ข่าวที่น่าสนใจด้านสุขภาพข่าวหนึ่งในช่วงนี้คือมีนักวิจัยจาก University of Pennsylvania พยายามค้นหาหลักฐานพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวันนั้นดีจริงหรือไม่ แล้วเขาก็พบว่าไม่มีงานวิจัยมารองรับเบื้องหลังในเรื่องนี้ อ่านข่าวต่อได้ที่ Curiosity Quenched About 8×8 Water Recommendation ครับ
การดื่มน้ำให้เพียงพอคือการดื่มแบบ 8x8 ได้แก่การดื่มวันละ 8 แก้ว แก้วละ 8 ออนซ์ หรือประมาณ 236 มิลลิลิตร หรือหนึ่งแก้วโดยทั่วไปนั่นเอง
นักวิจัยจาก U. of Penn หาเอกสารทางวิชาการมารับรองไม่เจอว่าการดื่มน้ำให้เพียงพอนี่ดีจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรจะเลิกดื่มน้ำให้เพียงพอนะครับ
ผมไม่ใช่หมอและไม่ใช่ดอกเตอร์ด้านเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ (ดังนั้นนี่ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์) แต่ความรู้สึกบอกผมว่าการดื่มน้ำให้เพียงพอนั้นดีต่อสุขภาพแน่นอน แต่การขาดน้ำนั้นนึกอย่างไรก็ไม่ดีแน่ครับ
สิ่งที่ผมชอบอย่างหนึ่งในสถานศึกษาในอเมริกาคือเด็กนักเรียนโดยส่วนใหญ่จะถือขวดน้ำกันคนละขวดเสมอ (แต่หลายๆ คนกลายเป็นขวดน้ำหวานแทน) ในขณะที่ห้องเรียนบ้านเราจะไม่อนุญาตให้นำเครื่องดื่มเข้ามาในห้องเรียน
ผมคิดว่าสิ่งนี้ต้องเปลี่ยนครับ ถ้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศพร้อมกันออกระเบียบว่าอนุญาตให้นำขวดน้ำดื่มเข้าห้องเรียนได้ สุขภาพของเด็กไทยคงจะดีขึ้นไม่น้อยครับ
อาจจะจำกัดว่าอนุญาตเฉพาะขวดน้ำเปล่า ห้ามนำขวดน้ำหวานเข้าห้องเรียนก็ยิ่งดีไปใหญ่เลยครับ เป็นการป้องกันโรคอ้วนและฟันผุในเด็กได้อีกวิธีหนึ่งด้วย
เรื่องนี้น่าคิดนะครับ
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ รัฐควรพิจารณาเรื่องการดื่มน้ำในโรงเรียน ในห้องเรียนอย่างอาจารย์กล่าว เด็กเป็นวัยที่ควรดูแลและสร้างสุขนิสัยอาหารและเครื่องดื่ม อันนี้เป็นวัฒนธรรมด้วยนะครับ หลายโรงเรียนไม่มีน้ำดื่มสะอาดเพียงพอด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะในชนบท ผมเห็นแล้วก็สังเวชใจ มีองค์กรพัฒนาเอกชนบางองค์กรต้องเข้าไปสนับสนุน
ความจริงเป็นสิ่งที่ดี แต่ทำไมต้องรอให้องคืกรพัฒนาเอกชนทำเช่นนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐจะต้องทำ ไม่ใช่เพียงเรียนฟรี 12 ปี แต่สิ่งแวดล้อมทางด้านสุขอนามัยเด็กควรจะต้องทุ่มงบประมาณสร้างขึ้นมาด้วย ก็ไหนว่าเด็กเป็นอนาคตของชาติไง ..อิอิ
โครงการเมกกะโปรเจคน่ะ ควรจะแบ่งงบมาทางการศึกษามากๆหน่อย สร้างความเหลื่อมล้ำให้ลดลงด้วย
เอ...บ่นเหมือนนายกหรือเปล่าเนียะ อิอิ..
เห็นนักเรียนที่ออสเตรเลีย มีขวดน้ำติดตัวตลอดทุกคน แต่จะเป็นน้ำหวาน ที่เอามาจากน้ำหวาน ยี่ห้อหนึ่ง่แบบเข้มข้น แต่เอามาเติมน้ำ เพื่อเจือจาง เคยลองแล้ว ปรากฎว่าหวานมาก ๆ ทำให้เป็นโรคอ้วนกันเยอะ
แต่ที่น่าสังเกต อาจารย์ หรือเจ้าหน้าที่ ในมหาวิทยาลัย จะมีขวดน้ำ ติดตัวตลอด และเวลาดื่มจะค่อยๆ ดื่ม ประมาณ สองสามอึก (ประมาณว่าจิบ) แต่บ่อย ๆ ยังไม่เคยถามว่าทำไม ไม่ดื่มทีเดียว แต่ก็ลองเอาพฤติกรรมนี้มาใช้กับตัวเอง ก็ได้ผลดี ในเรื่องสมอง ที่รู้สึกว่าทำงานดีกว่าแต่ก่อนมาก (ไม่ทราบว่าเกี่ยวกันหรือเปล่า) แต่ได้ลองทำมานานหลายเดือนแล้ว เพราะเมื่อก่อนเมื่อหิวน้ำ ก็จะดื่มจดหมดแก้ว ทำให้บางครั้งจุกเสียดท้อง แล้วมีอาการเหมือนมีลมเข้าท้องมาก บางคนบอกว่า น้ำ ที่ออส ใส่แก๊ส ด้วย เพราะมันมีความรู้สึกว่า หลังจากทานข้าวเสร็จ แล้วก็ดื่มน้ำ ตามไป ประมาณหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ท้องร้อง (เสียงดังมาก ๆ ) ก็เลยไม่ทราบว่าสาเหตุจากน้ำ รึเปล่า แต่ก็ทานข้าวและผลไม้เยอะมาก ฝากไว้ให้ช่วยคิดกันต่อครับ
สวัสดีค่ะอ.ธวัชัย
สวัสดีครับ
เป็นประเด็นที่สำคัญมากเลยครับ ได้ความรู้ว่าการที่เราไม่ได้เห็นผลงานวิจัยทางด้านสุขภาพแบบ "ฟันธง" เหมือนด้านอื่นๆ เพราะสาเหตุนี้เองครับ
เดี๋ยวผมเริ่มเทอมหน้าเลยครับ จะประกาศว่า "วิชานี้เอาน้ำมาดื่มได้" น่าแปลกนะครับที่คณะเสริฟน้ำอาจารย์เต็มที่ แต่ไม่ให้นักศึกษาดื่มน้ำ
ผมอนุญาตให้นักศึกษานำน้ำเปล่า นมถั่วเหลือง นมสด นมเปรี้ยว เข้ามาดื่มในห้องเรียนได้ครับ แต่ห้ามน้ำหวานรวมทั้งชาเขียวประเภทต่างๆ ครับ
ธรรมศาสตร์เสริฟน้ำอาจารย์ด้วยเหรอครับ ที่สงขลานครินทร์ให้ไปหาดื่มเองครับ
ผมว่าดีมากเลยครับ ถ้าจะให้ดีขึ้นผมว่าน่าจะเป็นน้ำที่อุณหภูมิห้องด้วยครับ
จิบบ่อยๆ ไม่ต้องมาก ผมก็พยายามทำอยู่ครับ