มหาวิทยาลัยนเรศวร กำลังจะขยับวิสัยทัศน์ จากการมุ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัย ก้าวสู่การเป็น Top Ten มหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของไทย แม้ยังไม่ได้ปักธงว่าอีกกี่ปีนับจากนี้ (พ.ศ. ๒๕๕๑) แต่โดยทั่วไปก็ควรที่จะราวภายใน ๕ ปีข้างหน้า
แล้วโมเลกุลย่อยๆ อย่างคณะวิชา จะทำอย่างไรดีละคะเนี่ย ??
นับตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๔๙ เป็นต้นมา คณะสหเวชฯ มน. ก็ประกาศก้องว่า คณะสหเวชศาสตร์จะเป็นคณะวิชาแห่งการวิจัย ภายในปี ๒๕๕๓
นี่ก็ ๒ ปีกว่า ล่วงมาแล้ว....มีหลายต่อหลายคนภายนอกคณะถามดิฉันอยู่เสมอว่า กำหนดปีที่ปักธงใกล้เข้ามาทุกทีๆ แล้ว ก้าวไปถึงไหนแล้วหล่ะ จะไปไหวเร้อ ??
ไหวซิค่ะ......จะว่าถึงที่หมายรึยัง ก็พอบอกได้ว่า วางใจได้แล้ว ใกล้ถึงที่หมายแล้ว ใกล้มากแล้ว....
ก็ด้วยนิยามของการเป็นคณะวิชาแห่งการวิจัยของเรา หมายถึง การสร้างความตระหนัก : Awareness ให้เกิดขึ้นให้ได้ ให้เกิดบรรยากาศแห่งการวิจัย แทรกอยู่ในทุกอณูของคณะ วิถีแห่งการวิจัยถูกเจือเข้าไปในทุกภารกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสอน การบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรม บุคลากรทุกสายงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ นิสิต ก็ถูกอบร่ำด้วยไอระเหยของการวิจัย หายใจเข้าไปทุกวัน...ทุกวัน... หายใจเข้าเป็นวิจัย หายใจออกก็เป็นวิจัย
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ๒ ปีเศษ ก็ใช่ว่าจะราบรื่นไปเสียหมด หลายต่อหลายครั้งที่อาจารย์บางท่าน ถามดิฉันว่า เราละเลยเรื่องการเรียนการสอนมากเกินไปหรือเปล่า อาจารย์บางท่านสนใจงานวิจัยจนไม่สนใจเรื่องเตรียมการสอนเสียแล้ว เจ้าหน้าที่บางท่านเข้าใจว่างานวิจัย จะทำให้เราละเลยงานบริการไปหรือเปล่า ?? อันไหนสำคัญกว่า งานวิจัย หรือนิสิต
มันก็เป็นไปได้ ถ้าเราคิดแบบแยกส่วน คนละเรื่อง สอนก็สอน วิจัยก็วิจัย ไม่เกี่ยวกัน ถ้าทำอย่างนี้ ก็มีโอกาสหนักไปข้างใดข้างหนึ่งได้
แต่ดิฉันก็พยายามที่จะอธิบายว่า วิจัยก็คือการสอน การสอนก็คือการวิจัย การบริหารก็คือการวิจัย การวิจัยก็คือการบริหาร การบริการก็คืองานวิจัย งานวิจัยก็คืองานบริการ การเรียนก็คือการวิจัย การวิจัยก็คือการเรียน มันอยู่ด้วยกันได้ มันทำไปพร้อมกันได้
แต่ถึงอย่างไรก็เข้าใจยาก ทำได้ยาก อยู่ดี เพราะเราไม่เคยชิน
มาวันนี้ ดิฉันต้องลากพรรคพวกวิ่งตามมหาวิทยาลัยให้ทัน เพราะมหาวิทยาลัยจะ ก้าวสู่การเป็น Top Ten มหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของไทย อีกแล้ว
ดังนั้น....ก่อนอื่น ดิฉันต้องอธิบายให้ได้ว่า ทำไมเราถูกกดดันอย่างนี้ การวิจัยจำเป็นมากขึ้น มากขึ้น ต่อมหาวิทยาลัย ต่อพวกเราชาวมหาวิทยาลัยขนาดนี้เชียวหรือ? ทำไม??
