สวัสดีครับ
    เมื่อคืนตั้งใจว่าจะเขียนบันทึกแต่แล้วก็จำตัดใจ เพราะเหนื่อยและง่วงมากเนื่องจากขับรถทางไกล ไปขนอม และกลับมาถึงก็เกินสามทุ่มแล้ว มาอ่าน มาตอบความเห็นในบันทึกเดิมเสร็จก็ปาเข้าไป  5 ทุ่ม จึงเข้านอน เพราะรุ่งเช้ามาต้องขับรถกลับกทม. ระยะทางไม่น้อยกว่า 600 กม. แต่ก็ไม่ลืมตั้งความหวังว่าจะตื่นเช้ามาเขียน ก่อนเดินทางให้ได้
    แล้วผมก็ตื่นมาตอน  6 โมง เริ่มบรรเลงบันทึกนี้  แต่เพราะเวลามีจำกัดจึงขอเล่าแบบรวบรัด แต่เน้นบอกกล่าวด้วยภาพให้มากๆ เท่าที่เวลาจะเอื้ออำนวยนะครับ

     เช้า 14 เมย. 51 รถด่วนนครฯ เสียเวลาไปกว่า 1 ชั่วโมง  ที่ว่าจะถึงไชยา ก่อน 6 โมงเช้า ก็กลายเป็น 7 โมงเศษ  ผมตื่นมาตั้งแต่ราวตี 5 นั่งเปิดดู Comment จากบันทึกที่เขียนและส่งขึ้นไปเมื่อราว 5 ทุ่มคืนนั้น  โดยเปิดอ่านโดยตรงจากมือถือ N-73 ลำบากหน่อยก็ต้องยอม  เพราะแบตฯโน้ตบุ้คเหลือแค่ 7 % ครับ  เหลือบดู Indicator บอกระดับพลังงานของแบตฯมือถือ ก็เห็นเหลือแค่ 2 ขีด ซึ่งก็สมเหตุสมผล  เพราะผมใช้ทั้งโทรศัพท์ ทั้งฟังวิทยุ และ MP-3 รวมทั้งใช้เป็น Modem ผ่านระบบ GPRS มาตลอดทาง
    ถึงแถวหลังสวนผมจึง ลองของ ด้วยการแกะเอาถ่าน Alkaline ขนาด AA 1 ก้อน จากวิทยุ Short wave แบบ 12 Bands คู่ชีพที่ซื้อมาด้วยราคา  200 กว่าบาท เนื่องจาก Made in China .. นำถ่านมาใส่ในเครื่องชาร์จแบตฯมือถือแบบฉุกเฉิน และเสียบต่อสายเข้าโทรศัพท์  ทุกอย่าง OK ครับ  ปล่อยไปจนถึงสถานีไชยาก็ยังทำงานปกติอยู่  เห็นได้จากหลอดไฟ LED ที่กะพริบ เป็นจังหวะอยู่  อุปกรณ์นี้ราคาถูกครับ ซื้อหาได้ในราคาไม่เกิน 200 ทั้งๆที่ภายในมีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดจิ๋ว ที่เรียกว่า DC-DC Converter ทำหน้าทีเปลี่ยนแรงดันไฟฟ้าของถ่านก้อนเดียว 1.5 V.ให้กลายเป็น 5 V. จนสามารถประจุไฟฟ้าให่กับแบตฯมือถือ 3.7 V. ได้สบายๆ แถมยังมีหัวต่อ ขนาดและรูปแบบต่างๆถึง 5-6 เส้น ให้สามารถใช้กับโทรศัพท์หลายรุ่น หลายยี่ห้อ 

     นี่ครับภาพถ่าย

 

      ลงจากรถที่สถานีไชยาปรากฏว่ามีคนมารับถึง 3 ชุด ด้วยรถ 3 คันทั้งๆที่ผมไปคนเดียว  ชุดแรกคือพี่สมนึก พี่ชายคนถัดจากผมและพี่สะใภ้  ชุดที่สอง  คือหลานชาย นายนันธชัย  ผู้ที่อยู่เอาใจใส่ดูแล แม่เฒ่าอายุกว่า 90 ของเขาอย่างดียิ่ง  และชุดสุดท้าย หลานชาย 2 ศรีพี่น้อง จุมพล  - จุลพงษ์  มากมี  วิศวกรไฟฟ้าหมาดๆจากลาดกระบัง  และ นศ.'ถาปัด ปีสอง ลูกแม่โดม  ผมตัดสินใจไปกับหลานทั้งสองโดยบอกให้หลานคนแรก และพี่ชายไปทำธุระต่อ  และให้หลานคนดังกล่าวมารับพี่ชาย (นาย Augustman) และครอบครัว ที่ตามหลังผมมาติดๆ ด้วยรถ Sprinter ไปสมทบกับผม ที่่บ้านน้าทองมาก ที่อยู่ห่างสถานีไปไม่ถึง 1 กม. ก่อนที่จะไปร่วมงานทำบุญเลี้ยงพระที่บ้านหลานชาย นายธานินทร์ตอนสายๆด้วยกัน
  

