??

เชื่อว่าการทานกาแฟ..ก็คงมีทั้งผลดีและไม่ดีต่อร่างกาย..อย่างแน่นอน..

.....แต่ทางที่ดีที่สุด..เชื่อว่าทุกอย่างไม่ว่ามัน..จะมีผลดีมาก ดีน้อย..ต่อร่างกายเรา..เราก็ไม่ควรทาน..มากเกินไป..ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด...(รู้หมดเลย..แต่ทำได้หรือไม่ได้..อีกเรื่องหนึ่ง..อิๆๆ..)

.....สำหรับคอกาแฟ..ลองอ่านความเป็นมาของกาแฟที่เราๆท่านๆจิบกันอยู่ทุกวัน..ว่ามีความเป็นมาอย่างไร..เพื่อไม่ให้เสียชื่อว่าเราเป็น "คอกาแฟพันธุ์แท้"..จริงๆ

ประวัติศาสตร์กาแฟโลก


- 1000 ปีก่อนคริสต์กาล พ่อค้าชาวอาหรับนำกาแฟกลับบ้านเกิด (สงสัยว่าแล้วเอามาจากไหน..มีใครรู้ประวัติก่อนหน้านี้หรือเปล่า..อิๆๆ)และเริ่มการปลูกกาแฟและต้มเมล็ดเป็นครั้งแรก คนอาหรับเรียกกาแฟที่ได้นี้ว่า "qahwa" ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ป้องกันการง่วงเหงาหาวนอน

- ต้นศตวรรษที่ 14 ชาวอาหรับเริ่มปลูกกาแฟเพื่อการค้ากาแฟครั้งแรก บริเวณคาบสมุทรอาระเบียน ใกล้เมืองท่าชื่อ "Mocha"

- ค.ศ.1453 ออตโตมันเติร์กนำกาแฟเข้าสู่กรุงคอนสแตนติโนเปิล

- ค.ศ. 1475 กฎหมายตุรกีมีว่าหญิงใดก็ตามที่สามีมิอาจเลี้ยงดูเธอด้วยกาแฟในปริมาณที่เพียงพอแต่ละวัน สามารถขอหย่าได้โดยถูกกฎหมาย (ขนาดนั้นเลยหรือ..เพราะอะไร..สงสัยจัง..แสดงว่าต้องมีความสำคัญมากนะเนี่ย"กาแฟ" เอ๋ย "กาแฟ"..ถึงขนาดขอหย่าได้เลย..อิๆๆ..)

- ค.ศ. 1554 ร้านกาแฟร้านแรกของโลกเกิดขึ้นที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล ถือเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของนักนิยมศิลปะและวรรณกรรม ร้านกาแฟจึงเคยถูกเรียกว่า qahweh khaneh (แหล่งปัญญา หรือ school of wisdom)

- ค.ศ. 1607 กัปตันจอห์น สมิท ก่อตั้งอาณานิคม Virginia ที่ Jamestown ในทวีปอเมริกา เป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์กาแฟในอเมริกาเหนือ

- ค.ศ. 1615 กาแฟยุโรปประเดิมขายครั้งแรกที่ร้านขายยาในฐานะตัวยาชนิดหนึ่ง โดยพ่อค้าชาวเวนิสเป็นผู้นำมาเผยแพร่ (น่าสนใจว่าทำไม..ไปขายอยู่ในร้านขายยา....."แก้โรคอะไร"..สงสัยแก้โรคขี้เกียจ..เพราะแก้ง่วงได้..สำหรับบางท่าน....อิๆๆ..แต่เรากินเท่าไหร่ก็หลับ..)