ต่อไปนี้ เป็นเหตุผล (ที่ไม่ใช่ของดิฉัน) ดิฉันคัดมาจากบทความบางส่วนของหนังสือ เรื่อง ความเป็นอิสระ ของมหาวิทยาลัยไทย ของท่านอาจารย์จรัส สุวรรณเวลา ซึ่งท่านอธิบายไว่ดีมากๆ ดังนี้
แต่เดิมมาถือกันว่า มหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษา จึงมีหน้าที่หลักในการเรียนการสอนหรือการผลิตบัณฑิต มีการรับนิสิตนักศึกษาเข้าไปให้ความรู้ โดยมีอาจารย์เป็นผู้มีความรู้ที่ถ่ายมาจากตำรา นิสิตนักศึกษามีหน้าที่ฟัง จด และท่องจำให้ได้ครบตามที่อาจารย์บอก อาจต้องสร้างความเข้าใจอยู่บ้างก็ตาม ความเข้าใจของอาจารย์ เมื่อเรียนไปแล้วก็มีการสอบเพื่อดูว่า นิสิตนักศึกษาได้สะสมความรู้ไว้เพียงพอตามที่กำหนดไว้หรือไม่ เมื่อมีความรู้ครบถ้วนตามหลักสูตร มหาวิทยาลัยก็มอบปริญญาให้ออกไปประกอบอาชีพ ทำการงานต่างๆ โดยได้รับการรับรองจากรัฐ มีสิทธิพิเศษตามที่กฎหมายกำหนด สามารถเข้าสู่ตำแหน่งในราชการหรือทำงานที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นพิเศษ การรับรองนี้ใช้ไปได้ตลอดชีวิต นับเป็นต้นทุนสำหรับงานอาชีพต่อไป
ด้วยการเปลี่ยนแปลงในระบบความรู้ทั้งการเพิ่มและปรับเปลี่ยนสภาพอายุของความรู้ ตลอดจนความเป็นสาธารณะมากขึ้นขององค์ความรู้ ทำให้บทบาทของมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องเปลี่ยนไป การสอนในลักษณะเดิมไม่เพียงพอ วิทยาการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความรู้ที่ได้รับและสะสมไว้เมื่อจบการศึกษาหมดสภาพและล้าสมัยไปอย่างรวดเร็ว หากไม่แสวงหาความรู้เพิ่มเติม จะไม่สามารถทำหน้าที่ตามกำหนดของปริญญาได้ภายในเวลาไม่กี่ปี การศึกษาจึงไม่ใช่การถ่ายทอดความรู้อีกต่อไป แต่เป็นการสร้างความสามารถที่ไปหาความรู้เพิ่มเติม หลังจากจบไปแล้วได้ โดยต้องมีความรู้เบื้องต้นเพียงพอที่จะไปต่อยอดได้ ต้องมีวิจารณญาณสามารถพิจารณากลั่นกรองเลือกและนำความรู้ไปปรับใช้ได้ การพิจารณาว่าสิ่งใดเชื่อได้ สิ่งใดไม่ถูกต้องเชื่อไม่ได้ ต้องอาศัยการดูที่มาของความรู้นั้นๆ หากได้มาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องก็เชื่อไม่ได้ วิธีการได้มาซึ่งความรู้นี้คือการวิจัย ซึ่งมีหลักการและขั้นตอนตามหลักทางวิชาการ วิธีการวิจัยในสาขาวิชาต่างๆ มีรายละเอียดที่แตกต่างกันได้ ความเชื่อถือได้ของแต่ละองค์ความรู้จึงไม่บริบูรณ์เป็นขาวกับดำ แต่เป็นความเชื่อถือได้ภายใต้ข้อแม้เฉพาะกรณีนั้นๆ การวิจัยจึงกลายเป็นเครื่องมือในการศึกษา โดยเป็นเครื่องมือในการสร้างวิจารณญาณ ในการพิจารณาเลือกเชื่อแต่ละองค์ความรู้
ในปัจจุบันและอนาคต การวิจัยจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของอุดมศึกษาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ นอกจากนั้น แม้ว่าจะมีหลักการเรื่องความถูกต้องอย่างเดียวกัน การวิจัยในแต่ละสาขา ในแต่ละระดับของการศึกษา และแต่ละเป้าหมายของการศึกษา ยังอาจมีวิธีการและรายละเอียดแตกต่างกันได้ด้วย
