญหา หมอก็ว่าแม่ต้องออกกำลังกายบ้าง รับอากาศที่บริสุทธิ์ก็จะดีขึ้น ในส่วนอื่น ก็ไม่มีอาการอะไร เมื่อหมอกลับไป ผู้เขียนจึงตั้งใจ มาเยี่ยมพูดคุยกับแม่ชีทุกวัน หลังอาหาร นั่งเฝ้าการกินอาหาร บีบนวดให้ ผู้เขียนกำลังนึกถึงคำๆหนึ่งที่ได้ยินบ่อยมากในชีวิต และทราบความหมายว่า เป็นอย่างไร นั่นคือ คำว่า"กุศลาธรรมา..." ทีหมายถึงผลแห่งความดีที่ทำมาแล้ว ให้เกิดสุข แม่ชีอัมพร มีกุศลาอยู่กับดวงจิตมากมาย และพร้อมที่จะส่งผลให้แม่ เพียงแค่ จะมีการระลึกถึงบุญ ที่มหาศาล ด้วยตั้งใจดูแล คนของพระพุทธศาสนา ผู้เขียนคิดว่า บุญนี้ คงจะเบียดบาปเคราะห์ ในกายใจของแม่ชี ให้ตกไปได้แน่นอน ดังนั้นเรื่องราวที่พูดคุยกัน จึงเป็นเรื่องดีๆ ที่ผู้เขียนรับทราบมาจากคนอื่น ที่พูดถึงแม่ชีให้ฟัง คนที่นี่รักชีอัมพรทุกคน แม้แต่ คนงานที่เป็นแขก ผู้เขียนอยากจะให้ท่านรู้สึกดีชุ่มชื่นหัวใจ กับการทบทวนบุญที่ได้กระทำมาแล้ว มีหลายครั้งที่แม่ชีไม่อยากกินยา ผู้เขียนก็บอกไม่ต้องกิน (ยาที่ไม่จำเป็นแล้ว) หยุดไปเลย ต่อจากนี้ เราจะอยู่ด้วยตัวเราเอง ถ้ายังมีบุญที่จะสร้างบารมีต่อไป ก็ให้ดีวันดีคืน หรือถึงคราวจะหมดบุญก็ให้มันหมดไป ซึ่งอันนี้ แม่ชีเอง ก็พูดเสมอๆ
ทุกเย็นหลังอาหาร ขณะที่รอสวดมนต์ ผู้เขียน ก็จะมานั่งบีบนวด ไหล่ ขา ไปตามเรื่อง ฟังแม่ชีเล่าเรื่องราวต่างๆ ความสุขที่ได้รับ เช่น การทำอาหาร ถวายสงฆ์ระดับต่างๆ ทำเครื่องเสวยให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ถึงสองครั้ง ฯลฯ และบางครั้งก็เล่าความไม่สบายใจบ้าง เป็นเช่นนี้ทุกวัน ในที่สุดวัดไทยกุสินารา ก็ได้แม่ทัพฝ่ายเสบียงผู้เข้มแข็งคนเดิมกลับมา วันเวลาผ่านไปไม่นานแม่ชีก็สามารถ ลุกขึ้นมาเป็นแม่ทัพใหญ่ในครัวได้อีกครั้งด้วยความแช่มชื่น ด้วยตัวของตัวเอง ไม่ได้อาศัยยาขนานไหน บางครั้งผู้เขียนเห็นแม่ชีขึ้นโบสถ์สวดมนต์ ไปนั่งสมาธิที่มหาเจดีย์ คนที่มีมีธรรมะ หล่อเลี้ยงใจ ถึงล้มก็ไม่นาน จะลุกได้ด้วยตัวเอง เพราะไม่ประมาทว่า จะยังมีเวลาที่เหลือในการสั่งสมบุญอีนานสักเท่าไหร่ อีกสิบปี สิบเดือน สิบวัน หรือแค่ณ เวลานี้
วันนี้ผู้เขียนตั้งชื่อเรื่องที่เป็นมงคลอย่างยิ่ง อย่าคิดว่า คำนี้เป็นคำขึ้นต้น บทสวดพระอภิธรรม ไม่น่า นำมาเกี่ยวข้อง กับผู้เจ็บไข้ได้ป่วย แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงนั้น ผู้เขียนเพียงอยากยกสัจจธรรม กฎแห่งการทำดี ได้ดีมาให้เห็นกันเท่านั้น และผู้เขียนก็เชื่อเสมอมาว่า เมื่อใดที่กุศลเข้าครอบครองจิต บาปอกุศล ก็จะถูกกำจัดออกไป ทำให้บังเกิดความสุขใจ เช่นนี้เอง
เรื่องราวของแม่ชีอัมพรยังเหลืออีกหนึ่งตอนสุดท้าย บันทึกหน้าค่ะ
โยคีน้อย
ใช้คำถูกต้องแล้ว คือผลบุญนั่นเอง
หลวงปู่บุญญฤทธิ์จะใช้คำนี้เสมอ
การวินิจฉัยตัวเองทุกวันและบ่อยๆ นั้นก็ถูกต้องอีกเช่นกัน
อนุโมทนาบุญกับแม่ชีอัพรและทุกท่านที่ช่วยงานที่วัดไทยด้วย
คนมีบุญเท่านั้นที่จะได้ไปอยู่ตรงนั้น
สาธุจ๊ะ
สวัสดีค่ะพี่โยคี
วันนี้ ที่คลินิกคึกคัก เราถ่ายรูปร่วมกัน ทั้งเจ้าหน้าที่ คนไข้ พระ ขอบอกดยคีน้อยแต่งชุดส่าหรีด้วย แล้วจะนำภาพมาให้ชมกันต่อไป เชื่อมสัมพันธไมตรีค่ะ ชาวอินเดียเขาดีใจ ที่เห็นคนต่างชาติแต่งชุดของเขา ทักทายกันยกใหญ่ ถือว่าได้ทำหน้าที่คนไทยครบถ้วนแล้วนะคะ
สวัสดีค่ะพี่เกษตรยะลา
ขอยืนยันเช่นกัน มาอยู่ต่างแดนยิ่งรู้คุณค่าของสองสิ่งที่พี่ว่า และต้องขออภัย ที่ไม่ค่อยได้เข้าไปทักทายพี่ และใครๆ ตามอุปสรรคที่เคยบอกไว้ กลับถึงไทย คงสะดวกกว่านี้มาก
พี่ไปเฮฮาฯ๔ หรือเปล่าเอ่ย