- ค.ศ. 1616 กาแฟถูกลักลอบนำออกจากอาหรับโดยชาวดัตช์ เป็นชนชาติแรกและนำไปเพาะปลูกเพื่อการค้าขายใน Ceylon (ศรีลังกา) ในปี ค.ศ. 1658 (อ้อ...เพิ่งรู้..อิๆๆ ศรีลังกาเนี่ยใบชาก็หอมดีน่ะ..แต่ชาอังกฤษหอมกว่า...ความชอบส่วนตัว..อิๆๆ "Twinings" Classics(Traditional Afternoon) แต่ว่าชามะลิ..หอมที่สุด..อิๆๆ)

- ค.ศ. 1645 เกิดร้านกาแฟร้านแรกในอิตาลี

- ค.ศ. 1650 ร้านกาแฟแรกในอังกฤษเปิดตัวครั้งแรกที่เมือง Oxford หลังจากนั้นอีก 2 ปี จึงมีร้านกาแฟในลอนดอน ซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวกรีกและอังกฤษ จากนั้นมีการขยายจนมีเต็มเมือง เรียกกันว่า penny universities เพราะค่าเข้าและค่ากาแฟถ้วยละ 1 เพนนี ภายในร้านมีกล่องทองเหลืองสลักคำว่า To Insure Promptness (เพื่อความทันใจ) เป็นการกระตุ้นให้ลูกค้ายอมจ่ายเงินแลกกับการบริการที่ดีเยี่ยม วลีนี้ถูกย่อสั้นๆ ให้เหลือแค่ตัวอักษรแรกของแต่ละคำคือ TIP และคำนี้เองเป็นที่มาของคำว่า ทิป (tip) ที่ใช้กันทั่วทุกหัวระแหง

- ค.ศ. 1651 มีการโฆษณากาแฟในใบปิดครั้งแรกของโลก ปัจจุบัน ใบปิดนี้เก็บรักษาไว้ที่ British Museum

- ค.ศ. 1674 ผู้หญิงอังกฤษต่อต้านการดื่มกาแฟเนื่องจากพวกผู้ชายพากันไปชุมนุมกันที่ร้านกาแฟมากกว่าจะยอมอยู่ติดบ้าน(อ้าว...จะได้หนีสามีเที่ยวบ้าง..ไม่ดีเหรอ..แหม..อิจฉาแม้กระทั่งกาแฟ..เนอะ....)

- ค.ศ. 1683 ชาวตุรกีนำกาแฟติดตัวมาด้วยขณะปิดล้อมออสเตรียไว้ และเผยแพร่ออกไปในที่สุด

- ค.ศ. 1683 กองทัพตุรกีล้อมกรุงเวียนนา ภายหลังไม่สามารถตีกรุงแตกได้ ต้องยกทัพกลับไป ทิ้งไว้แต่กาแฟที่กลายเป็นที่มาของร้าน Blue Bottle ร้านกาแฟแห่งแรกในเวียนนาที่มีเจ้าของชื่อ Kolchitzky ผู้คิดค้นการกรองกาแฟบด การดื่มกาแฟแบบหวานๆ และแบบใส่นม

- ค.ศ. 1689 ร้านกาแฟแรกในปารีส

- ค.ศ. 1690 ชาวดัตช์ตั้งบริษัท East India Coffee หลังจากนำกาแฟมาสู่เกาะชวา อินโดนีเซีย

- ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 ชาวยุโรปเริ่มผสมช็อกโกแลตลงในกาแฟ

- ค.ศ. 1715 ชาวดัตช์ถวายต้นกาแฟแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส เชื่อกันว่ามีการใส่น้ำตาลในกาแฟเป็นครั้งแรกในราชสำนักของพระองค์

- ค.ศ. 1721 ร้านกาแฟแรกในเบอร์ลิน

- ค.ศ. 1727 Johann Sebastian Bach ประพันธ์เพลง Kaffee-Kantate ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นโคลงสรรเสริญกาแฟ และเป็นการเสียดสีความเคลื่อนไหวที่จะห้ามมิให้สตรีเพศได้บริโภคกาแฟ (เพราะเชื่อว่าจะทำให้พวกเธอเป็นหมันและแท้งลูก) และในปีเดียวกันนั้นเอง มีการนำเอาเมล็ดกาแฟเข้าสู่ประเทศบราซิล และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บราซิลเป็นประเทศที่ผลิตกาแฟมากที่สุดในโลก