การศึกษาที่มุ่งนำความรู้ไปใช้อาจเน้นการวิจัยเอกสารหรือวิจัยทุติยภูมิ การศึกษาที่มุ่งสนองความจำเป็นของท้องถิ่น อาจต้องเน้นการวิจัยกรณีเฉพาะ เพื่อหาปัญหาเฉพาะหรือแนวทางเฉพาะสำหรับท้องถิ่นนั้นๆ ส่วนการศึกษาที่มุ่งการแข่งขันในระดับสากลข้ามชาติ ต้องมุ่งการวิจัยปฐมภูมิที่หาความรู้ใหม่ ในระดับแรก อาจเป็นการติดตามความรู้ให้ทันและเสริมเติมแต่ง แต่การวิจัยเพื่อให้แข่งขันได้ในเวทีโลกนั้นต้องเป็นการวิจัยชั้นแนวหน้าที่สามารถก้าวกระโดดไปก่อนผู้อื่น การวิจัยเหล่านี้มีความเหมือนกันอยู่ที่ความถูกต้องและความริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรม
ในโลกที่วิชาการเข้าไปเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน ความรู้และเทคโนโลยีซึ่งมีค่าเพิ่มขึ้น โดยสามารถจัดให้มีราคาจากการตกลงเคารพความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา การตั้งราคาเป็นการผูกขาดของเจ้าของความรู้และเทคโนโลยีนั้นๆ ซึ่งหากเป็นสิ่งที่จำเป็น เช่น ยารักษาโรค ก็ตั้งราคาได้สูงมากตามกำลังซื้อของผู้ใช้
ประเทศที่สร้างความรู้และเทคโนโลยีจึงได้เปรียบประเทศที่เป็นผู้ซื้อมาใช้ สภาพนี้ได้รุนแรงมากขึ้นมาเป็นลำดับจนในปัจจุบัน ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีความยากจนอยู่แล้ว แต่จำเป็นต้องเจียดเงินไปซื้อเทคโนโลยีที่จำเป็นไปใช้ ทำให้เกิดความยากจนและความยากลำบากเพิ่มมากขึ้นไปอีก ประเทศกำลังพัฒนาจึงจำเป็นต้องทำการวิจัยด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเบี้ยล่างเสมอไป ดังจะเห็นได้จากนโยบายของประเทศจีนและประเทศอินเดียในระยะไม่ถึงสิบปีมานี้ โดยได้มีแผนงานจัดสรรเงินลงทุนให้แก่มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ให้เสริมสร้างความสามารถและดำเนินการวิจัยที่บุกเบิกสร้างสรรค์หาความรู้ใหม่ในชั้นแนวหน้าของโลก ถือว่าเป็นโอกาสในการอยู่รอดของชาติท่ามกลางกระแสการแข่งขันของเศรษฐกิจฐานความรู้ การวิจัยในลักษณะนี้จะมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ได้ผล แต่หากประสบความสำเร็จก็จะได้รับผลประโยชน์มากเกินสัดส่วนของการลงทุน
สวัสดีค่ะอาจารย์
ครูอ้อย ตั้งใจอ่าน เพราะหัวข้อน่าสนใจมาก ครูอ้อยสนใจเพราะ การวิจัย เป็นเรื่องที่ดี ทุกอย่างคือวิจัย มองให้เป็น ทำให้เป็น สรุปให้ได้ แล้ว จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
ขอบพระคุณค่ะ
ครูอ้อยขยันจังเลยนะคะ จัดสรร และบริหารเวลาได้เยี่ยมยอดจริงๆ นับเป็นซุปเปอร์วูเมน จริงๆ
เสียดายไม่ได้พบกันที่พิ'โลกนะคะ แต่หากได้พบท่าน อ.วิบูลย์ท่านเดียว ที่ มน. ก็ถือว่าคุ้มจริงๆ ค่ะ
มาชื่นชมกับความตั้งใจของชาว ม.น ครับ
มหาวิทยาลัยสมัยนี้ก็ต้องสร้าง competitiveness ของตนเองขึ้นมา หากไม่มีก็ต้องสร้างโดยกำหนดวิสัยทัศน์ นั่นหมายถึงเป้าหมายและทิศทาง ที่จะต้องไป เหมือนธุรกิจ เราก็ต้องสร้าง competitiveness เช่นกัน และต้องมองเรื่อง differentiation ด้วย เคยได้ยิน มหาลัย แห่งการวิจัย , มหาลัยนานาชาติ , มหาลัยท้องถิ่น มีอะไรอีกบ้างครับ แต่เห็นด้วยครับ และเป็นกำลังใจให้ครับ