      ที่บ้านน้าทองมากผมดีใจที่เห็นหลานชายนายจุมพล  มีความสุขอยู่กับการงาน  ช่วยพ่อแม่ทำทุกอย่าง  ขูดมะพร้าวจากสวนตัวเองขาย  ขับรถรับส่งน้าสาวซึ่งเพิ่งหายจากอัมพาตไปหาหมอนวดทุกวัน  ไปทำงานในสวน  ทดลองปลูกผักปลอดสาร  จนเราไปเด็ดมาเป็นอาหารเช้าได้ และกำลังรออาคารพานิชย์ที่กำลังก่อสร้าง  เพื่อเช่าทำร้านค้า แหล่งประกอบการธุรกิจของตัวเอง  ผมภูมิใจในหลานคนนี้มาก  ที่แหวกด่านการเข้าไปทำงานรับใช้ในโรงงานได้  หันมาตั้งหลักเพื่อพึ่งพิงตนเอง  อยู่ใกล้ชิด ดูแล ช่วยเหลือพ่อแม่  เพื่อมีความสุขแบบ พอเพียง และเป็นอิสระ  ผมแนะนำให้เขาทำเช่นนั้น และดูเหมือนจะถูกจริตกับเขาเป็นอย่างดีครับ 

       

      พูดถึงเรื่องนี้ก็อดภูมิใจไม่ได้ ที่เคยแนะให้หลานชาย นายนันธชัย  ลูกชาย ลูกโทนของพี่สาว  ทิ้งปริญญาตรีวิศวกรรม เอาแค่ ปวส.ช่างยนต์ กลับไปอยู่ดูแลแม่ พ่อ และ แม่เฒ่า  เพราะขณะนี้เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงในการทำมาหากิน  มีร้านค้าขายส่ง-ปลีก มีสวนยางพารา  สวนปาล์มที่ขยายออกไปเรื่อยๆ  เงินทองไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเขาและครอบครัว  เหลือแค่ว่าจะประคับประคองให้ชีวิตครอบครัวมีความสุข  โดยไม่ต้องเหนื่อยเกินไปได้อย่างไรเท่านั้นเอง .. ดีใจที่เห็นเขาปิดร้านตอนราวๆ 2 ทุ่ม  ไม่ใช่ 4-5 ทุ่มอย่างที่เคยทำมา .. เงินมามาก แต่แทบไม่ได้พักผ่อน มันไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้องสักเท่าไร

         ภาพบรรยากาศงานทำบุญเลี้ยงพระที่บ้านหลานชาย นายธานินทร์ครับ

      

      หลังจากนั้นผมก็เดินทางเข้าบ้านที่อยู่ห่างจากทางสายเอเซียไปทางตะวันตกประมาณ 9 กม.บนเส้นทางถนนลาดยางในปัจจุบัน  ด้วยรถ MU-7 ของหลานชาย  ถนนเส้นนี้ในอดีต  คือทางเท้าที่รถราไม่มีวิ่ง  หรือถึงมีก็วิ่งเข้าไปไม่ได้ เรา คือผมและแม่จึงต้องเดินจากบ้านมาตลาดไชยาเป็นปกติวิสัย ในสมัยเด็กๆครับ  .. ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากมายตามกาลเวลา  แต่สิ่งหนึ่งที่เหนียวแน่นไม่เคยเปลี่ยน คือความรักที่พวกเรามีให้กันครับ 
    กิจกรรมวันแรกที่สำคัญมีอีก 2 รายการครับ  คือการรดน้ำขอพรจากแม่  และการไปร่วมงานชุมนุมศิษย์เก่าพุทธนิคม ตอนค่ำๆครับ  ปีนี้พิเศษ คือมีการฉลองอาคารเรียนใหม่ ณ ที่แห่งใหม่ทางไปพุมเรียงด้วย  โดยมีศิษย์เก่าคือพลเอกวิมล  วงศ์วานิช ศิษย์เก่าอาวุโสเป็นแม่ทัพใหญ่  รวมทั้ง ศิษย์เก่าคนดังอีกมากมายเช่นท่าน สมศักดิ์  บุญทอง และ รศ.ดร.ทัศนา  บุญทอง ซึ่งทั้งสองท่าน  ผมเพิ่งราบจากพี่สาวว่าเป็นญาติใกล้ชิดทางแม่ของพวกเราด้วย

    เรื่องราวที่เหลือคงต้องยกยอดไปไว้ในบันทึกต่อไปแล้วล่ะครับ  จะต้องเตรียมตัวเดินทางกลับกทม.แล้ว  หลานชายเจ้าของรถ เพิ่งมาขอกุญแจรถกลับไปอีกครั้ง เพื่อไปตรวจสอบลมยาง และเช็คความเรียบร้อยอีกครั้ง
   ไว้พบกับใหม่บันทึกหน้าครับผม