- ค.ศ. 1763 มีร้านกาแฟกว่า 200 ร้านในเวนิสและปัจจุบันมีมากถึง 200,000 ร้านทั่วอิตาลี และคาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

- ค.ศ. 1773 เกิดเหตุการณ์ “Boston Tea Party” หรือการเรียกเก็บภาษีชาอย่างไม่ปราณี จนชาวอเมริกันต้องหันมาดื่บกาแฟแทนซึ่งเสียภาษีน้อยกว่า

- ค.ศ. 1779 นักเดินทางชาวสเปนเป็นผู้นำกาแฟจากคิวบาไปเผยแพร่ในคอสตาริกา

- ค.ศ. 1809 Meslitta Bentz ใช้กระดาษจากสมุดบันทึกของลูก กรองกากกาแฟ อันเป็นต้นกำเนิดของกระดาษกรองในปัจจุบัน

- ค.ศ. 1893 มิชชันนารีโรมันคาธอลิก เป็นผู้นำกาแฟไปเผยแพร่ในเคนยา

- ต้นศตวรรษที่ 19 การดื่มกาแฟยามบ่ายเป็นประเพณีนิยมในเยอรมนี เกิดคำว่า Kaffee Klatsch ที่เอาไว้พูดถึงการซุบซิบนินทาของพวกผู้หญิงในเวลาดื่มกาแฟ ต่อมาหมายถึงการพูดคุยสัพเพเหระทั่วๆ ไป

- ค.ศ. 1901 กาแฟสำเร็จรูปถูกคิดค้นเป็นครั้งแรกโดยนักเคมีลูกครึ่งญี่ปุ่น-อเมริกัน Satori Kato

- ค.ศ. 1906 มีการปรับปรุงเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซเพื่อการค้าขึ้นขายในอิตาลี

- ค.ศ. 1938 เนสท์เล่คิดค้นกาแฟ freeze-dried เพื่อช่วยบราซิลแก้ปัญหาผลผลิตกาแฟล้นตลาด ต่อมาจึงพัฒนาเป็นเนสกาแฟในสวิตเซอร์แลนด์

- ค.ศ. 1946 Achilles Gaggia ชาวอิตาลี พัฒนาเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซสำเร็จ (ขอขอบคุณ Achilles Gaggia..ทำให้เราได้จิบเอสเพรสโซ..ทุกวัน..อิๆๆ) และคำว่า คาปูชิโน มาจากสีกาแฟที่เหมือนสีจีวรพระในนิกายคาปูชิน(คิดได้ไง..เนี่ย..สงสัยจิบกาแฟไปมองจีวรพระไปหรือ..ไง..กัน..อิๆๆ)

- ค.ศ. 1990 อเมริกาใช้เงินกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ในการนำเข้ากาแฟจากต่างประเทศ (ตอนนี้ก็คงปลูกเอง..และส่งขายทั่วโลกแล้ว..อิๆๆ..)

.....อ่านเจอ..น่าสนใจ..เลยไปคัดลอกเขามาให้อ่านกันอีกที..อิๆ..

**สงสัย..ว่ากินกาแฟแล้วเป็นหมันหรือแท้งจริงหรือ..??ถ้าจริง..ก็ต้องกินเป็นสิบๆแก้วต่อวัน..เด็กในท้องคงมึน.."จนตาย"..และที่ขายกาแฟในร้านขายยา..อาจเป็นเพราะกาแฟ..เป็น"ยาคุมกำเนิด"ชนิดหนึ่งหรือเปล่า..อิๆๆ..

 ด้วยรักจากใจยายหมูอ้วนเอง