สวัสดีครับทุกท่าน

    สบายดีกันนะครับ ตอนนี้สิ่งที่เราหันมาสนใจกันมากขึ้นคือ ปัญหาโลกร้อน แต่ละคนก็นำเสนอวิธีการ ทางออก รณรงค์กันทั่วโลกเลยนะครับ เราเพิ่งมาตื่นตอนที่ขับรถลงเนินเขานะครับ พอเผลอไปเหยียบเบรค อ้าวแย่แล้ว เบรคแตก เหยียบไปก็ไ่ม่มีผลใดๆ มาก ที่ทำได้ก็คือ บังคับพวงมาลัย ให้รถไหลลงไปตามทาง เท่านั้น แต่เราก็ไม่ควรปล่อยปละละเลย ไม่งั้นก็คงไม่ต่างกับการปล่อยพวงมาลัย ปล่อยรถลงเหวเลยครับ

    โลกเป็นระบบใหญ่ น้ำแข็งขั้วโลกละลายไปเรื่อยๆ ปลูกต้นไม้ตอนนี้ก็เอาไม่ทันครับ แต่ก็ีดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เพราะกว่าที่ต้นไ้ม้ที่เราปลูก กับน้ำแข็งขั้วโลกที่กำลังละลายจะคุยกันได้ สื่อสาัรกันได้นั้นใช้เวลาครับ (หลายคนตีความหมายนี้ไปเพื่อรณรงค์ให้ปลูกต้นไม้โตเร็ว..แต่หนีไม่พ้นการปลูกเพื่อธุรกิจเป็นสำคัญ)

    เสียงที่เราจัดคอนเิสิร์ตรณรงค์ปิดไฟ เดินรณรงค์ไม่ใช้ถุงพลาสติก ต้องเดินทางอีกนานกว่าจะไปทำให้อุณหภูมิที่ขั้วโลกเย็นลง กว่าจะดึงกาซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศลงมาย่อยใหม่ ต้นไม้สูงนิดเดียวกว่าจะเรียกให้ควันร้อนจากปล่องโรงงานวิ่งมาที่ป่าไม้ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดก่อนจะลอยขึ้นสูงในชั้นบรรยากาศ ก็คงเรียกตะโกนกันแทบไม่ถึง

    แต่ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เพียงแต่ต้องทำต่อเนื่องและตลอดไปแค่นั้น ถึงจะช่วยได้ ต้องเปลี่ยนนิสัยของคนบนผิวโลกนี้ครับ โดยเริ่มที่เข้าใจระบบนิเวศก่อน ปรับที่ใจเราเป็นสำคัญ

    การแปลงลมร้อน อย่างลมหายใจออกนั้น ได้แก่ลมหายใจออกจากสิ่งมีชีวิต และจากเครื่องยนต์ทั้งหลาย หลักๆ คือ การสร้างผืนป่าสีเขียวในการฟอกอากาศ ฟอกลมหายใจของสิ่งมีชีวิตบนโลกให้สมดุล ได้แก่ การสังเคราะห์แสงของพืช

       น้ำ  +  กาซคาร์บอนไดออกไซด์ + พลังงานแสง ---->  น้ำตาล + กาซออกซิเจน + น้ำ

    นี่คือ กระบวนการแปลงลมหายใจเสียเป็นลมหายใจดีของสิ่งมีชีวิต โดยต้นไ้ม้ครับ  ต้นไม้ที่ว่านี่จริงๆ มีทั้งที่อยู่เหนือน้ำ และใต้น้ำครับ

    สิ่งที่น่าคิด ตอนนี้คือ การใช้กระดาษ แต่ละวันเราใช้กระดาษกันเยอะมากครับ หนังสือพิมพ์แต่ละวันออกมาไ่ม่แน่ใจว่าใช้ต้นไม้ไปเ่ท่าไหร่ครับ อายุใช้งานก็เพียงหนึ่งวัน คงต้องคิดกันดูครับ

    หลายๆ ที่ในองค์กร เค้าใช้ระบบสำนักงานอัตโนมัติ แทนการใช้กระดาษ แต่ก็ต้องมีไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเช่นกันครับ ก็คงต้องถ่วงกันดูครับ ว่าอะไรดีกว่าอะไร

    และอีกๆ หลายๆ อย่างครับ แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้จะกระทบทั่วไปทั้งโลกครับ พฤติกรรมของคนต้องยินดีที่จะทำและลดการปล่อยกาซเสียร่วมกัน หากบางประเทศปล่อยอย่างหนักและไม่ร่วมมือ ก็ต้องรับกรรมและปล่อยให้รถเบรคแตกไหลลงจากเนินเขา อยู่ที่ว่าจะจับพวงมาลัยหรือปล่อยมือครับ

    อีกอย่างคือ เราถูกสร้างนิสัยให้เสพพลังงานต่างๆ จนเคยชิน และติดเป็นนิสัยแล้วครับ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปิดไฟฟ้าหันมาใช้เทียน หรือจุดขี้ไต้ แล้วขี้ไต้ก็จะหาจากที่ไหนได้ในปัจจุบัน เพราะก็หายากเหมือนหาขี้ตางูเห่าเช่นกัน นี่คือโลกแห่งความเปลี่ยนแปลง โลกแห่งการเปลี่ยนวิถีชีวิต หากไม่หยุดคิด ไม่หยุดที่ใจเราทบทวนวิถีชีวิต ใครหล่ะครับจะเจ็บปวดปอด

    ใครอยู่ใกล้ต้นไ้ม้ คนนั้นก็สดใสและไ้ด้ลมหายใจที่ดีกว่า ใครปลูกก็ให้ผลกับคนนั้นที่อยู่ใกล้ๆ แต่ละคนก็ร่วมช่วยกันบังคับพวงมาลัยได้ครับ....

จะบังคับพวงมาลัย หรือปล่อยใจให้ลงเหว อยู่ที่เรา

ขอบพระคุณมากครับ

เม้งครับ